บอกก่อนนะคะ ฉันเล่าเรื่องนี้ แล้วให้ Gemini เรียบเรียงให้อีกที เนื่องจากเล่าเรื่องไม่เก่ง + เรื่องผ่านมานานแล้ว แต่เนื้อหาในนี้ตรงกับที่ฉันอยากเล่าให้ฟังค่ะ
ฉันในวัยเฉียด 30 มักจะนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้น ณ บ้านหลังหนึ่งในตำบลเล็กๆ ของจังหวัดสระแก้ว บ้านที่ตั้งอยู่ริมถนนสายมืดมิดที่ไร้แสงไฟ และเป็นบ้านที่ฉันไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักครั้ง เพราะเสียงทะเลาะกันของพ่อแม่ดังแทรกซึมอยู่ในความทรงจำตั้งแต่เด็กจนโต
แต่ที่น่ากลัวกว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว คือ "บางสิ่ง" ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้...
เสียงปริศนากลางดึก
บ้านของเราเปิดเป็นร้านเกมที่มีคอมพิวเตอร์เกือบ 30 ตัว ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ฉันมักจะได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าวนไปวนมา หรือเสียงเหมือนมีคนเข้าไปใช้อาบน้ำอยู่บ่อยครั้ง เมื่อตื่นเช้ามาถามคนในบ้าน ทุกคนกลับปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่มีใครลุกขึ้นมากลางดึก"
เหตุการณ์ที่ฝังใจที่สุดคือคืนหนึ่ง ฉันสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเก้าอี้โซฟาในโซนร้านเกมดัง "ปึ้ง!" พร้อมกันหลายตัว มันคือเสียงสปริงเวลาเราปรับระดับเบาะให้เด้งขึ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พ่อหรือแม่จะลุกมาเล่นเก้าอี้พร้อมกันขนาดนั้น ฉันหันไปปลุกพี่สาวฝาแฝด เธอพยักหน้าให้ฉันเงียบๆ เป็นอันรู้กันว่าเธอก็ได้ยินเหมือนกัน... เรานอนข่มตาหลับด้วยความหวาดกลัวจนถึงเช้า
แม่กับการละเมอที่น่าขนลุก
ช่วงที่ฉันเริ่มเป็นสาว (ใกล้จบ ปวช.3) มีครั้งหนึ่งฉันขอแม่ไปนอนบ้านแฟน พี่สาวฝาแฝดเลยต้องไปนอนกับแม่เพราะกลัวบ้าน แต่อยู่ๆ แม่ก็ตื่นมากลางดึกแล้วพูดอะไรไม่รู้ พี่สาวเลยพยายามปลุกโดยการเขย่าตัว 2-3 ที ทันใดนั้นแม่ก็ลุกขึ้นมาอ้าปากจะงับมือพี่สาว พี่สาวตกใจมากรีบเขย่าตัวจนแม่ตื่นจริงๆ พอได้สติแม่ก็ลงไปนอนต่อปกติ เช้ามาพอถามว่าเมื่อคืนเป็นอะไร แม่บอกแค่ว่า "ฝันเห็นผีเต็มไปหมด"
เงามืดที่เพื่อนมองเห็น
ช่วง ปวช.2 มีงานกีฬาสี เพื่อนสนิทนัดมาแต่งตัวที่บ้านตอนตี 4 วันนั้นฉันกับพี่สาวเผลอตื่นสายไปนิดหน่อย แต่เพื่อนมาถึงตรงเวลาและแชทบอกว่านั่งรออยู่ในรถหน้าบ้าน พอฉันเปิดประตูไปรับ คำแรกที่เพื่อนถามคือ "เปิดปิดไฟเล่นทำไมหลายรอบ จะแกล้งกันเหรอ?" ฉันได้แต่ยืนงง เพราะเราเพิ่งลุกจากที่นอนกันเมื่อกี้เอง
ที่นอนคนตายและคำพูดของหลานสาว
ตอนฉันอายุประมาณ 15 ปี ลูกพี่ลูกน้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน ป้าได้ยกที่นอนของพี่คนนั้นให้แม่เพราะไม่มีใครใช้แล้ว เราบรรทุกที่นอนใส่ท้ายรถกระบะกลับบ้าน ระหว่างทางหลานสาววัย 7 ขวบที่นั่งมาด้วย จู่ๆ ก็ชี้ไปที่หลังรถแล้วพูดว่า "หนูๆๆๆๆ" ทุกคนกลัวจนไม่กล้าหันไปมอง สักพักหลานก็พูดขึ้นมาว่า "หนูตายแล้ว หนูอยู่บนถนน"
พอกลับถึงบ้าน หลานสาวก็ร้องไห้ไม่หยุด พลางชี้ไปบนเพดานเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง จนเช้าวันรุ่งขึ้นแม่ต้องรีบทำบุญและบอกกล่าวกับวิญญาณพี่ชายคนนั้นว่า ขอให้น้องได้ใช้ที่นอนเถอะ อย่ามาแกล้งน้องเลยนะ
ความลับใต้ตู้โทรศัพท์
จนกระทั่งปี 2558 แม่ตัดสินใจนิมนต์พระมาทำบุญบ้านครั้งแรก ทันทีที่ท่านมาถึง ท่านทักขึ้นมาว่า "ที่นี่แรงนะ" ท่านชี้ไปที่เสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน แล้วบอกว่าลักษณะมันเหมือน "โลงศพที่มีธูป 1 ดอก" วันนั้นเองที่แม่ยอมเล่าความลับที่ฉันไม่เคยรู้... สมัยฉันยังเล็ก เคยมีอุบัติเหตุรถชนคนจนหัวขาดกระเด็นมาตกอยู่ตรงตู้โทรศัพท์หน้าบ้านนี้เอง และที่น่าแปลกคือ ฉันกับพี่สาวก็เคยถูกรถชนที่หน้าบ้านจุดเดียวกันเป๊ะ แต่โชคดีที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
บทสรุปของความกลัว
เมื่อปี 2565 พี่สาวซื้อบ้านใหม่ที่ปราจีนบุรีและพาพ่อแม่ย้ายไปอยู่ด้วยกัน ปาฏิหาริย์คือพ่อกับแม่ที่เคยทะเลาะกันรุนแรงกลับใจเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉันกับพี่สาวมานั่งคุยกันถึงความหลัง เราหัวเราะแกมสยองที่เมื่อก่อนเรากลัวบ้านตัวเองมากขนาดที่ต้องอาบน้ำด้วยกัน หรือต้องไปยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำให้อีกคนกลางดึกตลอด ฉันเดินทางไปพักมาแล้วหลายจังหวัด เข้าพักที่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกกระวนกระวายใจเท่าบ้านหลังนั้น
พี่สาวพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับทิ้งท้ายประโยคที่ทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงบ้านที่สระแก้วว่า... "ต่อให้ไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีที่ไหนน่ากลัวเท่าบ้านตัวเองจริงๆ"
เล่าเรื่องหลอน " บ้านตัวเอง "