ยุค internet นี้ มีคนตั้งตนเป็นอาจารย์ได้ง่ายขึ้นและเยอะขึ้น
เที่ยวสอนคนอื่นเกี่ยวกับสารพัดเรื่อง เยอะไปหมด
ไม่ว่าจะสอนธรรมะ สอนทำธุรกิจ หรือเป็นไลฟ์โค้ช
หรือสอนอะไรอื่นๆ สารพัดอย่าง
แต่มักจะพบว่า หลายคนที่เที่ยวไปสอนคนอื่นนั้น ไม่ได้ "รู้จริง" ในสิ่งที่ตัวเองสอน
(ไม่ได้บอกว่า ทุกคนเป็นแบบนี้นะคะ คนที่รู้จริง แล้วมาสอนคนอื่นก็มีเยอะค่ะ)
นี่เป็นบทสนทนากับ AI ที่น่าจะได้แง่คิดอะไรบางอย่าง
โดยลองยกตัวอย่างของคนที่ตั้งตนมาสอนธรรมะแก่ผู้อื่น
------------------
คนขึ้สงสัย
อาจารย์รุ่นใหม่ๆ ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ที่ออกมาสอนธรรมะ
ถ้าพิจารณาตามหลักธรรม หรือหลักเหตุและผล
คนเหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน? อย่างไร?
เอไอ
สามารถพิจารณาแยกออกเป็นหลายแง่มุมตามหลักธรรมและมุมมองจากสังคม ดังนี้
1. การพิจารณาตามหลักธรรม (เนื้อหาคำสอน)
สอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธองค์หรือไม่?
2. วิธีการนำเสนอ
รูปแบบการสอนที่เป็นแบบ "ฮาร์ดคอร์" หรือการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง
หรือวิธีที่แปลกใหม่ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
ซึ่งก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ความน่าเชื่อถือจึงขึ้นอยู่กับ "เนื้อหาที่สอน"และ "ตัวบุคคล"
ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น มารยาททางสังคมหรือจริยธรรมผู้สอน
หรือสไตล์การนำเสนอ ฯลฯ
---------------------
คนขึ้สงสัย
ถ้าพิจารณาจากแนวคิดที่ว่า การที่จะไปสอนใคร โดยเฉพาะทางธรรม
ก็ควรฝึกฝนตนเองให้มั่นคง ก้าวหน้า มากพอสมควร
ไม่งั้นก็จะเป็นการเที่ยวไปสอนคนอื่นในเรื่องดีๆ
แต่ตัวเองก็ทำได้แค่ 10-20% ของสิ่งที่สอน
การจำข้อมูลมาอธิบายได้เก่ง..มันต่างจากการลงมือฝึกฝนอย่างมีความเพียร
จนธรรมะงอกงามในใจอย่างแท้จริง
ปัญหาที่ตามมาก็เช่น คนสอนก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอื่น
สอนธรรมะ แต่พอเจอสิ่งกระทบ เจอความเห็นที่แตกต่าง ก็คุมสติอารมณ์ไม่ได้ เป็นต้น
เอไอ
ประเด็นที่ยกมาคือหัวใจของการเป็น
"ผู้สอนธรรม"
ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกหลักการนี้ว่า
"ยถาวาที ตถาการี" (พูดอย่างใด ทำได้อย่างนั้น)
หากวิเคราะห์กรณีของอาจารย์รุ่นใหม่ทั่วไป
ในแง่ของ "การฝึกฝนตนเอง" เทียบกับ "การสอน" จะเห็นภาพดังนี้ครับ:
1. ปริยัติ (รู้) vs ปฏิบัติ (ทำ)
การมีทักษะในการถ่ายทอด "ปริยัติ" หรือข้อมูลคัมภีร์ได้เฉียบคม เข้าใจง่าย
ก็เป็นประโยชน์ในแง่หนึ่ง
แต่การจำข้อมูลได้ มันต่างจากการเข้าถึงสภาวะธรรมนั้นด้วยตนเองอย่างแท้จริง
เมื่อผู้สอนหลายคนยังมีการแสดงออกที่เต็มไปด้วยโทสะหรือการตอบโต้ที่รุนแรงเมื่อถูกขัดใจ
มันสะท้อนว่า "ธรรมะยังไม่เสมอกับคำสอน" หรืออินทรีย์ยังไม่แก่กล้าพอที่จะคุมอารมณ์กระทบได้
2. การเป็นแบบอย่าง (Role Model)
ตามหลักธรรม ครูบาอาจารย์ที่ดีควรมี
"ปาสาทิกธรรม"
คือความเลื่อมใสศรัทธาที่เกิดจากความสงบ เย็น และเมตตา
ปัญหาของ "นักเผยแผ่ธรรมะบางท่าน" คือ
การที่ผู้ฟังอาจจะได้ "ความรู้" แต่ไม่ได้ "ความสงบ" จากตัวผู้สอน
และเมื่อตัวผู้สอนเองยังคุมสติไม่ได้ในสถานการณ์จริง
ความน่าเชื่อถือของคำสอนนั้นจะลดลงทันที
เพราะคนจะตั้งคำถามว่า
"ขนาดคนสอนยังทำไม่ได้ แล้วคนเรียนจะทำได้จริงหรือ?"
3. อันตรายของการ "สอนก่อนพร้อม"
ในทางธรรม การรีบออกไปสอนคนอื่นทั้งที่ฐานจิตตนเองยังไม่มั่นคง
มีความเสี่ยงที่จะเกิด
"มานะ" (ความถือตัว) ได้ง่าย
คิดว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่น จนกลายเป็นอัตตาที่แข็งกระด้าง
การเผยแผ่ธรรมะโดยขาด
"ขันติ" และ
"เมตตา" มักนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าความหลุดพ้น
----------------------
คนขึ้สงสัย
เราไม่เห็นด้วยกับการสอนแบบดุดัน โผงผาง
หรือพยายามแหวกแนว หรือการสอนแบบ "เรียกแขก"
สร้างความหวือหวา เรียกร้องความสนใจจากผู้คน
หรือต้องการแสวงหาลูกศิษย์ ต้องการเอาใจคนดูคนฟัง อย่างเห็นได้ชัด
เราสนับสนุนว่า การปรับประยุกต์การสอนให้เหมาะกับยุคสมัย
เหมาะกับกลุ่มคน เป็นเรื่องที่ทำได้ค่ะ
ไม่ใช่ต้องทำแบบเดิมๆ เหมือนร้อยกว่าปีก่อน
แต่ไม่ใช่การทำไปเพื่อสร้างความเด่นดัง
หรือเอาใจคนดู เอาใจแฟนคลับ ฯลฯ
หลายกรณี มันเป็นการทำอะไรเพื่อสร้างความสะใจ สร้างความถูกใจให้ผู้คนสนใจติดตาม
หรือสร้างลักษณะเด่นให้ตนเอง
หรือมองอีกด้านนึง ก็เป็นการตอบสนองนิสัยหรืออารมณ์ของคนสอนเอง
ที่ทำอะไรตามอารมณ์และนิสัยส่วนตัว แล้วเอาธรรมะมาอ้างเป็นข้อแก้ตัว
ทำไม ยุคนี้ มีผู้คนออกมาตั้งตนเป็นครูอาจารย์ได้ง่ายขึ้น มากขึ้น
คอยสอนคนอื่นในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะธรรมะ หรือ ไลฟ์โคช
หรือสอนทำมาค้าขาย ฯลฯ
ก็เพราะช่องทางใน internet มันเปิดกว้างกว่าแต่ก่อน
และผลที่ได้รับตามมาก็น่าคุ้มค่า
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังหลงเชื่อคนที่พูดเก่ง สอนเก่ง
โดยคิดว่าคนสอนจะเก่งหรือดี ตามท่าทีการแสดงออกเหล่านั้น
ซึ่งเป็นการสร้างภาพหลอกคนอื่น
แล้วคนที่สร้างภาพแห่งความดี/ความเก่ง
ก็จะได้รับการยกย่อง สรรเสริญ แล้วก็ตามมาด้วยเงินทอง ผลประโยชน์ ชื่อเสียง
เอไอ
มันเป็นการสะท้อนถึงปรากฏการณ์ "พุทธพาณิชย์" และ "ไลฟ์โค้ชยุคดิจิทัล" ได้อย่างชัดเจน
1. ธรรมะกลายเป็น "คอนเทนต์"
ในยุคที่แย่งชิงความสนใจ
การสอนแบบเรียบง่าย สงบ เย็น มักจะ "ขายยาก" กว่าการสอนที่ดุดัน สะใจ หรือใช้คำพูดรุนแรง
เพราะมันกระตุ้นอารมณ์ร่วมได้เร็วกว่า
สิ่งนี้เปลี่ยนสถานะของผู้สอนจาก "คุรุ" กลายเป็น "อินฟลูเอนเซอร์"
ที่ต้องสร้างจุดขาย เพื่อดึงยอดวิวและผู้ติดตาม
2. กับดักของ "คนพูดเก่ง" vs "คนทำจริง"
สังคมไทยให้ค่ากับ "วาทศิลป์" สูงมาก
จนบางครั้งเราลืมตรวจสอบ "จริยธรรม" และ "ผลลัพธ์เชิงประจักษ์"
คนสอนใช้ทักษะการพูด และการจำข้อมูลมาปรุงแต่งให้ดูขลังหรือดูทันสมัย
ส่วนคนฟังมักมองหา "ทางลัด" หรือ "ที่พึ่งทางใจ" แบบสำเร็จรูป
เมื่อเจอคนที่พูดจาฉะฉาน มั่นใจ ก็ทุ่มความเชื่อถือให้ทันทีโดยไม่ได้ใช้ กาลามสูตร ตรวจสอบเบื้องหลัง
3. วงจร "ศรัทธา = รายได้"
เมื่อมีคนศรัทธาจำนวนมาก
"ลาภ สักการะ และสรรเสริญ" จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะเป็นยอดบริจาค / ค่าคอร์สสัมมนา
รายได้จากโฆษณาในแพลตฟอร์มโซเชียล
การขายสินค้าหรือความเชื่อพ่วงไปกับคำสอน
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงจูงใจ
ให้คนอยากออกมาตั้งตนเป็นอาจารย์กันมากขึ้น
เพราะมันคือโมเดลธุรกิจที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนสูง
4. การขาดตัวชี้วัดความสำเร็จทางจิตใจ
ในทางโลก เราวัดความสำเร็จด้วยเงินทอง
แต่ในทางธรรม เราวัดด้วย "การลดละกิเลส" และ "ความสงบแห่งจิต"
ปัญหาคือ "คนนอก" มองไม่เห็นกิเลสในใจคนสอน
เห็นแต่ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้น
เมื่อผู้สอนยังคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือแสดงโทสะออกมาชัดเจนเมื่อโดนวิจารณ์
นั่นคือ "บทเรียนราคาแพง" ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาสอนกับสิ่งที่เขาเป็น ยังเดินไปไม่ถึงกัน
---------------
บทสรุป
ในยุคที่ใครก็เป็นอาจารย์ได้ เราต้องยึดหลัก "ดูที่ธรรม อย่าดูที่ตัวบุคคล"
และใช้ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งที่เขาสอนนั้นทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นจริงๆ
หรือทำเพื่อตอบสนอง "อัตตา" และ "กระเป๋าตังค์" ของตนเอง
คนยุคนี้ ตั้งตนเป็นอาจารย์สอนคนอื่นได้ง่ายไปมั้ย?
เที่ยวสอนคนอื่นเกี่ยวกับสารพัดเรื่อง เยอะไปหมด
ไม่ว่าจะสอนธรรมะ สอนทำธุรกิจ หรือเป็นไลฟ์โค้ช
หรือสอนอะไรอื่นๆ สารพัดอย่าง
แต่มักจะพบว่า หลายคนที่เที่ยวไปสอนคนอื่นนั้น ไม่ได้ "รู้จริง" ในสิ่งที่ตัวเองสอน
(ไม่ได้บอกว่า ทุกคนเป็นแบบนี้นะคะ คนที่รู้จริง แล้วมาสอนคนอื่นก็มีเยอะค่ะ)
นี่เป็นบทสนทนากับ AI ที่น่าจะได้แง่คิดอะไรบางอย่าง
โดยลองยกตัวอย่างของคนที่ตั้งตนมาสอนธรรมะแก่ผู้อื่น
------------------
คนขึ้สงสัย
อาจารย์รุ่นใหม่ๆ ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ที่ออกมาสอนธรรมะ
ถ้าพิจารณาตามหลักธรรม หรือหลักเหตุและผล
คนเหล่านี้ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน? อย่างไร?
เอไอ
สามารถพิจารณาแยกออกเป็นหลายแง่มุมตามหลักธรรมและมุมมองจากสังคม ดังนี้
1. การพิจารณาตามหลักธรรม (เนื้อหาคำสอน)
สอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธองค์หรือไม่?
2. วิธีการนำเสนอ
รูปแบบการสอนที่เป็นแบบ "ฮาร์ดคอร์" หรือการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง
หรือวิธีที่แปลกใหม่ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
ซึ่งก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ความน่าเชื่อถือจึงขึ้นอยู่กับ "เนื้อหาที่สอน"และ "ตัวบุคคล"
ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น มารยาททางสังคมหรือจริยธรรมผู้สอน
หรือสไตล์การนำเสนอ ฯลฯ
---------------------
คนขึ้สงสัย
ถ้าพิจารณาจากแนวคิดที่ว่า การที่จะไปสอนใคร โดยเฉพาะทางธรรม
ก็ควรฝึกฝนตนเองให้มั่นคง ก้าวหน้า มากพอสมควร
ไม่งั้นก็จะเป็นการเที่ยวไปสอนคนอื่นในเรื่องดีๆ
แต่ตัวเองก็ทำได้แค่ 10-20% ของสิ่งที่สอน
การจำข้อมูลมาอธิบายได้เก่ง..มันต่างจากการลงมือฝึกฝนอย่างมีความเพียร
จนธรรมะงอกงามในใจอย่างแท้จริง
ปัญหาที่ตามมาก็เช่น คนสอนก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอื่น
สอนธรรมะ แต่พอเจอสิ่งกระทบ เจอความเห็นที่แตกต่าง ก็คุมสติอารมณ์ไม่ได้ เป็นต้น
เอไอ
ประเด็นที่ยกมาคือหัวใจของการเป็น "ผู้สอนธรรม"
ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกหลักการนี้ว่า "ยถาวาที ตถาการี" (พูดอย่างใด ทำได้อย่างนั้น)
หากวิเคราะห์กรณีของอาจารย์รุ่นใหม่ทั่วไป
ในแง่ของ "การฝึกฝนตนเอง" เทียบกับ "การสอน" จะเห็นภาพดังนี้ครับ:
1. ปริยัติ (รู้) vs ปฏิบัติ (ทำ)
การมีทักษะในการถ่ายทอด "ปริยัติ" หรือข้อมูลคัมภีร์ได้เฉียบคม เข้าใจง่าย
ก็เป็นประโยชน์ในแง่หนึ่ง
แต่การจำข้อมูลได้ มันต่างจากการเข้าถึงสภาวะธรรมนั้นด้วยตนเองอย่างแท้จริง
เมื่อผู้สอนหลายคนยังมีการแสดงออกที่เต็มไปด้วยโทสะหรือการตอบโต้ที่รุนแรงเมื่อถูกขัดใจ
มันสะท้อนว่า "ธรรมะยังไม่เสมอกับคำสอน" หรืออินทรีย์ยังไม่แก่กล้าพอที่จะคุมอารมณ์กระทบได้
2. การเป็นแบบอย่าง (Role Model)
ตามหลักธรรม ครูบาอาจารย์ที่ดีควรมี "ปาสาทิกธรรม"
คือความเลื่อมใสศรัทธาที่เกิดจากความสงบ เย็น และเมตตา
ปัญหาของ "นักเผยแผ่ธรรมะบางท่าน" คือ
การที่ผู้ฟังอาจจะได้ "ความรู้" แต่ไม่ได้ "ความสงบ" จากตัวผู้สอน
และเมื่อตัวผู้สอนเองยังคุมสติไม่ได้ในสถานการณ์จริง
ความน่าเชื่อถือของคำสอนนั้นจะลดลงทันที
เพราะคนจะตั้งคำถามว่า "ขนาดคนสอนยังทำไม่ได้ แล้วคนเรียนจะทำได้จริงหรือ?"
3. อันตรายของการ "สอนก่อนพร้อม"
ในทางธรรม การรีบออกไปสอนคนอื่นทั้งที่ฐานจิตตนเองยังไม่มั่นคง
มีความเสี่ยงที่จะเกิด "มานะ" (ความถือตัว) ได้ง่าย
คิดว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่น จนกลายเป็นอัตตาที่แข็งกระด้าง
การเผยแผ่ธรรมะโดยขาด "ขันติ" และ "เมตตา" มักนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าความหลุดพ้น
----------------------
คนขึ้สงสัย
เราไม่เห็นด้วยกับการสอนแบบดุดัน โผงผาง
หรือพยายามแหวกแนว หรือการสอนแบบ "เรียกแขก"
สร้างความหวือหวา เรียกร้องความสนใจจากผู้คน
หรือต้องการแสวงหาลูกศิษย์ ต้องการเอาใจคนดูคนฟัง อย่างเห็นได้ชัด
เราสนับสนุนว่า การปรับประยุกต์การสอนให้เหมาะกับยุคสมัย
เหมาะกับกลุ่มคน เป็นเรื่องที่ทำได้ค่ะ
ไม่ใช่ต้องทำแบบเดิมๆ เหมือนร้อยกว่าปีก่อน
แต่ไม่ใช่การทำไปเพื่อสร้างความเด่นดัง
หรือเอาใจคนดู เอาใจแฟนคลับ ฯลฯ
หลายกรณี มันเป็นการทำอะไรเพื่อสร้างความสะใจ สร้างความถูกใจให้ผู้คนสนใจติดตาม
หรือสร้างลักษณะเด่นให้ตนเอง
หรือมองอีกด้านนึง ก็เป็นการตอบสนองนิสัยหรืออารมณ์ของคนสอนเอง
ที่ทำอะไรตามอารมณ์และนิสัยส่วนตัว แล้วเอาธรรมะมาอ้างเป็นข้อแก้ตัว
ทำไม ยุคนี้ มีผู้คนออกมาตั้งตนเป็นครูอาจารย์ได้ง่ายขึ้น มากขึ้น
คอยสอนคนอื่นในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะธรรมะ หรือ ไลฟ์โคช
หรือสอนทำมาค้าขาย ฯลฯ
ก็เพราะช่องทางใน internet มันเปิดกว้างกว่าแต่ก่อน
และผลที่ได้รับตามมาก็น่าคุ้มค่า
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังหลงเชื่อคนที่พูดเก่ง สอนเก่ง
โดยคิดว่าคนสอนจะเก่งหรือดี ตามท่าทีการแสดงออกเหล่านั้น
ซึ่งเป็นการสร้างภาพหลอกคนอื่น
แล้วคนที่สร้างภาพแห่งความดี/ความเก่ง
ก็จะได้รับการยกย่อง สรรเสริญ แล้วก็ตามมาด้วยเงินทอง ผลประโยชน์ ชื่อเสียง
เอไอ
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงจูงใจ