สถานการณ์เลิกจ้างและอัตราเงินเดือนคงที่ชวนให้คนรุ่นใหม่คิดถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากขึ้น คนยุคก่อนอาจเดินตามขนบเรียนจบปริญญาตรีแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะมนุษย์ออฟฟิศ แต่การทำงานรูปแบบเดิมไม่สามารถการันตีความสำเร็จได้เสมอไป
.
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือน โดยเฉพาะ ‘White-collar’ หรือคนทำงานออฟฟิศ ติดอยู่ภายใต้สภาวะชะงักงันในช่วง ‘Mid-career’ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงทางแยกในชีวิตว่า จะทำอย่างไรต่อไป จะเดินหน้าในบทบาทเดิมหรือเปลี่ยนเส้นทางไปสู่ ‘Blue-collar’ ที่มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเพื่อลับคมทักษะใหม่ก็ตาม
.
ข้อมูลจากสำนักข่าว ‘The Wall Street Journal’ ระบุว่า เมื่อถึงทางแยกช่วง ‘Mid-career’ แนวโน้มที่คนจะหันมาสนใจสายอาชีพสารพัดช่างมีมากกว่าสายงานออฟฟิศแบบดั้งเดิม อาทิ งานด้านเทคโนโลยี การเงิน และการตลาด แม้ว่ากลุ่มอาชีพนี้จะมีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ค่อนข้างต่ำ ทว่า กว่าจะเชี่ยวชาญไต่ระดับไปถึงจุดที่ได้ค่าตอบแทนสูงต้องใช้เวลามากกว่าหลายสิบปี
.
การเริ่มต้นเส้นทางอาชีพดังกล่าวในวัย 30-40 ปีจึงเป็นไปได้ยากมาก ขณะที่สายงานช่างอาจมีศักยภาพในการหารายได้ใกล้เคียงกัน ทั้งยังรักษาสมดุลชีวิตการทำงานและเวลาส่วนตัวได้ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มต้นการลดเงินเดือนลงในระดับที่ต่ำกว่าฐานเงินเดือนเดิมเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน อาจใช้เวลาสักพักเพื่อเรียนรู้ทักษะจำเป็น
.
‘Callum Borchers’ นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพและการทำงาน ยกตัวอย่างความต้องการช่างฝีมือของบริษัทซ่อมรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้า 650 แห่ง ใน 38 มลรัฐ ระบุว่า มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญในการประเมินความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และดูแลกระบวนการซ่อมรถทั้งหมด หมายความว่า ตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นต้องลงมือซ่อมด้วยตัวเอง แต่ต้องมีองค์ความรู้เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น
.
ความน่าสนใจ คือบริษัทดังกล่าวมีความต้องการถึงขนาดที่มีโปรแกรมฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมกับเงินเดือนเริ่มต้นราว 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 1.9 ล้านบาทต่อปี เทียบกับงานออฟฟิศแล้วอาจเป็นจำนวนเงินที่ดูน้อยไปสักหน่อย แต่หากพัฒนาความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็มีโอกาสปรับเพิ่มเงินเดือนได้มากขึ้นไปอีกในอนาคต
.
อย่างไรก็ตาม เจ้าของบริษัทยืนยันว่า แม้เงินเดือนจะดูไม่มากนัก แต่ท้ายที่สุดแล้วงานนี้จะเป็นเส้นทางไปสู่ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปหรือผู้อำนวยการสาขา ถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วเงินเดือนที่ได้รับจะสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 6.4 ล้านบาท ย้ำว่า จะไปถึงตรงนั้นไม่ได้ใช้เวลาหลายสิบปี แต่ทำได้โดยใช้เวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
.
สำคัญไปกว่านั้นสำหรับคนทำงานออฟฟิศอาจไม่ใช่ตัวเลขที่ดึงดูดใจ หากเป็นความกล้าหาญในการเปลี่ยนเส้นทาง คนทำงานที่เบนเข็มสู่สายช่างจึงเต็มไปด้วยเด็ก Gen Z มากกว่า เนื่องจากคนรุ่นนี้อยู่ในสถานะ ‘The Toolbelt Generation’ เป็นเจเนอเรชันที่เลือกเรียนสายอาชีพมากกว่าเดินหน้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพราะกังวลเรื่องหนี้สินจากการเรียน รวมถึงศักยภาพของ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่งานออฟฟิศระดับเริ่มต้น
.
พบว่า สัดส่วนคนทำงานวัย Gen Z สายช่างเพิ่มขึ้นจาก 16.3% ในปี 2562 เป็น 18.4% ในปี 2567 สูงกว่าสัดส่วนกลุ่มคนอายุ 35-39 ปีมากถึงห้าเท่า นักวิเคราะห์มองว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่ทันได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดเท่ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ว่า เพราะอะไรการเปลี่ยนเส้นทางสายหลักจึงยากสำหรับวัยกลางคน
.
รองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจของ ‘Adecco’ มองว่า คนออฟฟิศที่ลังเลใจไม่ได้แปลว่า พวกเขาดูแคลนสายอาชีพ แต่เป็นเพราะกำลังคิดถึงเรื่อง ‘Sunk Cost’ หรือต้นทุนที่จะเสียไปจากการสั่งสมมาทั้งชีวิต ตั้งแต่การเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทำงานออฟฟิศหลายสิบปี ไม่แปลกที่จะยึดติดกับสายงานเดิมเพื่อพิสูจน์ว่า การลงทุนเหล่านั้นถูกต้อง
.
การเปลี่ยนเส้นทางอาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ‘Callum’ ก็ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยให้เงื่อนไขดังกล่าวมาขัดขวางการตัดสินใจที่อาจเป็นเรื่องถูกต้องในระยะยาว คำว่า ‘พนักงานออฟฟิศ’ และ ‘แรงงานสายอาชีพ’ จะมีความหมายอะไรอีกในช่วงเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า เส้นแบ่งนี้คลุมเครือมากไปทุกที และคงถึงเวลาที่คนทำงานต้องตัดสินใจแล้วว่า จะทำอย่างไรต่อไปกับช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง
GenZ อเมริกันทิ้งงานออฟฟิต ไปลุยงานก่อสร้าง