ทำไม จ่ายหนี้บัตรเครดิต ขาดแค่บาทเดียว ถึงโดนคิดดอกเบี้ยของหนี้ทั้งก้อน

บัตรเครดิต คือ เครื่องมือทางการเงิน ที่ทำให้เรา  “ใช้เงินก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง”

     ซึ่งทุกครั้งที่เรารูดบัตรซื้อของ เงินที่ร้านค้าได้รับ ไม่ใช่เงินเรา แต่เป็นเงินของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่สำรองจ่ายให้ก่อน
หลังจากจบรอบบัญชี (Billing Cycle) ธนาคารจะสรุปยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดในใบแจ้งหนี้ และให้เวลาอีกประมาณ 15-25 วัน จนถึงวันครบกำหนดชำระ (Due Date)

ซึ่งหากเราจ่ายเต็มจำนวนภายในเวลาที่กำหนด เราจะไม่เสียดอกเบี้ยเลยแม้แต่บาทเดียว
หรือเท่ากับ ได้รับสิทธิ์ปลอดดอกเบี้ยสูงสุดถึง 45-55 วัน ซึ่งช่วงเวลานี้ เรียกว่า Maximum Grace Period แต่ทันทีที่เราจ่ายไม่เต็มจำนวน แม้แต่บาทเดียว
สิ่งที่เราจะเสียไป คือ สิทธิ์ปลอดดอกเบี้ยทั้งหมด

ลองนึกภาพว่า บัตรเครดิตที่เราถืออยู่ มีรอบบัญชี (Billing Cycle) ระหว่างวันที่ 1-25 ของทุกเดือน โดยมีการสรุปยอดบัญชี ในวันที่ 25 ของเดือน
กำหนดจ่าย (Due Date) คือวันที่ 17 ของเดือนถัดไป อัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี หรือคิดเป็น 0.0438% ต่อวัน

สมมติว่า เรารูดซื้อของในวันที่ 5 มี.ค. จำนวน 100,000 บาท ซึ่งรูดครั้งเดียว จนถึงวันสรุปยอดในวันที่ 25 มี.ค.
หลังจากนั้น ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้เรียกเก็บยอดเต็ม 100,000 บาท
หากภายในวันที่ 17 เม.ย. เราชำระคืนเต็มจำนวน เราจะไม่เสียดอกเบี้ยเลย
แต่หากเราเลือกชำระเพียงขั้นต่ำ หรือชำระคืนบางส่วน เช่น ชำระคืนที่ 80,000 บาท ในวันที่ 17 เม.ย. เราจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการปลอดดอกเบี้ย แม้แต่วันเดียว

ตามที่บอกไว้ในตอนต้นว่า บัตรที่เราใช้รูด คือเงินที่ธนาคารสำรองจ่ายให้เราก่อน
เมื่อเราจ่ายไม่เต็มจำนวน ธนาคารจะย้อนกลับไปคิดดอกเบี้ยจากยอด 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่เราใช้จ่าย หรือวันที่ 5 มี.ค. ทำให้เราจะเสียดอกเบี้ยรายวัน จากการใช้จ่ายยอดเดียวนั้น ถึง 2 ก้อน

1. ดอกเบี้ยจากยอดบัตรเครดิตทั้งหมด คิดจากยอด 100,000 บาท
คิดจากวันที่ใช้จ่าย หรือวันที่บันทึกรายการ (Posting) จนถึงก่อนวันที่ชำระเงินบางส่วน
ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. ถึง 16 เม.ย. (43 วัน) อัตราดอกเบี้ยรายวัน 0.0438%
คำนวณ 100,000 x 0.0438% x 43 = 1,883.40 บาท

2. ดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระ คิดจากยอดคงเหลือ 20,000 บาท
คิดจากวันที่ชำระบางส่วน จนถึงวันสรุปบัญชีรอบถัดไป ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. ถึงวันที่ 25 เม.ย.
คำนวณ 20,000 x 0.0438% x 9 = 78.84 บาท
รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในรอบบัญชีถัดไป เท่ากับ 1,962.24 บาท

     แม้วิธีการจะดูเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ซ้ำซ้อน แต่ความจริงแล้ว ระบบไม่ได้ตั้งใจให้เกิดดอกเบี้ยสองชั้น
เพราะสิทธิ์ปลอดดอกเบี้ย เป็นสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต ที่มาพร้อมกับเงื่อนไขเดียว นั่นคือ ต้องชำระเต็มจำนวน
แต่ทันทีที่จ่ายไม่ครบ หรือไม่ทำตามเงื่อนไข ช่วงเวลาที่เคยปลอดดอกเบี้ยมาก่อนหน้านั้น ก็จะถูกยกเลิกไป
และถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็น “สินเชื่อหมุนเวียน” (Revolving Credit) ตั้งแต่วันแรก

     เพราะฉะนั้น หากเราจ่ายเงินไม่ครบแม้แต่บาทเดียว ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จะไม่ใช่แค่ยอดใช้จ่าย แต่จะกลายเป็นเงินกู้ประเภทหนึ่งทันที
ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นมาตรฐานเดียวกันที่ถูกใช้กันหลายประเทศทั่วโลก
ยกตัวอย่าง จากเอกสารชี้แจงของ Citigroup สหรัฐฯ อธิบายไว้ชัดเจนว่า หากเลือกชำระเพียงบางส่วน หรือพลาดกำหนดชำระ
ผู้ใช้จะสูญเสียช่วงปลอดดอกเบี้ย (Grace Period) และดอกเบี้ยจะถูกคิด ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ใช้จ่ายในแต่ละครั้ง ไม่ใช่เริ่มจากวันครบกำหนดชำระ
ซึ่งเอกสารจากธนาคารในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ก็ยืนยันมาตรฐานเดียวกัน

     โดยการชำระคืนเพียงบางส่วน (ไม่น้อยกว่าขั้นต่ำที่กำหนด) นั้นยังคงช่วยรักษาประวัติเครดิต ในเครดิตบูโร และไม่ถูกนับว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้
ทำให้อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่เผชิญกับปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว

     อย่างไรก็ดี ควรเป็นทางเลือกที่ถูกใช้เฉพาะในยามจำเป็นเท่านั้น เพราะเมื่อยอดค่าใช้จ่าย ถูกเปลี่ยนเป็นสินเชื่อ ดอกเบี้ยจะถูกคิดในทุกวันที่ยังคงค้างชำระ และยิ่งคงค้างนาน ต้นทุนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามเวลา เรียกได้ว่า เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด ของการใช้บัตรเครดิตก็ว่าได้
เพราะมันสามารถเป็นเครื่องมือทางการเงิน ที่ช่วยให้เราบริหารเงินได้อย่างยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สามารถกลายเป็น เงินกู้ราคาแพงได้ทันที หากเราไม่เข้าใจกติกาของมัน..

ขอบคุณข้อมูลจาก ลงทุนแมน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่