กองทุนน้ำมันฯ รับหากตลาดน้ำมันโลกยังพุ่ง หลัง 17 มี.ค.ทยอยขึ้นราคาดีเซล
https://www.matichon.co.th/economy/news_5631407
.

.
กองทุนน้ำมันฯ รับหากตลาดน้ำมันโลกยังพุ่งหลัง 17 มี.ค. ทยอยขึ้นราคาดีเซล
.
รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุการณ์สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน โดยประเทศไทยมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วันผ่านกลไกลการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อัพเดต ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 กองทุนฯใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภท 1,647 ล้านบาท (รวมบางส่วนของน้ำมันเตา และแอลพีจีอีกจำนวนหนึ่ง) ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 1,758 ล้านบาท
.
โดยเฉพาะดีเซลมีการอุดหนุนลดลงเหลือลิตรละ 15.45 บาท ลดลงจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันดีเซลรวมวันละ 1,316 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคมซึ่งอยู่ที่ 1,445 ล้านบาท
.
ขณะที่การอุดหนุนกลุ่มเบนซิน – แก๊สโซฮอล์ ประกอบด้วย
-เบนซิน 95 เก็บเข้ากองทุนราคาลิตรละ 0.10 บาท
-แก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.86 บาท
-แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.86 บาท
-แก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนราคาลิตรละ 9.41 บาท
-แก๊สโซฮอล์ อี 85 อุดหนุนราคาลิตรละ 2.28 บาท
.
จากการอุดหนุนราคากลุ่มเบนซินดังกล่าว ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯอยู่ที่ประมาณวันละ 331 ล้านบาท
.
รายงานข่าวระบุว่า สำหรับแผนรับมือราคาน้ำมัน หลังวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่จะครบมาตรการตรึงดีเซล ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรรวม 15 วันนั้น หากสถานการณ์การสู้รบยังมีอยู่และทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูง เบื้องต้น กองทุนน้ำมันจะเริ่มการทยอยลดการชดเชย โดยจะกำหนดอัตราที่เหมาะสมอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาดีเซลทยอยปรับขึ้น แต่ราคาในภาพรวมจะไม่กระทบค่าครองชีพของประชาชนมากจนเกินไป
.
.
ดีเอสไอ ยันมติอนุกกต.ปล่อยผีฮั้วสว.229คน ไม่มีผลต่อคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ชี้กม.คนละฉบับ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10169220
.
ดีเอสไอ ยันมติอนุกกต.ปล่อยผีฮั้วสว.229คน ไม่มีผลต่อคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ชี้กม.คนละฉบับ
.
ดีเอสไอ ยัน มติอนุกกต. 5:2 ปล่อยผีคดีฮั้วสว. 229 คน ใช้ประกอบคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอไม่ได้ เหตุกฎหมายคนละฉบับ ลุยต้องสอบสวนตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ และต้องรอการชี้ขาดจากบอร์ด กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น
วันที่ 12 มี.ค.2569 จากกรณีมีกระแสข่าวอ้างรายงานจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นว่าควรชี้มูล 134 ราย ในกลุ่มสว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยว่า ความเห็นดำเนินคดีก่อนหน้านี้ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย จะถูกนำไปพิจารณาในชั้นของ กกต.ชุดใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะทั้ง 2 คณะอนุกรรมการดังกล่าวถือมีบทบาทเป็นเหมือนที่ปรึกษา ให้ความเห็น หารือ และเป็นผู้กลั่นกรองสำนวนคดีให้แก่ กกต. และรายละเอียด พฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง
แต่คนที่จะชี้ขาดจะต้องเป็น กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น ซึ่ง กกต.ชุดใหญ่จะต้องพิจารณาว่าสำนวนความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีมติดำเนินคดีบุคคลใดบ้างและโดยพฤติการณ์ใดบ้าง และแตกต่างไปจากความเห็นกลั่นกรองสำนวนของคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 36 อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ กรณีที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ก็ไม่อาจทำให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะสามารถอุทธรณ์ได้ ต้องรอ กกต.ชุดใหญ่อย่างเดียว
.
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ขณะเดียวกัน สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอ อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติมจากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษนั้น ยังคงต้องดำเนินการต่อไปตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับ กกต.
.
โดยกำหนดให้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคน 7 กลุ่ม ที่ กกต.ได้ดำเนินการไว้ จึงย้ำว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ย่อมไม่มีผลเด็ดขาดต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน
.
และดีเอสไอต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดยกกต.ด้วย.
.
.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ พาสื่อต่างชาติ เปิดรังสแกมเมอร์โอเสม็ด–ช่องจอม หลักฐานชัดคอมเพล็กซ์หลอกเงินโลก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5631942
.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ พาสื่อต่างชาติ เปิดรังสแกมเมอร์ “โอเสม็ด–ช่องจอม” หลักฐานชัดคอมเพล็กซ์หลอกเงินโลก สื่อไทย–เทศลงพื้นที่เห็นของจริง
.
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พล.อ.อ.
ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ถูกระบุว่าเป็นภัยคุกคามระดับโลก บริเวณพื้นที่โอเสม็ด ใกล้ ช่องจอม พบอาคารกว่า 160 หลัง แบ่งโซนปฏิบัติการ
.
โดยเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีอาคารมากกว่า 160 หลัง แบ่งออกเป็นโซน A ถึง G ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ในเขตที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้
.
จุดแรกได้เข้าไปตรวจสอบคือ อาคารสีเหลืองในโซน A ลักษณะเป็นอาคารสูง 6 ชั้น รูปภายนอกลักษณะคล้ายคอนโดมิเนียมพักอาศัย แต่สภาพ ทั้งภายนอกและภายใน เสียหายหลายจุดจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ปะทะกันเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 68
.
เจ้าหน้าที่ได้พาสื่อมวลชนขึ้นตรวจสอบตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 6 พบว่าภายในอาคารถูกแบ่งออกเป็นห้องขนาดเล็กจำนวนมาก โดยมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน เช่น ห้องพักที่มีเตียงสองชั้น คาดว่าใช้เป็นที่พักของผู้ปฏิบัติงานประมาณ 10 คนต่อห้อง
.
ห้องทำงานที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เอกสาร และข้อความสนทนาที่ใช้หลอกลวงเหยื่อใเครื่องแบบตำรวจปลอมจากหลายประเทศ
.
บางห้องถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจ และธนาคาร ของประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้วิดีโอคอลหลอกเหยื่อให้โอนเงิน โดยมีการติดป้ายระบุประเทศ เช่น “
ห้องตำรวจจีน” ภายในถูกจำลองเป็นสถานีตำรวจพร้อมข้อความภาษาจีน
.
เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาคารแห่งนี้ถูกใช้ทุกห้อง และแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามประเทศ เปรียบเสมือน “
คอมเพล็กซ์สแกมเมอร์” ที่มีทั้งที่พัก ที่ทำงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรสำหรับขบวนการหลอกลวงออนไลน์
.
พล.อ.อ.
ประภาส เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบหลักฐานชัดเจนว่า พื้นที่โอเสม็ดเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก จึงต้องการให้สื่อมวลชนเห็นข้อเท็จจริงและนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ
.
กรณีที่สื่อกัมพูชารายงานว่าผู้นำกัมพูชาปฏิเสธการเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทา พลอากาศเอก
ประภาสระบุว่า แม้จะปฏิเสธการเกี่ยวข้อง แต่พื้นที่ดังกล่าวมีผลประโยชน์จำนวนมาก จึงควรยอมรับว่าปัญหาเกิดขึ้นจริง และควรร่วมมือกันแก้ไข
.
ทั้งนี้แนวทางการดำเนินการสอดคล้องกับข้อ 10 ในถ้อยแถลงร่วมระหว่างสองประเทศ ที่ระบุถึงความร่วมมือในการลดศักยภาพหรือทำลายเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่
.
สำหรับอนาคตของอาคารในพื้นที่ดังกล่าว พล.อ.อ.
ประภาส กล่าวว่า หากเป็นแหล่งปฏิบัติการของสแกมเมอร์ซึ่งเป็นภัยต่อประชาชนทั่วโลก ก็ไม่ควรนำกลับมาใช้งานอีก
“เมื่อเป็นรังสแกมเมอร์ที่คุกคามคนทั้งโลก ก็ทำลายทิ้งเสีย แล้วอย่าใช้ต่อ”
.
.
ทูตอิหร่านเสียใจเรือไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยจี้อิหร่านขอโทษ-ชี้แจงเหตุการณ์
https://www.dailynews.co.th/news/5681768/
.
ทูตอิหร่านเสียใจต่อเหตุเรือ 'มยุรี นารี' ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยประท้วงขั้นสูงสุด-เรียกร้องอิหร่านขอโทษและชี้แจงเหตุการณ์ยิงเรือไทย-ลูกเรือไทย พร้อมขอให้ดูแลความปลอดภัยของนศ.ไทยในอิหร่าน
.
มื่อวันที่ 12 มี.ค. เวลา 17.55 น. เพจเฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นาง
ศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาย
Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้หยิบยกกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังออกเดินทางจากท่าเรือเมืองคาลิฟา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งส่งผลให้ลูกเรือชาวไทย 23 คนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยจึงขอประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยและลูกเรือไทย อีกทั้งขอให้ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ขณะที่เอกอัครราชทูตอิหร่านฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรับจะรายงานการประท้วงของไทยแจ้งให้รัฐบาลอิหร่านทราบต่อไป
.
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งด้วยว่า ไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการลุกลามบานปลายของสถานการณ์ในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งใช้ความยับยั้งชั่งใจ กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต และคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุดต่อชีวิตของพลเรือนในภูมิภาคด้วย รวมทั้งได้ใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการอพยพคนไทยออกจากอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 และ 10 มี.ค. 2569 ซึ่งสำเร็จลงเรียบร้อยด้วยดี และขอให้ทางการอิหร่านดูแลความปลอดภัยของนักศึกษาไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังพักอาศัยอยู่ในอิหร่านด้วย
JJNY : 5in1 กองทุนน้ำมันฯ รับทยอยขึ้นดีเซล│ปล่อยผี ไม่มีผล│เปิดรังสแกมเมอร์│ทูตอิหร่านเสียใจ│อิหร่านยันโจมตีเรือน้ำมัน
https://www.matichon.co.th/economy/news_5631407
.
.
กองทุนน้ำมันฯ รับหากตลาดน้ำมันโลกยังพุ่งหลัง 17 มี.ค. ทยอยขึ้นราคาดีเซล
.
รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีราคาน้ำมันตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุการณ์สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน โดยประเทศไทยมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วันผ่านกลไกลการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อัพเดต ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 กองทุนฯใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันทุกประเภท 1,647 ล้านบาท (รวมบางส่วนของน้ำมันเตา และแอลพีจีอีกจำนวนหนึ่ง) ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 1,758 ล้านบาท
.
โดยเฉพาะดีเซลมีการอุดหนุนลดลงเหลือลิตรละ 15.45 บาท ลดลงจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 16.97 บาท เพื่อตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 29.94 บาท ใช้เงินอุดหนุนเฉพาะน้ำมันดีเซลรวมวันละ 1,316 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 11 มีนาคมซึ่งอยู่ที่ 1,445 ล้านบาท
.
ขณะที่การอุดหนุนกลุ่มเบนซิน – แก๊สโซฮอล์ ประกอบด้วย
-เบนซิน 95 เก็บเข้ากองทุนราคาลิตรละ 0.10 บาท
-แก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.86 บาท
-แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนราคาลิตรละ 7.86 บาท
-แก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนราคาลิตรละ 9.41 บาท
-แก๊สโซฮอล์ อี 85 อุดหนุนราคาลิตรละ 2.28 บาท
.
จากการอุดหนุนราคากลุ่มเบนซินดังกล่าว ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯอยู่ที่ประมาณวันละ 331 ล้านบาท
.
รายงานข่าวระบุว่า สำหรับแผนรับมือราคาน้ำมัน หลังวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่จะครบมาตรการตรึงดีเซล ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรรวม 15 วันนั้น หากสถานการณ์การสู้รบยังมีอยู่และทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูง เบื้องต้น กองทุนน้ำมันจะเริ่มการทยอยลดการชดเชย โดยจะกำหนดอัตราที่เหมาะสมอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาดีเซลทยอยปรับขึ้น แต่ราคาในภาพรวมจะไม่กระทบค่าครองชีพของประชาชนมากจนเกินไป
.
.
ดีเอสไอ ยันมติอนุกกต.ปล่อยผีฮั้วสว.229คน ไม่มีผลต่อคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ชี้กม.คนละฉบับ
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10169220
.
ดีเอสไอ ยันมติอนุกกต.ปล่อยผีฮั้วสว.229คน ไม่มีผลต่อคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ชี้กม.คนละฉบับ
.
ดีเอสไอ ยัน มติอนุกกต. 5:2 ปล่อยผีคดีฮั้วสว. 229 คน ใช้ประกอบคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอไม่ได้ เหตุกฎหมายคนละฉบับ ลุยต้องสอบสวนตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ และต้องรอการชี้ขาดจากบอร์ด กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น
วันที่ 12 มี.ค.2569 จากกรณีมีกระแสข่าวอ้างรายงานจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นว่าควรชี้มูล 134 ราย ในกลุ่มสว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยว่า ความเห็นดำเนินคดีก่อนหน้านี้ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย จะถูกนำไปพิจารณาในชั้นของ กกต.ชุดใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะทั้ง 2 คณะอนุกรรมการดังกล่าวถือมีบทบาทเป็นเหมือนที่ปรึกษา ให้ความเห็น หารือ และเป็นผู้กลั่นกรองสำนวนคดีให้แก่ กกต. และรายละเอียด พฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง
แต่คนที่จะชี้ขาดจะต้องเป็น กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น ซึ่ง กกต.ชุดใหญ่จะต้องพิจารณาว่าสำนวนความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีมติดำเนินคดีบุคคลใดบ้างและโดยพฤติการณ์ใดบ้าง และแตกต่างไปจากความเห็นกลั่นกรองสำนวนของคณะอนุกรรมการฯคณะที่ 36 อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ กรณีที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ก็ไม่อาจทำให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะสามารถอุทธรณ์ได้ ต้องรอ กกต.ชุดใหญ่อย่างเดียว
.
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ขณะเดียวกัน สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไอ อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติมจากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษนั้น ยังคงต้องดำเนินการต่อไปตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับ กกต.
.
โดยกำหนดให้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคน 7 กลุ่ม ที่ กกต.ได้ดำเนินการไว้ จึงย้ำว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ย่อมไม่มีผลเด็ดขาดต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน
.
และดีเอสไอต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดยกกต.ด้วย.
.
.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ พาสื่อต่างชาติ เปิดรังสแกมเมอร์โอเสม็ด–ช่องจอม หลักฐานชัดคอมเพล็กซ์หลอกเงินโลก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5631942
.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ พาสื่อต่างชาติ เปิดรังสแกมเมอร์ “โอเสม็ด–ช่องจอม” หลักฐานชัดคอมเพล็กซ์หลอกเงินโลก สื่อไทย–เทศลงพื้นที่เห็นของจริง
.
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ถูกระบุว่าเป็นภัยคุกคามระดับโลก บริเวณพื้นที่โอเสม็ด ใกล้ ช่องจอม พบอาคารกว่า 160 หลัง แบ่งโซนปฏิบัติการ
.
โดยเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีอาคารมากกว่า 160 หลัง แบ่งออกเป็นโซน A ถึง G ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ในเขตที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้
.
จุดแรกได้เข้าไปตรวจสอบคือ อาคารสีเหลืองในโซน A ลักษณะเป็นอาคารสูง 6 ชั้น รูปภายนอกลักษณะคล้ายคอนโดมิเนียมพักอาศัย แต่สภาพ ทั้งภายนอกและภายใน เสียหายหลายจุดจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ปะทะกันเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 68
.
เจ้าหน้าที่ได้พาสื่อมวลชนขึ้นตรวจสอบตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 6 พบว่าภายในอาคารถูกแบ่งออกเป็นห้องขนาดเล็กจำนวนมาก โดยมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน เช่น ห้องพักที่มีเตียงสองชั้น คาดว่าใช้เป็นที่พักของผู้ปฏิบัติงานประมาณ 10 คนต่อห้อง
.
ห้องทำงานที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เอกสาร และข้อความสนทนาที่ใช้หลอกลวงเหยื่อใเครื่องแบบตำรวจปลอมจากหลายประเทศ
.
บางห้องถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจ และธนาคาร ของประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้วิดีโอคอลหลอกเหยื่อให้โอนเงิน โดยมีการติดป้ายระบุประเทศ เช่น “ห้องตำรวจจีน” ภายในถูกจำลองเป็นสถานีตำรวจพร้อมข้อความภาษาจีน
.
เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาคารแห่งนี้ถูกใช้ทุกห้อง และแบ่งพื้นที่เป็นโซนตามประเทศ เปรียบเสมือน “คอมเพล็กซ์สแกมเมอร์” ที่มีทั้งที่พัก ที่ทำงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรสำหรับขบวนการหลอกลวงออนไลน์
.
พล.อ.อ.ประภาส เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบหลักฐานชัดเจนว่า พื้นที่โอเสม็ดเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก จึงต้องการให้สื่อมวลชนเห็นข้อเท็จจริงและนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ
.
กรณีที่สื่อกัมพูชารายงานว่าผู้นำกัมพูชาปฏิเสธการเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทา พลอากาศเอกประภาสระบุว่า แม้จะปฏิเสธการเกี่ยวข้อง แต่พื้นที่ดังกล่าวมีผลประโยชน์จำนวนมาก จึงควรยอมรับว่าปัญหาเกิดขึ้นจริง และควรร่วมมือกันแก้ไข
.
ทั้งนี้แนวทางการดำเนินการสอดคล้องกับข้อ 10 ในถ้อยแถลงร่วมระหว่างสองประเทศ ที่ระบุถึงความร่วมมือในการลดศักยภาพหรือทำลายเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่
.
สำหรับอนาคตของอาคารในพื้นที่ดังกล่าว พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากเป็นแหล่งปฏิบัติการของสแกมเมอร์ซึ่งเป็นภัยต่อประชาชนทั่วโลก ก็ไม่ควรนำกลับมาใช้งานอีก “เมื่อเป็นรังสแกมเมอร์ที่คุกคามคนทั้งโลก ก็ทำลายทิ้งเสีย แล้วอย่าใช้ต่อ”
.
.
ทูตอิหร่านเสียใจเรือไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยจี้อิหร่านขอโทษ-ชี้แจงเหตุการณ์
https://www.dailynews.co.th/news/5681768/
.
ทูตอิหร่านเสียใจต่อเหตุเรือ 'มยุรี นารี' ถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยประท้วงขั้นสูงสุด-เรียกร้องอิหร่านขอโทษและชี้แจงเหตุการณ์ยิงเรือไทย-ลูกเรือไทย พร้อมขอให้ดูแลความปลอดภัยของนศ.ไทยในอิหร่าน
.
มื่อวันที่ 12 มี.ค. เวลา 17.55 น. เพจเฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นางศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาย Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้หยิบยกกรณีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ถูกโจมตีและได้รับความเสียหายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังออกเดินทางจากท่าเรือเมืองคาลิฟา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งส่งผลให้ลูกเรือชาวไทย 23 คนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยจึงขอประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยและลูกเรือไทย อีกทั้งขอให้ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ขณะที่เอกอัครราชทูตอิหร่านฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรับจะรายงานการประท้วงของไทยแจ้งให้รัฐบาลอิหร่านทราบต่อไป
.
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งด้วยว่า ไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการลุกลามบานปลายของสถานการณ์ในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งใช้ความยับยั้งชั่งใจ กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต และคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุดต่อชีวิตของพลเรือนในภูมิภาคด้วย รวมทั้งได้ใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการอพยพคนไทยออกจากอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 และ 10 มี.ค. 2569 ซึ่งสำเร็จลงเรียบร้อยด้วยดี และขอให้ทางการอิหร่านดูแลความปลอดภัยของนักศึกษาไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังพักอาศัยอยู่ในอิหร่านด้วย