พลังติ่งสร้างอาชีพ! สาวจีนหัวหมอเผยวิธีดูดเงินจากแฟนคลับจนรวยไม่ไหว! !
.
ในโลกของการติ่งที่หลายคนมองว่ามีแต่คนยอมเสียเงินเปย์เพื่อศิลปินที่รัก จริงๆ แล้วยังมีคนอีกกลุ่มที่แอบกอบโกยกำไรมหาศาลอยู่เงียบๆ ดังเช่น "ฉงมี่" สาวจีนผู้เปลี่ยนความหลงใหลกลายเป็นเงิน
.
เธอเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยการหาเงินได้ 100,000 หยวน (ราว 4.5 แสนบาท) จากการติ่งตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย และนับจากนั้นเป็นต้นมารายได้เกือบทั้งหมดในชีวิตของเธอก็ล้วนมาจากโลกของติ่งแทบทั้งสิ้น
.
เส้นทางการติ่งของเธอเริ่มต้นขึ้นในยุคที่รายการประกวดร้องเพลงอย่าง Super Boy และ Super Girl กำลังฟีเวอร์ในจีน โดยศิลปินคนแรกที่เธอปักเมน (คนชื่นชอบเป็นหลัก) คือ Dany Lee ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นที่อาศัยช่วงปิดเทอมคลุกตัวอยู่ในโลกออนไลน์ แต่ดูเหมือนเธอจะมีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพราะเธอรู้วิธีปลุกใจกลุ่มแฟนคลับบน Baidu Tieba (百度贴吧) แพลตฟอร์มเว็บบอร์ดสนทนาที่ใหญ่ที่สุดของจีน
.
โดยเธอเริ่มโพสต์ข้อความเรียกคะแนนความสงสารอย่าง "เธอ (ไอดอล) ต้องการพวกเรานะ" หรือ "ถ้าเธอไม่ชนะ ชีวิตเธอหลังจากนี้จะลำบากแค่ไหน" จนในที่สุดมันทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มแฟนคลับระดับแถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
.
ต่อมาหลังจากรายการ Super Girl จบลงและกระแสเริ่มซาลง เธอก็ไม่รอช้าที่จะหาติ่งวงใหม่ ประจวบเหมาะกับช่วงที่วง TFBOYS กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และด้วยประสบการณ์ที่เธอสั่งสมมา เธอจึงก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มแฟนคลับของหนุ่มๆวง TFBOYS ในกลุ่มเชาฮว่า (Super Topic) บนแอปฯ Weibo อย่างรวดเร็ว และนี่คือจุดเริ่มต้นจริงจังที่เธอเริ่มสร้างรายได้จากการติ่ง
.
ในตอนนั้นค่ายต้นสังกัดของ TFBOYS ได้หยิบเอากลยุทธ์การบริหารแบบ Johnny's & Associates บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นมาใช้ ด้วยการเปิดขายภาพสดที่ไม่ผ่านการรีทัชของศิลปิน โดยมีเงื่อนไขคือเปิดขายแบบจำกัดเวลาแต่ไม่จำกัดจำนวน หากใครซื้อไม่ทันก็ต้องไปหาซื้อต่อจากคนที่ซื้อไว้ก่อนหน้าเท่านั้น
.
เมื่อเห็นช่อง เธอจึงตัดสินใจลองของด้วยการกว้านซื้อรูปเหล่านั้นมา แล้วลองโพสต์ขายต่อในแอปฯ ขายของมือสองของจีน หรือ Xianyu (闲鱼) ปรากฏว่ามีลูกค้าทักมาซื้ออย่างรวดเร็ว โดยเป็นคุณพ่อที่มาหาซื้อรูปศิลปินให้ลูกสาว
.
วินาทีนั้นเธอถึงกับอุทานในใจว่า "มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ" แค่ซื้อมาแล้วขายไปจากต้นทุนแค่ร้อยสองร้อยหยวน แต่สามารถทำกำไรได้ชุดละ 50 หยวน (ราว 225 บาท) “แล้วถ้าฉันซื้อเก็บไว้ 100 ชุด ฉันจะได้กำไรเท่าไหร่กันนะ"
.
เธอจึงตัดสินใจนำเงินแต๊ะเอียที่ได้ไปกว้านซื้อรูปมาสต็อกไว้ให้มากที่สุด ก่อนจะนำมาปล่อยขายเก็งกำไรในออนไลน์ โดยรูปแต่ละชุดมีต้นทุนเพียง 118 หยวน (ราว 530 บาท) และเธอสามารถฟันกำไรเน้นๆ ได้ชุดละ 50 หยวน (ราว 225 บาท) แค่เพียงเดือนเดียวธุรกิจของเธอก็ติดลมบน และภายในเวลาเพียงครึ่งปี ในช่วงชั้นมัธยมปีที่ 6 เธอก็สามารถทำกำไรไปถึง 100,000 หยวน
.
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโลกให้เธอรู้ว่าโลกของติ่งมีวิธีทำเงินที่ง่ายในแบบที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
.
หลังจากกวาดเงินแสนแรกมาได้ เธอก็พบว่าโลกการติ่งมีช่องทางทำเงินแฝงอยู่ทุกที่ที่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรจากตั๋วคอนเสิร์ตหรือการขายรูปถ่ายเท่านั้น แต่แม้กระทั่งบริการรับจ้างส่งต่อความในใจของแฟนคลับที่ไปงานไม่ได้ เช่น คุณอาจจ้างใครสักคนในราคา 10 หยวน (ราว 45 บาท) ให้ถือโทรศัพท์และเปิดรูปโปรไฟล์ของคุณเพื่อหันไปทางเวทีแล้วตะโกนว่า "xxx คิดถึงคุณ!" รวมถึงการเก็บคอนเฟตตี้ (Confetti) หรือกระดาษโปรยในคอนเสิร์ตที่ตกอยู่บนพื้นแล้วส่งไปให้พวกเขาโดยเสียค่าส่งราคา 15 หยวน (ราว 68 บาท)
.
ต่อมาปี 2018 เมื่อกระแสรายการเซอร์ไววัลเฟ้นหาไอดอลเริ่มบูมขึ้นในจีน เธอจึงร่วมกับเพื่อนในวงการติ่งรวม 5 คน ก่อตั้งทีมขึ้นมาบริหารกลุ่มแฟนคลับ โดยทีมเธอมีหน้าที่ในการคอยปั่นกระแสและควบคุมทิศทางโซเชียล ตั้งแต่การปลุกระดมให้แฟนๆ มาร่วมระดมทุนเพื่อนำไปแลกซื้อโหวต บิลด์อารมณ์ให้โหวตในกลุ่มแฟนคลับ ไปจนถึงการจัดระเบียบคอมเมนต์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับศิลปิน
.
กล่าวโดยง่ายคือการนำประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการติ่งของพวกเธอมาวิเคราะห์อย่างมีชั้นเชิงและมีหลักฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็ง และสไตล์ของเด็กฝึก ว่าจะดึงดูดแฟนคลับแบบไหนได้ บริษัทต้นสังกัดเป็นอย่างไร แรงก์อันดับปัจจุบัน รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เป็นต้น
.
หากข้อมูลที่เธอนำเสนอมีความสมเหตุสมผลพอที่จะทำให้แฟนๆ คล้อยตาม พวกเขาก็จะเริ่มเกิดความวิตกกังวลจนต้องรีบออกมากระตือรือร้นทุ่มโหวตกันในทันที
.
เธอกล่าวว่าธุรกิจนี้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม หากเลือกเดิมพันกับตัวเต็งที่มีแววจะรุ่ง คุณจะสามารถกอบโกยเงินได้ยาวไปจนถึงรอบชิง แต่ถ้าเลือกพลาดและเด็กฝึกคนนั้นตกรอบไปก่อน การจะย้ายไปคุมบ้านเบสอื่นก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะคนอื่นเขามีทีมหลังบ้านคุมอยู่ก่อนแล้ว
.
เธอเผยว่ารายได้หลักของทีมมาจากการกินส่วนต่างบนความรักและความไวใจของแฟนคลับที่ส่งเงินระดมทุนมาให้ทีมของเธอจัดการซื้อโหวต เช่น เมื่อรวบรวมเงินจากแฟนๆ ได้ 300,000 หยวน (ราว 1.4 ล้านบาท) และราคาขายโหวตออฟฟิเชียลตั้งไว้ที่ 10,000 หยวน ต่อ 100 โหวต แต่ทีมของเธอมีช่องทางลับที่สามารถซื้อโหวตได้ในราคาเพียง 5,000 หยวน (ราว 22,500 บาท) ซึ่งหากหักลบแล้ว เงินส่วนที่เหลือก็จะเข้ากระเป๋าทีมของเธอไปโดยปริยาย
.
จนกระทั่งปี 2021 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อทางการจีนประกาศ “มาตรการชิงหล่าง” เพื่อควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มแฟนคลับบนโลกออนไลน์จีน เหตุนี้จึงทำให้รายได้ของเธอลดลงอย่างมากเพราะแหล่งทำรายได้อย่างรายการเซอร์ไววัลเหล่านี้เองก็ถูกสั่งระงับการผลิตเกือบทั้งหมดเช่นกัน
.
เมื่อรายการเซอร์ไววัลในจีนถูกสั่งระงับ กลุ่มแฟนคลับจึงต้องมองหาบ้านหลังใหม่อย่างวงการ K-pop ประจวบเหมาะกับช่วงที่มาตรการควบคุมโรคระบาดเริ่มผ่อนคลายจนสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เธอจึงไม่รอช้าที่จะหาลู่ทางใหม่โดยปรึกษาเพื่อนสนิทของเธอที่เป็นตัวแม่ในวงการติ่ง K-pop ระดับต้นๆ ของจีน ซึ่งเพื่อนคนนี้เองที่เป็นคนประสานงานให้เธอได้คอนเนกชันโดยตรงกับทีมฝั่งเกาหลีใต้
.
ทั่วไปแล้ว งานแฟนไซน์ (กิจกรรมพิเศษที่ศิลปินเปิดโอกาสให้แฟนคลับผู้โชคดีได้เข้าพบ พูดคุย เซ็นลายเซ็น หรือมอบของขวัญแบบใกล้ชิด) ของ K-pop มีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกับตลาดสินค้าแบรนด์หรู
.
เธอกล่าวว่าแฟนไซน์ไม่ใช่กิจกรรมที่ใครจะเข้าร่วมได้ง่ายๆ แต่คือเกมของผู้ชนะที่สงวนไว้สำหรับคนที่มีฐานะมั่งคั่งและพร้อมจะทุ่มเงินเท่านั้น และโอกาสทางธุรกิจจากกิจกรรมนี้อยู่ที่เกมจิตวิทยาเมื่อแฟนคลับไม่อยากแบกรับความเสี่ยงในการคาดเดาจำนวนอัลบั้มที่ต้องซื้อด้วยตัวเอง พวกเขาจึงเลือกมาพึ่งเธอแทน
.
เธอจะนำประสบการณ์ที่สั่งสมและข้อมูลเชิงลึกของศิลปินแต่ละวง มาช่วยประเมินและรับหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดซื้ออัลบั้มเข้างานแฟนไซน์ เพื่อการันตีว่าลูกค้าของเธอจะได้สิทธิ์เข้างานอย่างแน่นอน
.
เธอยังเล่าถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างกลุ่มลูกค้าในอดีตและปัจจุบันว่า สมัยที่เธอยังทำธุรกิจขายบัตรคอนเสิร์ตหรือจัดกิจกรรมออฟไลน์ในจีนนั้น แฟนคลับส่วนใหญ่ที่พบมักมาจากครอบครัวฐานะทั่วไป ภาพที่เห็นชินตาในคอนเสิร์ตคือผู้คนพากันชูโทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูปราคาประหยัดขึ้นมาเก็บภาพศิลปิน
.
แต่ในโลกของงานแฟนไซน์ K-pop ผู้คนที่เธอได้สัมผัสมีโปรไฟล์ราวกับหลุดออกมาจากนิยายหรืออาจจะหรูหราเกินกว่าในนิยายเสียด้วยซ้ำ เธอได้พบกับเหล่าคุณหนูที่ครอบครัวได้รับเงินปันผลปีละ 2-3 ล้านหยวน (ราว 9-14 ล้านบาท) มาตั้งแต่เด็ก หรือกลุ่มคนที่ไม่ต้องไปโรงเรียนแต่ใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก และสามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้ตามใจชอบ
.
เธอกล่าวว่า ไม่ว่ากลุ่มแฟนคลับที่เธอสัมผัสจะมีความหลากหลายเพียงใด ตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงมหาเศรษฐี สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมเดียวกันคือทุกคนต่างโหยหา "คุณค่าทางอารมณ์"
.
เธอกล่าวว่าลำพังเพียงรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาหรือเสียงร้องที่ไพเราะ อาจยังไม่ทรงพลังพอที่จะทำให้ใครสักคนยอมควักเงินทุ่มซื้อโหวตให้ขนาดนั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ ความรู้สึกที่ว่าศิลปินคนนี้ “กำลังต้องการคะแนนเสียงจากพวกเขา” แฟนคลับเหล่านี้เชื่อว่าตนกำลังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่รัก ซึ่งทำพวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการ
.
เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การคลุกคลีอยู่ในวงการนี้ทำให้เธอรู้ซึ้งว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเพียงเรื่องลวงตา และในบางครั้งเธอก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมสร้างเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาด้วยซ้ำ เช่น ในระหว่างการถ่ายทำรายการวาไรตี้ หากดาราคนหนึ่งเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมอย่างการเบ้ปากใส่เพื่อนร่วมงาน เหล่าบ้านเบสหรือแฟนคลับตัวยงก็จะรีบออกมาชี้นำและตีความเหตุการณ์นั้นใหม่ทันทีว่า "ดูสิ XX กำลังทำท่าทางอ้อนใส่ XX น่ารักจังเลย" เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและปิดฉากความขัดแย้งให้จบลงอย่างรวดเร็ว
.
หลายคนไม่ได้ใช้เวลาคิดหรอกว่า สิ่งที่เห็นผ่านภาพหรือหน้ากล้องจริงๆ แล้วเป็นมาอย่างไรเพราะสิ่งที่พวกเขาหลงใหลและคอยติดตามเป็นเพียงแค่ตัวตนสมมติที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อเติมเต็มจินตนาการเท่านั้น
.
ต่อมาเธอจึงตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเหล่าซุปตาร์ก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง การแสดงออกที่แสนดีต่อแฟนคลับนั้นเป็นเพียงหน้าที่ หรืออาจเป็นแค่ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ถูกฝึกฝนมาจนชิน สิ่งที่เธอเคยเห็นอาจเป็นฟิลเตอร์ที่เธอใส่เข้าไปเอง จนมองข้ามตัวตนจริงของพวกเขา
.
เธอมองว่าการเอาความสุขความเศร้าไปผูกไว้กับพวกเขาเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ และมีแต่จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองฉงมี่ทิ้งท้ายว่า หากเลิกมองศิลปินเหล่านี้เป็นทุกอย่างของชีวิต แล้วเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่าคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย เราจะสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากวงการนี้ได้มหาศาลยิ่งกว่าที่คิด
.
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างคะ มาแชร์ความเห็นกันได้เลย
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ชีวิตติ่ง #ตลาดนัดรวมด้อม #ติ่งจีน #ติ่งเกาหลี
https://www.facebook.com/share/p/18Y5QWnWTu/
🤑 พลังติ่งสร้างอาชีพ! สาวจีนหัวหมอเผยวิธีดูดเงินจากแฟนคลับจนรวยไม่ไหว! !
.
ในโลกของการติ่งที่หลายคนมองว่ามีแต่คนยอมเสียเงินเปย์เพื่อศิลปินที่รัก จริงๆ แล้วยังมีคนอีกกลุ่มที่แอบกอบโกยกำไรมหาศาลอยู่เงียบๆ ดังเช่น "ฉงมี่" สาวจีนผู้เปลี่ยนความหลงใหลกลายเป็นเงิน
.
เธอเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยการหาเงินได้ 100,000 หยวน (ราว 4.5 แสนบาท) จากการติ่งตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย และนับจากนั้นเป็นต้นมารายได้เกือบทั้งหมดในชีวิตของเธอก็ล้วนมาจากโลกของติ่งแทบทั้งสิ้น
.
เส้นทางการติ่งของเธอเริ่มต้นขึ้นในยุคที่รายการประกวดร้องเพลงอย่าง Super Boy และ Super Girl กำลังฟีเวอร์ในจีน โดยศิลปินคนแรกที่เธอปักเมน (คนชื่นชอบเป็นหลัก) คือ Dany Lee ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมต้นที่อาศัยช่วงปิดเทอมคลุกตัวอยู่ในโลกออนไลน์ แต่ดูเหมือนเธอจะมีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพราะเธอรู้วิธีปลุกใจกลุ่มแฟนคลับบน Baidu Tieba (百度贴吧) แพลตฟอร์มเว็บบอร์ดสนทนาที่ใหญ่ที่สุดของจีน
.
โดยเธอเริ่มโพสต์ข้อความเรียกคะแนนความสงสารอย่าง "เธอ (ไอดอล) ต้องการพวกเรานะ" หรือ "ถ้าเธอไม่ชนะ ชีวิตเธอหลังจากนี้จะลำบากแค่ไหน" จนในที่สุดมันทำให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มแฟนคลับระดับแถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว
.
ต่อมาหลังจากรายการ Super Girl จบลงและกระแสเริ่มซาลง เธอก็ไม่รอช้าที่จะหาติ่งวงใหม่ ประจวบเหมาะกับช่วงที่วง TFBOYS กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และด้วยประสบการณ์ที่เธอสั่งสมมา เธอจึงก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่มแฟนคลับของหนุ่มๆวง TFBOYS ในกลุ่มเชาฮว่า (Super Topic) บนแอปฯ Weibo อย่างรวดเร็ว และนี่คือจุดเริ่มต้นจริงจังที่เธอเริ่มสร้างรายได้จากการติ่ง
.
ในตอนนั้นค่ายต้นสังกัดของ TFBOYS ได้หยิบเอากลยุทธ์การบริหารแบบ Johnny's & Associates บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นมาใช้ ด้วยการเปิดขายภาพสดที่ไม่ผ่านการรีทัชของศิลปิน โดยมีเงื่อนไขคือเปิดขายแบบจำกัดเวลาแต่ไม่จำกัดจำนวน หากใครซื้อไม่ทันก็ต้องไปหาซื้อต่อจากคนที่ซื้อไว้ก่อนหน้าเท่านั้น
.
เมื่อเห็นช่อง เธอจึงตัดสินใจลองของด้วยการกว้านซื้อรูปเหล่านั้นมา แล้วลองโพสต์ขายต่อในแอปฯ ขายของมือสองของจีน หรือ Xianyu (闲鱼) ปรากฏว่ามีลูกค้าทักมาซื้ออย่างรวดเร็ว โดยเป็นคุณพ่อที่มาหาซื้อรูปศิลปินให้ลูกสาว
.
วินาทีนั้นเธอถึงกับอุทานในใจว่า "มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ" แค่ซื้อมาแล้วขายไปจากต้นทุนแค่ร้อยสองร้อยหยวน แต่สามารถทำกำไรได้ชุดละ 50 หยวน (ราว 225 บาท) “แล้วถ้าฉันซื้อเก็บไว้ 100 ชุด ฉันจะได้กำไรเท่าไหร่กันนะ"
.
เธอจึงตัดสินใจนำเงินแต๊ะเอียที่ได้ไปกว้านซื้อรูปมาสต็อกไว้ให้มากที่สุด ก่อนจะนำมาปล่อยขายเก็งกำไรในออนไลน์ โดยรูปแต่ละชุดมีต้นทุนเพียง 118 หยวน (ราว 530 บาท) และเธอสามารถฟันกำไรเน้นๆ ได้ชุดละ 50 หยวน (ราว 225 บาท) แค่เพียงเดือนเดียวธุรกิจของเธอก็ติดลมบน และภายในเวลาเพียงครึ่งปี ในช่วงชั้นมัธยมปีที่ 6 เธอก็สามารถทำกำไรไปถึง 100,000 หยวน
.
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโลกให้เธอรู้ว่าโลกของติ่งมีวิธีทำเงินที่ง่ายในแบบที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
.
หลังจากกวาดเงินแสนแรกมาได้ เธอก็พบว่าโลกการติ่งมีช่องทางทำเงินแฝงอยู่ทุกที่ที่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรจากตั๋วคอนเสิร์ตหรือการขายรูปถ่ายเท่านั้น แต่แม้กระทั่งบริการรับจ้างส่งต่อความในใจของแฟนคลับที่ไปงานไม่ได้ เช่น คุณอาจจ้างใครสักคนในราคา 10 หยวน (ราว 45 บาท) ให้ถือโทรศัพท์และเปิดรูปโปรไฟล์ของคุณเพื่อหันไปทางเวทีแล้วตะโกนว่า "xxx คิดถึงคุณ!" รวมถึงการเก็บคอนเฟตตี้ (Confetti) หรือกระดาษโปรยในคอนเสิร์ตที่ตกอยู่บนพื้นแล้วส่งไปให้พวกเขาโดยเสียค่าส่งราคา 15 หยวน (ราว 68 บาท)
.
ต่อมาปี 2018 เมื่อกระแสรายการเซอร์ไววัลเฟ้นหาไอดอลเริ่มบูมขึ้นในจีน เธอจึงร่วมกับเพื่อนในวงการติ่งรวม 5 คน ก่อตั้งทีมขึ้นมาบริหารกลุ่มแฟนคลับ โดยทีมเธอมีหน้าที่ในการคอยปั่นกระแสและควบคุมทิศทางโซเชียล ตั้งแต่การปลุกระดมให้แฟนๆ มาร่วมระดมทุนเพื่อนำไปแลกซื้อโหวต บิลด์อารมณ์ให้โหวตในกลุ่มแฟนคลับ ไปจนถึงการจัดระเบียบคอมเมนต์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับศิลปิน
.
กล่าวโดยง่ายคือการนำประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการติ่งของพวกเธอมาวิเคราะห์อย่างมีชั้นเชิงและมีหลักฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็ง และสไตล์ของเด็กฝึก ว่าจะดึงดูดแฟนคลับแบบไหนได้ บริษัทต้นสังกัดเป็นอย่างไร แรงก์อันดับปัจจุบัน รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เป็นต้น
.
หากข้อมูลที่เธอนำเสนอมีความสมเหตุสมผลพอที่จะทำให้แฟนๆ คล้อยตาม พวกเขาก็จะเริ่มเกิดความวิตกกังวลจนต้องรีบออกมากระตือรือร้นทุ่มโหวตกันในทันที
.
เธอกล่าวว่าธุรกิจนี้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม หากเลือกเดิมพันกับตัวเต็งที่มีแววจะรุ่ง คุณจะสามารถกอบโกยเงินได้ยาวไปจนถึงรอบชิง แต่ถ้าเลือกพลาดและเด็กฝึกคนนั้นตกรอบไปก่อน การจะย้ายไปคุมบ้านเบสอื่นก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะคนอื่นเขามีทีมหลังบ้านคุมอยู่ก่อนแล้ว
.
เธอเผยว่ารายได้หลักของทีมมาจากการกินส่วนต่างบนความรักและความไวใจของแฟนคลับที่ส่งเงินระดมทุนมาให้ทีมของเธอจัดการซื้อโหวต เช่น เมื่อรวบรวมเงินจากแฟนๆ ได้ 300,000 หยวน (ราว 1.4 ล้านบาท) และราคาขายโหวตออฟฟิเชียลตั้งไว้ที่ 10,000 หยวน ต่อ 100 โหวต แต่ทีมของเธอมีช่องทางลับที่สามารถซื้อโหวตได้ในราคาเพียง 5,000 หยวน (ราว 22,500 บาท) ซึ่งหากหักลบแล้ว เงินส่วนที่เหลือก็จะเข้ากระเป๋าทีมของเธอไปโดยปริยาย
.
จนกระทั่งปี 2021 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อทางการจีนประกาศ “มาตรการชิงหล่าง” เพื่อควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มแฟนคลับบนโลกออนไลน์จีน เหตุนี้จึงทำให้รายได้ของเธอลดลงอย่างมากเพราะแหล่งทำรายได้อย่างรายการเซอร์ไววัลเหล่านี้เองก็ถูกสั่งระงับการผลิตเกือบทั้งหมดเช่นกัน
.
เมื่อรายการเซอร์ไววัลในจีนถูกสั่งระงับ กลุ่มแฟนคลับจึงต้องมองหาบ้านหลังใหม่อย่างวงการ K-pop ประจวบเหมาะกับช่วงที่มาตรการควบคุมโรคระบาดเริ่มผ่อนคลายจนสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เธอจึงไม่รอช้าที่จะหาลู่ทางใหม่โดยปรึกษาเพื่อนสนิทของเธอที่เป็นตัวแม่ในวงการติ่ง K-pop ระดับต้นๆ ของจีน ซึ่งเพื่อนคนนี้เองที่เป็นคนประสานงานให้เธอได้คอนเนกชันโดยตรงกับทีมฝั่งเกาหลีใต้
.
ทั่วไปแล้ว งานแฟนไซน์ (กิจกรรมพิเศษที่ศิลปินเปิดโอกาสให้แฟนคลับผู้โชคดีได้เข้าพบ พูดคุย เซ็นลายเซ็น หรือมอบของขวัญแบบใกล้ชิด) ของ K-pop มีกลไกการทำงานที่คล้ายคลึงกับตลาดสินค้าแบรนด์หรู
.
เธอกล่าวว่าแฟนไซน์ไม่ใช่กิจกรรมที่ใครจะเข้าร่วมได้ง่ายๆ แต่คือเกมของผู้ชนะที่สงวนไว้สำหรับคนที่มีฐานะมั่งคั่งและพร้อมจะทุ่มเงินเท่านั้น และโอกาสทางธุรกิจจากกิจกรรมนี้อยู่ที่เกมจิตวิทยาเมื่อแฟนคลับไม่อยากแบกรับความเสี่ยงในการคาดเดาจำนวนอัลบั้มที่ต้องซื้อด้วยตัวเอง พวกเขาจึงเลือกมาพึ่งเธอแทน
.
เธอจะนำประสบการณ์ที่สั่งสมและข้อมูลเชิงลึกของศิลปินแต่ละวง มาช่วยประเมินและรับหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดซื้ออัลบั้มเข้างานแฟนไซน์ เพื่อการันตีว่าลูกค้าของเธอจะได้สิทธิ์เข้างานอย่างแน่นอน
.
เธอยังเล่าถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างกลุ่มลูกค้าในอดีตและปัจจุบันว่า สมัยที่เธอยังทำธุรกิจขายบัตรคอนเสิร์ตหรือจัดกิจกรรมออฟไลน์ในจีนนั้น แฟนคลับส่วนใหญ่ที่พบมักมาจากครอบครัวฐานะทั่วไป ภาพที่เห็นชินตาในคอนเสิร์ตคือผู้คนพากันชูโทรศัพท์หรือกล้องถ่ายรูปราคาประหยัดขึ้นมาเก็บภาพศิลปิน
.
แต่ในโลกของงานแฟนไซน์ K-pop ผู้คนที่เธอได้สัมผัสมีโปรไฟล์ราวกับหลุดออกมาจากนิยายหรืออาจจะหรูหราเกินกว่าในนิยายเสียด้วยซ้ำ เธอได้พบกับเหล่าคุณหนูที่ครอบครัวได้รับเงินปันผลปีละ 2-3 ล้านหยวน (ราว 9-14 ล้านบาท) มาตั้งแต่เด็ก หรือกลุ่มคนที่ไม่ต้องไปโรงเรียนแต่ใช้ชีวิตเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก และสามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้ตามใจชอบ
.
เธอกล่าวว่า ไม่ว่ากลุ่มแฟนคลับที่เธอสัมผัสจะมีความหลากหลายเพียงใด ตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงมหาเศรษฐี สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมเดียวกันคือทุกคนต่างโหยหา "คุณค่าทางอารมณ์"
.
เธอกล่าวว่าลำพังเพียงรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาหรือเสียงร้องที่ไพเราะ อาจยังไม่ทรงพลังพอที่จะทำให้ใครสักคนยอมควักเงินทุ่มซื้อโหวตให้ขนาดนั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ ความรู้สึกที่ว่าศิลปินคนนี้ “กำลังต้องการคะแนนเสียงจากพวกเขา” แฟนคลับเหล่านี้เชื่อว่าตนกำลังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่รัก ซึ่งทำพวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการ
.
เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การคลุกคลีอยู่ในวงการนี้ทำให้เธอรู้ซึ้งว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเพียงเรื่องลวงตา และในบางครั้งเธอก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมสร้างเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาด้วยซ้ำ เช่น ในระหว่างการถ่ายทำรายการวาไรตี้ หากดาราคนหนึ่งเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมอย่างการเบ้ปากใส่เพื่อนร่วมงาน เหล่าบ้านเบสหรือแฟนคลับตัวยงก็จะรีบออกมาชี้นำและตีความเหตุการณ์นั้นใหม่ทันทีว่า "ดูสิ XX กำลังทำท่าทางอ้อนใส่ XX น่ารักจังเลย" เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและปิดฉากความขัดแย้งให้จบลงอย่างรวดเร็ว
.
หลายคนไม่ได้ใช้เวลาคิดหรอกว่า สิ่งที่เห็นผ่านภาพหรือหน้ากล้องจริงๆ แล้วเป็นมาอย่างไรเพราะสิ่งที่พวกเขาหลงใหลและคอยติดตามเป็นเพียงแค่ตัวตนสมมติที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อเติมเต็มจินตนาการเท่านั้น
.
ต่อมาเธอจึงตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเหล่าซุปตาร์ก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง การแสดงออกที่แสนดีต่อแฟนคลับนั้นเป็นเพียงหน้าที่ หรืออาจเป็นแค่ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่ถูกฝึกฝนมาจนชิน สิ่งที่เธอเคยเห็นอาจเป็นฟิลเตอร์ที่เธอใส่เข้าไปเอง จนมองข้ามตัวตนจริงของพวกเขา
.
เธอมองว่าการเอาความสุขความเศร้าไปผูกไว้กับพวกเขาเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ และมีแต่จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองฉงมี่ทิ้งท้ายว่า หากเลิกมองศิลปินเหล่านี้เป็นทุกอย่างของชีวิต แล้วเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่าคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย เราจะสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากวงการนี้ได้มหาศาลยิ่งกว่าที่คิด
.
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างคะ มาแชร์ความเห็นกันได้เลย
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#ชีวิตติ่ง #ตลาดนัดรวมด้อม #ติ่งจีน #ติ่งเกาหลี
https://www.facebook.com/share/p/18Y5QWnWTu/