"Django Unchained" หนังคาวบอยสุดเดือด ที่ดูแล้วลืมหายใจ! ของจริงมันต้องแบบนี้แหละครับ!


: "Django Unchained" หนังคาวบอยสุดเดือด ที่ดูแล้วลืมหายใจ! ของจริงมันต้องแบบนี้แหละครับ!

สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน! วันนี้ผมจะขอมาเล่าประสบการณ์ตรงจากการดูหนังเรื่อง "Django Unchained" ของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง เควนติน ทารันติโน่ ให้ฟังกันครับ บอกเลยว่าใครที่เป็นคอหนัง ไม่ว่าจะเป็นแนวคาวบอย ดราม่า แอ็คชั่น หรือแม้กระทั่งหนังที่เน้นบทพูดสุดคมคาย เรื่องนี้คือห้ามพลาดเด็ดขาดครับ! ผมดูจบแล้วนั่งอึ้งไปพักใหญ่เลยทีเดียว มันไม่ใช่แค่หนังดูสนุก แต่มันตราตรึงในทุกอณูจริงๆ ครับ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสมัยอเมริกาช่วงก่อนสงครามกลางเมืองครับ เราจะได้พบกับ "Django" (รับบทโดย เจมี่ ฟ็อกซ์) ทาสผิวดำที่ถูกขายไปเร่ร่อน จนกระทั่งเขาได้พบกับ "Dr. King Schultz" (รับบทโดย คริสตอฟ วัลซ์) นักล่าค่าหัวชาวเยอรมันที่ดูเหมือนจะใจดี แต่จริงๆ แล้วก็มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา ชูลทซ์ได้ซื้อตัวจางโก้มาด้วยข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง และเขาก็เห็นแววบางอย่างในตัวจางโก้ ชูลทซ์สอนทุกอย่างให้จางโก้ ตั้งแต่การใช้ปืน การล่าค่าหัว ไปจนถึงวิธีเอาตัวรอดในโลกที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม ผมชอบตรงนี้มากเลยครับ มันเหมือนการสร้างตัวละครให้เติบโตขึ้นมาอย่างเข้มข้น

จุดประสงค์หลักของจางโก้คือการตามหา "Broomhilda" (รับบทโดย เคอร์รี่ วอชิงตัน) ภรรยาที่ถูกขายไปแยกจากเขาตั้งแต่เด็ก การเดินทางของทั้งสองคนจึงเต็มไปด้วยอุปสรรคและความอันตราย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของไร่ทาสที่โหดเหี้ยม เจ้าของที่ดินที่กดขี่ และกลุ่มคนต่างๆ ที่มองว่าทาสไม่มีค่าอะไรเลย การที่หนังนำเสนอภาพความโหดร้ายของการค้าทาสในยุคนั้นออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา มันทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจและอินไปกับชะตากรรมของตัวละครได้เป็นอย่างดีเลยครับ

สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงครับ เจมี่ ฟ็อกซ์ ในบทจางโก้ คือสุดยอดจริงๆ ครับ เขาถ่ายทอดอารมณ์ความเจ็บปวด ความแค้น และความมุ่งมั่นออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครจากทาสที่สิ้นหวัง กลายเป็นนักล่าค่าหัวที่แข็งแกร่งและพร้อมจะล้างแค้น ส่วน คริสตอฟ วัลซ์ ในบท ดร. ชูลทซ์ นั้นก็เป็นอีกคนที่ขโมยซีนไปเลยครับ เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ มีความฉลาด พูดจาคมคาย แต่ก็มีมุมที่ซับซ้อนและน่าค้นหา การแสดงของเขามันทำให้เราลุ้นตามตลอดว่าเขาจะทำอะไรต่อไป

และที่ขาดไม่ได้เลยคือ "Calvin Candie" (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) เจ้าของไร่ทาสสุดโหดเหี้ยม ซึ่งดิคาปริโอเล่นได้ร้ายกาจจนขนลุกจริงๆ ครับ การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึกเกลียดตัวละครนี้ได้แบบสุดๆ แต่นั่นแหละครับคือความยอดเยี่ยมของเขา เขาทำให้คาแรคเตอร์นี้มีมิติ ไม่ใช่แค่คนเลวธรรมดา แต่เป็นคนที่เชื่อในอุดมการณ์ที่ผิดๆ ของตัวเองอย่างแรงกล้า มันน่ากลัวจริงๆ ครับ

นอกเหนือจากการแสดงที่น่าทึ่งแล้ว งานภาพและเสียงในหนังเรื่องนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ครับ ผู้กำกับทารันติโน่ใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ ฉากต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงาม มีสไตล์เป็นของตัวเอง เพลงประกอบก็เลือกมาได้เข้ากับบรรยากาศมากๆ บางฉากนี่เพลงขึ้นมานี่แบบขนลุกเลยครับ การตัดต่อก็ไหลลื่น ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด แม้ว่าหนังจะมีความยาวพอสมควรก็ตาม

สิ่งที่ทำให้ "Django Unchained" แตกต่างจากหนังคาวบอยเรื่องอื่นๆ คือการที่เควนติน ทารันติโน่ นำเสนอเรื่องราวของคนผิวดำในยุคนั้นได้อย่างเข้มข้น เขาไม่ได้ทำให้ตัวละครจางโก้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่เป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด การแก้แค้นของเขาไม่ใช่แค่การแก้แค้นส่วนตัว แต่มันคือการยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มันมีความเป็น "Blaxploitation" ผสมผสานกับความเป็น "Western" ได้อย่างลงตัวมากๆ ครับ

ฉากแอ็คชั่นในเรื่องก็จัดเต็มสมกับเป็นหนังของทารันติโน่ครับ มีความดิบ เถื่อน แต่ก็มีสไตล์ ไม่ใช่แค่ยิงกันไปมา แต่มีลูกเล่น มีความตลกร้ายแทรกอยู่เสมอ โดยเฉพาะฉากยิงปืนนัดสุดท้ายของจางโก้ที่ผมขอบอกเลยว่าโคตรเท่! มันคือจุดพีคที่เรารอคอย และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็มีฉากที่รุนแรงและเนื้อหาที่ค่อนข้างหนักหน่วงนะครับ อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่อ่อนไหว หรือเด็กๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบหนังที่มีเรื่องราวเข้มข้น ตัวละครมีมิติ และการกำกับที่มีสไตล์ ผมรับรองว่า "Django Unchained" จะเป็นหนังที่คุณจะดูซ้ำแล้วซ้ำอีกแน่นอนครับ

โดยรวมแล้ว "Django Unchained" เป็นหนังที่ครบเครื่องมากๆ ครับ มันมีทั้งความสนุก ดราม่า แอ็คชั่น และข้อคิดที่แฝงอยู่ การที่หนังนำเสนอประเด็นทางสังคมที่ละเอียดอ่อนอย่างการเหยียดเชื้อชาติและการกดขี่ได้อย่างถึงพริกถึงขิง โดยไม่กลัวที่จะนำเสนอความจริงที่โหดร้าย มันทำให้หนังเรื่องนี้มีความหมายมากกว่าแค่หนังบันเทิงทั่วไปครับ

ผมขอแนะนำให้ทุกคนไปหามาดูกันนะครับ ดูแล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้คำชมมากมาย และทำไม เควนติน ทารันติโน่ ถึงเป็นผู้กำกับที่เก่งกาจขนาดนี้ครับ มันคือ Masterpiece อีกเรื่องหนึ่งของวงการหนังจริงๆ ครับ! ใครดูแล้วมาคุยกันได้นะครับ อยากรู้ว่าแต่ละคนรู้สึกยังไงบ้าง!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่