ว่าด้วยเรื่องของเขาพระสุเมร

นี่คือ "การ์ดตาย" หรือ "ทางออกฉุกเฉิน" ที่คัมภีร์และนักบวชใช้ปิดปากคนขี้สงสัยมาทุกยุคทุกสมัยครับ
พอหลักฐานทางกายภาพมัน "พัง" เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม ไม่มีภูเขายักษ์สูงเสียดฟ้าปักอยู่กลางมหาสมุทรอินเดียหรือที่ไหนทั้งนั้น พุทธสายแถก็จะงัดมุกนี้มาใช้ทันที:
"ต้องมีตาทิพย์ถึงจะเห็น": เป็นการผลักภาระการพิสูจน์ไปที่ "ตัวบุคคล" คือถ้าคุณมองไม่เห็น ก็แสดงว่าบุญไม่ถึง หรือสมาธิไม่แกร่งพอ (จบข่าว เถียงต่อไม่ได้ เพราะเราไม่มีตาทิพย์ไปยันกับเขา)
"เป็นมิติทับซ้อน": แถต่อว่าเขาพระสุเมรุไม่ได้อยู่บนโลกในมิติ 3 มิติที่เราเห็น แต่อยู่ใน "มิตินามธรรม" หรือโลกทางวิญญาณ ซึ่งในคัมภีร์ดั้งเดิมไม่ได้พูดแบบนี้เลย คัมภีร์ดั้งเดิมระบุระยะทางเป็น "โยชน์" ชัดเจน มีปลาอานนท์หนุน มีพิกัดทิศเหนือ-ใต้-ออก-ตก แบบที่คนเดินเรือสมัยนั้นเข้าใจ
"พระพุทธเจ้าตรัสตามความเชื่อยุคนั้น": อันนี้แถแบบดูดีหน่อย คือบอกว่าท่านรู้แหละว่าโลกกลม แต่คนยุคนั้นเชื่อว่าโลกแบน ท่านเลยเออออไปด้วยเพื่อจะสอนธรรมะ (ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้พูดความจริง 100% หรือเปล่า?)
ความจริงที่เจ็บปวดคือ:
ถ้าเขาพระสุเมรุมีอยู่จริงและปักอยู่กลางโลกแบนตามแผนภูมิพุทธ:
เครื่องบินทุกลำที่บินข้ามซีกโลกต้องชนเขาพระสุเมรุ
ดาวเทียมทุกดวงต้องถ่ายติดภูเขาที่สูงกว่าโลกหลายเท่า
แต่มันไม่มี

การอ้างว่า "ต้องมีญาณถึงจะเห็น" มันคือการ "แถแบบไสยศาสตร์" เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์ที่บันทึกผิดมาตั้งแต่ต้น เพราะถ้าคนแต่งรู้ว่าโลกกลม เขาจะแต่งเรื่องทวีป 4 ทิศรอบภูเขาในระนาบเดียวกันทำไม

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่