อาหารบนเรือข้ามทวีป เมื่อ 150 ปีก่อน จากบันทึกสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

กระทู้สนทนา
อาหารบนเรือข้ามทวีป เมื่อ 150 ปีก่อน จากบันทึกสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เมื่อ ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จในนามราชทูตพิเศษเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ไปสู่ราชสำนักพระเจ้าแผ่นดินในยุโรปหลายประเทศ ครั้งนั้นเสด็จด้วยเรือเมล์จากสิงคโปร์ มีจุดหมายปลายทางที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ปกติแล้วเรือที่เดินทางไปมาระหว่างทวีปมีเรือหลายประเภท แต่เรือเมล์นั้นเป็นเรือเอกชนที่มีเป้าหมายในการส่งไปรษณีย์โดยเฉพาะ โดยรับเหมาและทำสัญญากับรัฐบาลประเทศนั้น ๆ เพื่อส่งให้เป็นเวลาตามกำหนด อาทิ เรือเมล์ที่ทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษ ก็จะติดชื่อ RMS (Royal Mail Ship) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงเรือที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐบาล

ในกรณีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงใช้เรือโดยสารของบริษัท Peninsular and Oriental Steam Navigation Company ที่ทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษไว้

อาหารบนเรือเมล์
แต่ละวันพนักงานจะเป่าแตร 2 ครั้ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมปฏิบัติบนเรือ ครั้งแรกสำหรับการเตรียมตัว และครั้งที่ 2 สำหรับการเริ่มรับประทานอาหาร โดยทุกวันช่วงเช้าก่อน 8.30 น. จะเป็นเวลาที่ต้องตื่นเตรียมตัวสำหรับวันนั้น ๆ 

พระองค์ทรงบรรยายถึงพระกระยาหารเช้าไว้ดังนี้

“อาหารกินเวลาเช้ามีขนมปังสด ขนมปังปิ้ง แลยาคู ฝรั่งเรียกว่าปอริดช กินกับน้ำตาลแลนมโคเป็นต้น ตามแต่จะเลือกกิน กับเข้ามีปลาแลเนื้อสามสี่สิ่ง ของหวานมีทั้งขนมแลลูกไม้ เครื่องแกล้มมีเนยแขงเนยอ่อน เครี่องดื่มจะกินน้ำชาฤๅกาแฟก็เลือกได้”



เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็สามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย เมื่อถึงเวลา 11.00 น. จะมีกัปตันของเรือเดินตรวจสารทุกข์สุกดิบของผู้โดยสาร หากมีปัญหาอะไรก็สามารถแจ้งได้ ต่อมาเวลา 12.30 น. จะมีการเป่าแตรครั้งแรกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกินข้าวอีกครั้งหนึ่ง และรอบที่ 2 ในเวลา 13.00 น. สำหรับมารับประทานอาหาร

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบรรยายถึงพระกระยาหารกลางวันไว้ว่า
“อาหารที่กินกลางวันมีเนื้อต่าง ๆ ขนมแลผลไม้ ไอสครีมฤๅผลไม้แช่นำแขงด้วยทุกวัน อาหารมากสิ่งกว่าเวลาเช้า”

แล้วพระกระยาหารมื้อเย็นเป็นอย่างไร? 

พระองค์ทรงเล่าว่า จนเวลาล่วงเลยถึง 18.00 น. ก็จะมีการเป่าแตรสำหรับเตรียมพร้อมรับประทานอาหารอีกครั้ง แต่มื้อเย็นจะเป็นมื้อที่ต่างออกไป เพราะต้องมีการตระเตรียมเป็นพิเศษ ทุกคนที่มารับประทานอาหารควรแต่งตัวให้เรียบร้อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อถึงเวลา 18.30 น. จะเป่าแตรครั้งที่ 2 เพื่อให้ทุกคนมานั่งพร้อมรับประทานอาหารที่โต๊ะ

เมื่อพร้อมแล้วจะมีพนักงานตีระฆังเป็นจังหวะ พร้อมพนักงานคนอื่นๆ ยืนอยู่ด้านหลังที่นั่งรับประทานอาหารของผู้โดยสารทุกคน การเคาะครั้งแรกหมายถึงอาหารพร้อมแล้ว พนักงานจะเดินไปรับอาหารนำมาเสิร์ฟแก่ทุกคน แล้วกลับมายืนที่จุดเดิมรอผู้โดยสารรับประทานอาหารเสร็จ จึงมีการเคาะระฆังเป็นครั้งที่ 2 เพื่อนำอาหารมาเสิร์ฟอีกรอบหนึ่ง

“ลำบากประดักประเดิด แลช้ากว่าเลี้ยงอาหารเวลาอื่น ๆ มาก ต้องมีสต๊วดใหญ่เปนผู้อำนวยการด้วยระฆังสัญญาเปนจังหวะไป แต่แรกคนเข้านั่งโต๊ะผู้เลี้ยงยืนเรียงหลังเก้าอี้ พอสต๊วดเคาะระฆังเก๋ง ! แปลว่า ‘กับเข้าพร้อมละ’ พวกผู้เลี้ยงก็เดินเปนแถว ออกไปรับจานมาตั้งให้กิน ๆ แล้วยกจานไป แล้วยืนคอยอิกจนกินอิ่มกันหมดสิ่ง 1 สต๊วต​เห็นว่าพร้อมไม่พลาดพลั้งเปนแน่แล้วจึ่งเคาะอิก เก๋ง ! เดินออกไปพามาตั้งอิกจาน 1 ดังนี้เปนรายสิ่งไปจนหมด ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงกับเกือบครึ่ง จึงดินเนอแล้วทุกวัน”


สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระองค์เสวยสิ่งใดในมื้อเย็น แต่หากเปรียบเทียบกับเรือเมล์ลำอื่น ๆ และดูจากพิธีในการตระเตรียมการรับประทาน รวมถึงสถานะของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นอาหารระดับเฟิสต์คลาส โดยจะนำมาเสิร์ฟเป็นลำดับตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย จนถึงของหวานปิดท้าย 

นับเป็นการสิ้นสุดเรื่องพระกระยาหารของพระองค์บนเรือเมล์

บันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำให้พอเห็นภาพว่าอาหารการกินบนเรือเมื่อราว 150 ปีก่อน ก็ดูหรูน่ากินมิใช่น้อย มีคนบริการต่าง ๆ พร้อมดูแลสารทุกข์สุกดิบของผู้โดยสารทุกคน เพื่อให้ผู้คนกลับมาเลือกใช้เรือเมล์นั้น ๆ ในการโดยสารครั้งถัดไป แม้เรือเมล์จะมีราคาแพงกว่าเรืออื่น ๆ แต่ด้วยการบริการ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมความรวดเร็วในการขนส่ง จึงเป็นเหตุให้เรือเมล์ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น

ที่มา
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่