การพูดและการวางตัว เกร็ดธรรมจากพระไตรปิฎก

กระทู้ข่าว
สิงคาลกสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 11
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อ 200
ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
ด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๑
ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑
ด้วยการเชื่อฟัง ๑
ด้วยการปรนนิบัติ ๑
ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑ ฯ

ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ
แนะนำดี ๑
ให้เรียนดี ๑
บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด ๑
ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ๑
ทําความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๑

(แปล) ศิษย์...ควรให้ความเคารพอาจารย์ ด้วยการ
ลุกขึ้นให้การต้อนรับ คอยรับใช้ เชื่อฟัง ปรนนิบัติดูแลและเรียนด้วยความเคารพ

ส่วนอาจารย์ ก็ควรสั่งสอนศิษย์ด้วยการให้คำแนะนำที่ดี ให้ความรู้ที่ดี ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มี ยกย่องให้เพื่อนฝูงรู้จักและให้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

_____________________


วาจาสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อ 198

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต และเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียน องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ วาจานั้นย่อม..
เป็นวาจาที่ กล่าวถูกกาล ๑
เป็นวาจาที่ กล่าวเป็นสัจ ๑
เป็นวาจาที่ กล่าวอ่อนหวาน ๑
เป็นวาจาที่ กล่าวประกอบด้วยประโยชน์ ๑
เป็นวาจาที่ กล่าวด้วยเมตตาจิต ๑

(แปล)ลักษณะการพูดที่ดีก็คือพูดถูกกาลเทศะ
เรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริง พูดด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน (สุภาพ) พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์และพูดไปด้วยเมตตาจิต

________________

พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ข้อ 183

ครั้งนั้นแล วัสการพราหมณ์ ผู้เป็นมหาอำมาตย์ใน
แคว้นมคธ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่าผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมกล่าวสิ่งที่ตนเห็นว่า เราเห็นอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมกล่าวสิ่งที่ตนได้ฟังมาว่า เราได้ฟังมาอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมกล่าวสิ่งที่
ตนทราบ (ทางจมูก ลิ้น กาย) ว่า เราทราบอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมกล่าวสิ่งที่ตนรู้แจ้ง (ทางใจ) ว่า เรารู้แจ้งอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราไม่กล่าวสิ่งที่ เห็นทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่า ไม่ควร กล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าว สิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดว่า ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ทราบทั้งหมด ว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่ทราบทั้งหมดว่า ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้งทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้ง ทั้งหมดว่า ไม่ควรกล่าว

ดูกรพราหมณ์ แท้จริง เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็น เห็นปานนั้นว่า ไม่ควรกล่าว

แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็น เห็นปานนั้นว่า ควรกล่าว ดูกรพราหมณ์ เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาอันใด... สิ่งที่ ได้ทราบอันใด ... สิ่งที่รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรม เสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาเห็นปานนั้น สิ่งทีได้ทราบ มาเห็นปานนั้น ... สิ่งที่รู้แจ้งเห็นปานนั้นว่า ไม่ควรกล่าว แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาอันใด ... สิ่งที่ได้ทราบมาอันใด ... สิ่งที่รู้แจ้งอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรม เจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาเห็นปานนั้น ... สิ่งที่ได้ทราบ มาเห็นปานนั้น ... สิ่งที่รู้แจ้งเห็นปานนั้นว่า ควรกล่าว

(แปล) การพูดที่เหมาะสม

วัสการพราหมณ์ได้กล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า
เขาเชื่อว่า หากเราพูดในสิ่งที่เราเห็น พูดในสิ่งที่เราได้ยิน พูดในสิ่งที่เราสัมผัส (ทางจมูก ลิ้น ผิวหนัง) พูดในสิ่งที่รับรู้ทางใจ การพูดแบบนั้นไม่มีโทษ ไม่ได้บาป

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ควรพูดทุกเรื่อง ที่เราเห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้รับรู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรพูดถึงเรื่องที่เราเห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้รับรู้ แม้แต่นิดเดียว

แท้จริงแล้ว เรื่องที่เราเห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้รับรู้ หากเรื่องไหนเราพูดแล้ว ได้บาปมากขึ้น ได้บุญน้อยลง แปลว่า เรื่องนั้นเราไม่ควรพูด

แต่ถ้าเรื่องนั้นเราพูดแล้ว ได้บุญมากขึ้น ได้บาปน้อยลง แปลว่า เรื่องนั้นเราควรพูด

________________


สัมปชานมุสาวาทสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ - สุตตนิบาต ข้อ 203

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว เรากล่าวว่า บาปกรรมไร ๆ อันเขาจะไม่พึงทํา ไม่มีเลย ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ สัมปชานมุสาวาท

(แปล) คนที่เริ่มพูดโกหก หลังจากนั้นก็จะไม่มีบาปไหนที่เขาไม่กล้าทำ (การโกหกเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การทำบาปอื่นๆ)

อภัยราชกุมารสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 13
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ข้อ 94

ดูกรราชกุมาร ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริงที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริงที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริงที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริงที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้นตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

(แปล)สิ่งที่ไม่จริง พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร พูดไปแล้วคนฟังไม่ชอบใจ ไม่ควรพูด

สิ่งที่ไม่จริง พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร แม้พูดไปแล้วคนฟังชอบใจ ก็ไม่ควรพูด

สิ่งที่เป็นเรื่องจริง แต่พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร พูดไปแล้วคนฟังไม่ชอบใจ ไม่ควรพูด

สิ่งที่เป็นเรื่องจริง พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร แม้พูดไปแล้วคนฟังชอบใจ ก็ไม่ควรพูด

สิ่งที่เป็นเรื่องจริง พูดแล้วเกิดประโยชน์ แต่ พูดไปแล้วคนฟังไม่ชอบใจ ควรเลือกพูดในจังหวะ เวลาที่เหมาะสม

สิ่งที่เป็นเรื่องจริง พูดแล้วเกิดประโยชน์ พูดไปแล้วคนฟังชอบใจ ก็ควรเลือกพูดในจังหวะ เวลาที่เหมาะสม

(แปลแบบสลับประโยค เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น)

___________________


พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ข้อ 379

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม 2 ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกําจัด ให้ ถูกทําลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบ บาปเป็นอันมาก ธรรม 2 อย่างเป็นไฉน คือ
ไม่พิจารณาไตร่ตรอง พูดสรรเสริญคุณ ของคนที่ควรติเตียน ๑

ไม่พิจารณาไตร่ตรอง พูดติโทษ ของคนที่ควรสรรเสริญ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลมประกอบ ด้วยธรรม 2 ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกจํากัด ไม่ให้ถูก ทําลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็น อันมากอีกด้วย ธรรม 2 ประการเป็นไฉน คือ

พิจารณาไตร่ตรอง แล้วพูดติเตียน คนที่ควรติเตียน ๑

พิจารณาไตร่ตรอง แล้วพูดสรรเสริญ คนที่ควรสรรเสริญ ๑

(แปล)
ผู้ที่ไม่ไตร่ตรองให้ดี แล้วสรรเสริญคนที่ควรติเตียน ไม่ไตร่ตรองให้ดี แล้วติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ การกระทําแบบนั้น ไม่ดี ย่อมถูกติเตียน และได้บาปมาก

ผู้ที่ไตร่ตรองให้ดี แล้วสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ ไตร่ตรองให้ดี แล้วติเตียนคนที่ควรติเตียน การกระทําแบบนั้น เป็นสิ่งที่ดี ย่อมถูกสรรเสริญ และได้บุญมาก

__________________________
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่