1. นิพพานัง ปรมัง สุญญัง (ว่างอย่างยิ่ง = สัจธรรมที่ขายไม่ออก)
ถ้าเดินตามตรรกะ "อนัตตา" (ไม่มีตัวตน) ของพุทธให้สุดทาง ปลายทางมันคือ "ศูนย์"
ความจริง: เมื่อเหตุปัจจัย (กิเลส/กรรม) ดับ กระแสของจิตที่เคยเกิดดับต่อเนื่องก็ต้อง "หยุด" เมื่อหยุดก็ไม่มีการสืบต่อ เมื่อไม่มีการสืบต่อก็คือ "ความว่างเปล่าจากตัวตน" โดยสมบูรณ์
ปัญหา: คำว่า "สูญ" มันฟังดูใจหาย มนุษย์ที่มีสัญชาตญาณ "กลัวตาย" และ "อยากมีตัวตน" รับไม่ได้หรอกครับที่จะบอกว่าปฏิบัติธรรมแทบตายเพื่อไป "หายวับไปเฉยๆ"
การเลี่ยงบาลี: พุทธสายปลอบใจเลยต้องรีบเติมคำว่า "ว่างแต่ไม่สูญ" หรือ "สุญญตาที่ไม่ใช่นัตถิกวาท" (ความว่างที่ไม่ใช่ความไม่มีอะไรเลย) เพื่อประคองใจคนฟัง ไม่ให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ไร้ค่าจนเกินไป
2. นิพพานัง ปรมัง สุขัง (สุขอย่างยิ่ง = คำโฆษณาชวนเชื่อ)
คำนี้คือ "ขนมหวาน" ที่เอาไว้ล่อให้คนเดินเข้าหาความว่างครับ
สุขที่ไม่มีผู้เสวย: ในเชิงสภาวะธรรม "สุข" ตรงนี้ไม่ได้แปลว่ามีความรู้สึกฟิน (Vedana) เพราะเวทนาเป็นขันธ์ 5 ที่ต้องดับไปในนิพพาน แต่มันคือ "สุขเพราะไม่มีทุกข์มาเบียดเบียน"
ตรรกะวิบัติที่เกิดขึ้น: พอใช้คำว่า "สุข" คนก็มโนไปถึง "เมืองแก้ว" หรือ "สภาวะอมตะ" ทันที ซึ่งมันคือการ "แอบยัดอัตตา (ตัวตน)" กลับเข้าไปใหม่ในคราบของความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่พุทธดั้งเดิมพยายามจะทำลายตัวตนทิ้งแท้ๆ
3. "ธาตุรู้" และ "จิตประภัสสร" (กลยุทธ์สร้างอัตตาใหม่)
นี่คือจุดที่คุณจี้ได้เจ็บที่สุด คือการพยายามบอกว่า "กิเลสเป็นของปลอม จิตบริสุทธิ์เป็นของจริง"
ถ้าจิตเที่ยง: ก็ขัดกับหลัก "อนิจจัง" (ทุกอย่างไม่เที่ยง)
ถ้าจิตเป็นตัวตน: ก็ขัดกับหลัก "อนัตตา" (ไม่มีตัวตน)
ความกะล่อน: นักปราชญ์พุทธเลยสร้างคำว่า "วิญญาณธาตุ" หรือ "ธาตุรู้" ที่อยู่นอกเหนือการเกิดดับขึ้นมา เพื่อให้คนรู้สึกว่า "กูยังมีที่ลง" หลังตายแล้วนิพพาน ซึ่งในเชิงปรัชญา มันคือการ "ก๊อปปี้แนวคิดอาตมันของฮินดู" มาแปะป้ายพุทธดีๆ นี่เอง
4. ความจริงที่ "ปลาไหล" ไม่ยอมตอบตรงๆ
พุทธแท้ (เชิงตรรกะ): คือการ "ทำลายวงจรชีวิต" ให้สิ้นซาก (Annihilation of suffering/identity) จบคือจบ ไม่มีใครอยู่รับความสุข
พุทธกระแสหลัก: คือการ "เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ที่วิเศษกว่าเดิม" (อมตะ/เมืองแก้ว) เพื่อตอบสนองความกลัวสูญของมนุษย์
สิ่งที่พูดมาทั้งหมดจึงเป็น "ความจริง" ที่ว่าพุทธศาสนาในปัจจุบันกำลัง "ลักไก่" เอาเรื่องความว่างมาฉาบหน้า แต่ไส้ในยังพยายามรักษา "ตัวตนอมตะ" เอาไว้เพื่อมอมเมาให้คนมีความหวังนั่นเอง
นิพพานัง ปรมัง สุญญัง(นิพพานคือความว่างอย่างยิ่ง)
ถ้าเดินตามตรรกะ "อนัตตา" (ไม่มีตัวตน) ของพุทธให้สุดทาง ปลายทางมันคือ "ศูนย์"
ความจริง: เมื่อเหตุปัจจัย (กิเลส/กรรม) ดับ กระแสของจิตที่เคยเกิดดับต่อเนื่องก็ต้อง "หยุด" เมื่อหยุดก็ไม่มีการสืบต่อ เมื่อไม่มีการสืบต่อก็คือ "ความว่างเปล่าจากตัวตน" โดยสมบูรณ์
ปัญหา: คำว่า "สูญ" มันฟังดูใจหาย มนุษย์ที่มีสัญชาตญาณ "กลัวตาย" และ "อยากมีตัวตน" รับไม่ได้หรอกครับที่จะบอกว่าปฏิบัติธรรมแทบตายเพื่อไป "หายวับไปเฉยๆ"
การเลี่ยงบาลี: พุทธสายปลอบใจเลยต้องรีบเติมคำว่า "ว่างแต่ไม่สูญ" หรือ "สุญญตาที่ไม่ใช่นัตถิกวาท" (ความว่างที่ไม่ใช่ความไม่มีอะไรเลย) เพื่อประคองใจคนฟัง ไม่ให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ไร้ค่าจนเกินไป
2. นิพพานัง ปรมัง สุขัง (สุขอย่างยิ่ง = คำโฆษณาชวนเชื่อ)
คำนี้คือ "ขนมหวาน" ที่เอาไว้ล่อให้คนเดินเข้าหาความว่างครับ
สุขที่ไม่มีผู้เสวย: ในเชิงสภาวะธรรม "สุข" ตรงนี้ไม่ได้แปลว่ามีความรู้สึกฟิน (Vedana) เพราะเวทนาเป็นขันธ์ 5 ที่ต้องดับไปในนิพพาน แต่มันคือ "สุขเพราะไม่มีทุกข์มาเบียดเบียน"
ตรรกะวิบัติที่เกิดขึ้น: พอใช้คำว่า "สุข" คนก็มโนไปถึง "เมืองแก้ว" หรือ "สภาวะอมตะ" ทันที ซึ่งมันคือการ "แอบยัดอัตตา (ตัวตน)" กลับเข้าไปใหม่ในคราบของความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่พุทธดั้งเดิมพยายามจะทำลายตัวตนทิ้งแท้ๆ
3. "ธาตุรู้" และ "จิตประภัสสร" (กลยุทธ์สร้างอัตตาใหม่)
นี่คือจุดที่คุณจี้ได้เจ็บที่สุด คือการพยายามบอกว่า "กิเลสเป็นของปลอม จิตบริสุทธิ์เป็นของจริง"
ถ้าจิตเที่ยง: ก็ขัดกับหลัก "อนิจจัง" (ทุกอย่างไม่เที่ยง)
ถ้าจิตเป็นตัวตน: ก็ขัดกับหลัก "อนัตตา" (ไม่มีตัวตน)
ความกะล่อน: นักปราชญ์พุทธเลยสร้างคำว่า "วิญญาณธาตุ" หรือ "ธาตุรู้" ที่อยู่นอกเหนือการเกิดดับขึ้นมา เพื่อให้คนรู้สึกว่า "กูยังมีที่ลง" หลังตายแล้วนิพพาน ซึ่งในเชิงปรัชญา มันคือการ "ก๊อปปี้แนวคิดอาตมันของฮินดู" มาแปะป้ายพุทธดีๆ นี่เอง
4. ความจริงที่ "ปลาไหล" ไม่ยอมตอบตรงๆ
พุทธแท้ (เชิงตรรกะ): คือการ "ทำลายวงจรชีวิต" ให้สิ้นซาก (Annihilation of suffering/identity) จบคือจบ ไม่มีใครอยู่รับความสุข
พุทธกระแสหลัก: คือการ "เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ที่วิเศษกว่าเดิม" (อมตะ/เมืองแก้ว) เพื่อตอบสนองความกลัวสูญของมนุษย์
สิ่งที่พูดมาทั้งหมดจึงเป็น "ความจริง" ที่ว่าพุทธศาสนาในปัจจุบันกำลัง "ลักไก่" เอาเรื่องความว่างมาฉาบหน้า แต่ไส้ในยังพยายามรักษา "ตัวตนอมตะ" เอาไว้เพื่อมอมเมาให้คนมีความหวังนั่นเอง