[CR] No.189 The Gleaners and I (2000) : บันทึกรักผ่านกาลเก็บเกี่ยวจากคนสร้างหนัง


- ดูจบ ถึงเผลอตกใจในความที่หนังสารคดีเรื่องถูกถ่ายทำและฉายไปตั้งแต่ปี 2000 หรือเมื่อ 26 ปีที่แล้วโน้นแต่สารที่นำเสนอมาตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 22 นาทียังคงมีการหยิบมาพูดถึงกันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ในเรื่อง “การเก็บ” สิ่งของที่คนไม่ต้องการแต่กลับเป็นที่ต้องการของคนอีกกลุ่มโดยเฉพาะเรื่องของกินที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญของการดำรงชีวิตผ่านการเฝ้ามองของคุณยาย Agnes Varda ซึ่งเป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ของวงการภาพยนตร์ทางฝั่งยุโรปมานานหลายทศวรรษที่ผมรู้จักแต่ไม่เคยดูอยู่เรื่องเดียวคือ Faces Places (2017) มาลงภาคสนามด้วยตนเองโดยใช้กล้อง Digital รุ่นใหม่ล่าสุดในช่วงเวลานั้นมาเป็นเครื่องมือในการผจญภัยร่วมกับผู้ช่วยที่เป็นช่างภาพหรือเปล่าไม่แน่ใจตามที่ต่าง ๆ จนนึกถึงบรรยากาศของหนังยุค 90’s ลอยขึ้นมายังไงยังงั้น

- สิ่งที่ทำให้ตัวเรื่องมีชีวิตชีวาคือการใช้ Score ประกอบตามติดตัวของคุณยาย Agnes ที่กำลังถือกล้องส่องไปเม้ามอยหอยสังข์กับผู้คนที่เธอเข้าไปสัมภาษณ์มากหน้าหลายตาจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ? ร่วมกับ Footage ที่มาในรูปของ Clip ผสมกับภาพวาดตามนิทรรศการงานศิลปะ อาทิ รูปน้อนแมวก็ดี หรือ รูปคนเกี่ยวข้าว เป็นต้น สำทับข้อมูลลงไปทำให้เรื่องราวมีเสน่ห์น่าติดตามและสามารถดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแวดล้อมที่สงบเรียบง่ายตามชนบทโดยไม่เกิดอาการวูบหลับ มองไปทางไหนยิ่งชวนให้คิดถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ที่มีความหมายไม่ต่างกับสิ่งของที่พอหมดประโยชน์ก็จะถูกโล๊ะทิ้งไปทันทีก่อนที่เวลาต่อมาจะค่อย ๆ ถูกพูดถึงในเรื่องของคุณค่าที่ถูกได้รับการยอมรับขึ้นมาอีกครั้ง

-  สารที่นำเสนอผ่านคำพูดและมุมมองของแต่ละคนที่ได้ออกหน้ากล้องไม่เชิงว่าจะมาก่อนกาลอะไร ? ในเมื่อบ้านเขาพูดถึงเรื่องการใส่ใจกับของเหลือใช้กันมาตั้งนานแล้ว ขณะที่บ้านเรายังเพิ่งสร่างจาก Effect ของวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 อยู่เลยมั้ง ? มันเลยเป็นเรื่องไกลตัวที่เพิ่งจะถูกมาใส่ใจกันจริง ๆ ไม่กี่ปีนี้เองในเมื่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ ไฟไหม้ป่า , น้ำท่วม , พายุ กระทั่งขยะล้นโลก ซึ่งเป็นปัญหาโลกร้อนเริ่มทวีขึ้นอย่างรุนแรง คือสิ่งที่ยืนยันด้วยตาเนื้อว่ามาจากฝีมือมนุษย์ที่ต้องการพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าทันสมัยจนรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามเลยว่าจะอยู่ได้ถึงกี่ปีในเมื่อคนขยันสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือผลิตภัณฑ์กันไม่หยุดจนบางทีกลายเป็นความฟุ่มเฟื่อยเกินความจำเป็นเพราะคนอีกกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรงด้วยเพราะมีราคาเป็นตัวกำหนดที่ต้องจ่าย

- ขณะที่มือใครยาวสาวได้สาวผลผลิตตกค้างจากตลาดไปด้วยความจำเป็น ตัวหนังไม่ได้ย้ำอยู่แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนชั้นรากหญ้าไปถึงกลางในลักษณะของการเอาตัวรอดในสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่เพียงอย่างเดียวแต่มันค่อย ๆ ยกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปถึงเรื่องของกฎหมายว่าด้วยสิทธิการครอบครองทรัพยากรในรูปของผลผลิตอย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็น พืชผัก , ผลไม้ , อาหาร ที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับงานศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างเหลือเชื่อว่าจะไปด้วยกันได้ ขณะเดียวกันก็ได้แวะไปสำรวจชีวิตส่วนตัวหลังจากเสร็จภารกิจตระเวนฟังเสียงพี่น้องประชาชนถึงวิถีหลังบ้านที่สมถะและปราณีตในการจัดวางงานสร้างแม้กระทั่งข้าวของเฟอร์นิเจอร์ครัวเรือนตามแบบฉบับศิลปินสูงวัยที่สัมผัสถึงความสุนทรีย์อย่างอบอุ่น

- ถึงบทสรุปก่อนจากไม่ได้ชี้นำไปทางใดตามสไตล์ของหนังประเภทนี้แต่เมื่อมีประเด็นตั้งธงไว้อย่างหนักแน่นมันเลยง่ายต่อการประติดประต่อว่าจะเก็บเรื่องไหนมาใส่ใจระหว่างความถูกต้องทางกฎหมายกับความอยู่รอดของการดำรงชีวิตในเมื่อแต่ละคนให้ความสำคัญกับของที่อยู่ในมือไม่เหมือนกัน แม้จะแทรกลูกเล่นด้วยงานเพลงผสมกับงานศิลปะเพื่อเพิ่มอรรถรสต่อการเดินเรื่องมีสีสีสันทางด้านอารมณ์แต่มันสะท้อนถึงตัวตนของคุณยายในฐานะคนทำหนังรุ่นบุกเบิกที่ยังคงทำหน้าที่ฉายภาพในสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านแผ่นฟิลม์ให้คนทั้งโลกได้รับรู้ชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้ตนเองอิ่มท้องตรงนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจหลังจากดูจบเลยว่าทำไมคุณยายถึงสามารถเล่าเรื่องใกล้ตัวได้งดงามขนาดนี้

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่