สภาเกษตรกรสนับสนุนนโยบายรัฐในการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (B7 และมุ่งสู่ B20) เพื่อใช้ปาล์มน้ำมันเสริมความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ
การเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลจะช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม
แม้ราคาปาล์มขวดอาจสูงขึ้น แต่การพยุงราคาดีเซลจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมมากกว่า ทั้งในด้านค่าขนส่งและค่าครองชีพ
มีการผลักดันให้ยกระดับคุณภาพปาล์มควบคู่กันไป โดยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การสกัดน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้แก่เกษตรกร
รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ได้เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมันจากภายนอกจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน ปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำมัน B100 ผสมในไบโอดีเซลจาก 5% (B5) เป็น 7% (B7) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ และกรรมการคณะนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระทรวงพลังงานได้ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มไม่ลดลงในระยะยาว ไทยจึงได้เตรียมความพร้อมด้านพลังงานทางเลือกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ดังเช่นอินโดนีเซียที่เดินหน้าการใช้ไบโอดีเซลไปถึงระดับ B50 แล้ว
“ผมมองว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ การใช้ B7 จะช่วยระบายผลผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศ และยังมีแผนขยับไปสู่ B10 และ B20 ในอนาคต แม้เรายังต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากกว่า 90% แต่ก็จะช่วยชะลอการใช้ และมีน้ำมันปาล์มเข้ามาเสริมระบบพลังงานของประเทศได้ส่วนหนึ่ง”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลคือ หากนำน้ำมันปาล์มไปผลิตไบโอดีเซลมากขึ้น อาจทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้น และกระทบราคาน้ำมันพืชบรรจุขวด แต่ในความเป็นจริง ทุกคนคือผู้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง 100% ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรืออาชีพใดก็ตาม หากไบโอดีเซลช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซล แม้น้ำมันปาล์มขวดจะแพงขึ้นบ้าง แต่ผู้บริโภคสามารถควบคุมการใช้ได้ โดยครอบครัวหนึ่งอาจใช้เฉลี่ยเพียง 2–3 ขวดต่อเดือน คิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 190–200 บาท
ขณะที่หากราคาน้ำมันดีเซลไม่สูงเกินไป ค่าขนส่งและค่าครองชีพในระบบเศรษฐกิจจะลดลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมมากกว่า และถือเป็นข่าวดีของชาวสวนปาล์ม ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน โดยจังหวัดกระบี่มีแผนผลักดันให้เปอร์เซ็นต์การสกัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20% จากปกติที่เฉลี่ยเพียงราว 18% ทั้งที่ปริมาณทะลายปาล์มเท่าเดิม เพียงชะลอการตัดให้ผลสุกเต็มที่เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมัน เมื่อเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยก็จะลดลง แม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบจะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 36 บาท แต่หากได้อัตราน้ำมันสูงขึ้น รายได้สุทธิก็จะดีขึ้นตามไปด้วย อาทิ ราคาน้ำมันปาล์ม 18% ปาล์ม ราคา 7.30 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็น 20% ราคา 7.90 บาทต่อกิโลกรัม ปาล์ม 21% ราคาอยู่ 8.20 บาท และปาล์ม 22 % ราคา 8.50 บาทต่อกิโลกรัม
นายพันศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมการปาล์มน้ำมันจังหวัดและโรงงานสกัดต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในเรื่องดังกล่าว โดยสภาเกษตรกรจะทำหน้าที่สื่อสารกับเกษตรกร ส่วนภาคอุตสาหกรรมต้องหารือกับโรงงานสกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานรับซื้อ ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปกำกับดูแลลานเทปาล์ม อย่างเป็นระบบ
โดยลานเทบางแห่งที่เป็นเครือข่ายโรงงานยังสามารถควบคุมราคาได้ แต่หากควบคุมเข้มเกินไป เกษตรกรอาจนำผลผลิตไปขายที่อื่น ดังนั้นโรงงานต้องยึดหลักไม่รับซื้อปาล์มคุณภาพต่ำ เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับพฤติกรรมการเก็บเกี่ยว และช่วยลดปัญหาการลักลอบตัดปาล์มดิบ เพราะตลาดไม่รับซื้อ และเกษตรกรควรปรับเพิ่มค่าจ้างเก็บลูกปาล์มร่วง จากกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เป็น 1 บาท เพื่อให้ได้ปาล์มคุณภาพและราคาผลผลิตรวม
แหล่งข่าวผู้ค้าน้ำมันปาล์มเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันปาล์มของมาเลเซียซึ่งใช้เป็นราคาอ้างอิงในภูมิภาค ในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 2.7 ล้านตัน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.63–2.65 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกช่วง 1–10 มีนาคม เพิ่มขึ้น 37.9–45.3% จากเดือนก่อนหน้า แม้ราคาน้ำมันปาล์มยังต่ำกว่าน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลา แต่การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ยังเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันพืชในตลาดโลกปรับสูงขึ้นตาม
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,183 วันที่ 15 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
สภาเกษตรกร หนุนรัฐเร่ง B20 ใช้ปาล์มเสริมพลังงาน ลดพึ่งนำเข้าน้ำมัน
การเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลจะช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม
แม้ราคาปาล์มขวดอาจสูงขึ้น แต่การพยุงราคาดีเซลจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมมากกว่า ทั้งในด้านค่าขนส่งและค่าครองชีพ
มีการผลักดันให้ยกระดับคุณภาพปาล์มควบคู่กันไป โดยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การสกัดน้ำมันเพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้แก่เกษตรกร
รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ได้เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมันจากภายนอกจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน ปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำมัน B100 ผสมในไบโอดีเซลจาก 5% (B5) เป็น 7% (B7) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้