ในโลกของวิทยาศาสตร์ คำถามยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากความสงสัยเล็กๆ และในกรณีของเด็กชายคนหนึ่ง คำถามนั้นก็เรียบง่ายมากจนใครๆ อาจมองข้ามไป
“ผีเสื้อยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นตอนมันเป็นหนอนได้หรือเปล่า?”
คำถามนี้มาจากเด็กที่ชื่อว่า โจ นางาอิ (Jo Nagai) เด็กชายผู้หลงใหลการเลี้ยงหนอนผีเสื้อ และวันหนึ่ง ความสงสัยของเขาก็พาไปสู่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนต้องทึ่ง
โจ นางาอิ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความชอบธรรมชาติ เขามักเลี้ยงหนอนผีเสื้อไว้ที่บ้าน คอยดูพวกมันกินใบไม้ เติบโต และค่อยๆ สร้างดักแด้ ก่อนจะออกมาเป็นผีเสื้อ การเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า การเปลี่ยนรูปร่าง (Metamorphosis) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่น่าทึ่งที่สุดของธรรมชาติ
เมื่อหนอนกลายเป็นผีเสื้อ ร่างกายของมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล อวัยวะจำนวนมากถูกย่อยสลาย แล้วสร้างขึ้นใหม่แทบทั้งหมด เพราะเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ในอดีตจึงเคยคิดว่า ความทรงจำของหนอนน่าจะหายไปหมดเมื่อมันกลายเป็นผีเสื้อ
แต่โจไม่แน่ใจว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่ แทนที่จะปล่อยให้คำถามผ่านไป โจตัดสินใจลองหาคำตอบด้วยตัวเอง
เขาเริ่มจากการศึกษางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ แล้วพยายามทำการทดลองซ้ำ เพื่อดูว่าผลจะออกมาเหมือนเดิมหรือไม่
ขั้นตอนการทดลองของเขาเรียบง่าย แต่ชาญฉลาด
โจนำหนอนผีเสื้อมาฝึกให้ “กลัวกลิ่นบางอย่าง” โดยใช้วิธีดังนี้
ทุกครั้งที่หนอนได้กลิ่นหนึ่ง เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ มันจะได้รับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพียงเล็กน้อย
ไม่นาน หนอนก็เรียนรู้ว่า กลิ่นนี้ = สิ่งไม่ดี พวกมันจึงเริ่มหลีกเลี่ยงกลิ่นนั้น
หลังจากนั้น โจก็ปล่อยให้หนอนเหล่านั้นพัฒนาไปตามธรรมชาติ จนกลายเป็นดักแด้ และในที่สุดก็ออกมาเป็น ผีเสื้อเต็มวัย
เมื่อผีเสื้อโตเต็มที่ โจจึงนำมันมาทดสอบอีกครั้ง เขาปล่อยให้ผีเสื้อได้สัมผัสกับกลิ่นเดิมที่มันเคยเรียนรู้ตอนยังเป็นหนอน
ผลที่เกิดขึ้นน่าทึ่งมาก ผีเสื้อหลายตัวยังคงหลีกเลี่ยงกลิ่นนั้นอยู่ นั่นหมายความว่าความทรงจำบางอย่างสามารถผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างของหนอนผีเสื้อมาได้
สิ่งที่ทำให้งานทดลองของโจโดดเด่น ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เท่านั้น แต่คือวิธีคิดของเขา เด็กชายคนนี้พยายามทำการทดลองอย่างระมัดระวัง เช่น
เขาลดความแรงของไฟฟ้าให้ต่ำที่สุด เพื่อไม่ให้ทำร้ายหนอนมากเกินไป บางครั้ง เขายังทดลองกับตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าแรงกระตุ้นนั้นไม่รุนแรงเกินไป
ความละเอียดและความรับผิดชอบแบบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนประทับใจ เพราะมันสะท้อนวิธีคิดแบบนักวิจัยจริงๆ และด้วยความสามารถขนาดนี้ทำให้เขาได้รับ “รางวัลส่งเสริมการนำเสนอสำหรับนักเรียนประถม” และ “รางวัลการนำเสนอยอดเยี่ยม” อีกด้วย
#WTFเรื่องเด็ดรอบโลก
https://www.facebook.com/share/p/1CHhpfkXjY/
🦋 “ผีเสื้อยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นตอนมันเป็นหนอนได้หรือเปล่า?”
“ผีเสื้อยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นตอนมันเป็นหนอนได้หรือเปล่า?”
คำถามนี้มาจากเด็กที่ชื่อว่า โจ นางาอิ (Jo Nagai) เด็กชายผู้หลงใหลการเลี้ยงหนอนผีเสื้อ และวันหนึ่ง ความสงสัยของเขาก็พาไปสู่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนต้องทึ่ง
โจ นางาอิ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความชอบธรรมชาติ เขามักเลี้ยงหนอนผีเสื้อไว้ที่บ้าน คอยดูพวกมันกินใบไม้ เติบโต และค่อยๆ สร้างดักแด้ ก่อนจะออกมาเป็นผีเสื้อ การเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า การเปลี่ยนรูปร่าง (Metamorphosis) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่น่าทึ่งที่สุดของธรรมชาติ
เมื่อหนอนกลายเป็นผีเสื้อ ร่างกายของมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล อวัยวะจำนวนมากถูกย่อยสลาย แล้วสร้างขึ้นใหม่แทบทั้งหมด เพราะเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ในอดีตจึงเคยคิดว่า ความทรงจำของหนอนน่าจะหายไปหมดเมื่อมันกลายเป็นผีเสื้อ
แต่โจไม่แน่ใจว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่ แทนที่จะปล่อยให้คำถามผ่านไป โจตัดสินใจลองหาคำตอบด้วยตัวเอง
เขาเริ่มจากการศึกษางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ แล้วพยายามทำการทดลองซ้ำ เพื่อดูว่าผลจะออกมาเหมือนเดิมหรือไม่
ขั้นตอนการทดลองของเขาเรียบง่าย แต่ชาญฉลาด
โจนำหนอนผีเสื้อมาฝึกให้ “กลัวกลิ่นบางอย่าง” โดยใช้วิธีดังนี้
ทุกครั้งที่หนอนได้กลิ่นหนึ่ง เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ มันจะได้รับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เพียงเล็กน้อย
ไม่นาน หนอนก็เรียนรู้ว่า กลิ่นนี้ = สิ่งไม่ดี พวกมันจึงเริ่มหลีกเลี่ยงกลิ่นนั้น
หลังจากนั้น โจก็ปล่อยให้หนอนเหล่านั้นพัฒนาไปตามธรรมชาติ จนกลายเป็นดักแด้ และในที่สุดก็ออกมาเป็น ผีเสื้อเต็มวัย
เมื่อผีเสื้อโตเต็มที่ โจจึงนำมันมาทดสอบอีกครั้ง เขาปล่อยให้ผีเสื้อได้สัมผัสกับกลิ่นเดิมที่มันเคยเรียนรู้ตอนยังเป็นหนอน
ผลที่เกิดขึ้นน่าทึ่งมาก ผีเสื้อหลายตัวยังคงหลีกเลี่ยงกลิ่นนั้นอยู่ นั่นหมายความว่าความทรงจำบางอย่างสามารถผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างของหนอนผีเสื้อมาได้
สิ่งที่ทำให้งานทดลองของโจโดดเด่น ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เท่านั้น แต่คือวิธีคิดของเขา เด็กชายคนนี้พยายามทำการทดลองอย่างระมัดระวัง เช่น
เขาลดความแรงของไฟฟ้าให้ต่ำที่สุด เพื่อไม่ให้ทำร้ายหนอนมากเกินไป บางครั้ง เขายังทดลองกับตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าแรงกระตุ้นนั้นไม่รุนแรงเกินไป
ความละเอียดและความรับผิดชอบแบบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนประทับใจ เพราะมันสะท้อนวิธีคิดแบบนักวิจัยจริงๆ และด้วยความสามารถขนาดนี้ทำให้เขาได้รับ “รางวัลส่งเสริมการนำเสนอสำหรับนักเรียนประถม” และ “รางวัลการนำเสนอยอดเยี่ยม” อีกด้วย
#WTFเรื่องเด็ดรอบโลก
https://www.facebook.com/share/p/1CHhpfkXjY/