ครม.ไฟเขียว ข้าราชการ-รัฐวิสหกิจ Work From Home ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบริการประชาชน
พร้อมขอความร่วมมือปรับการลดใช้พลังงาน ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ 26-27 องศา ใส่เสื้อแขนสั้น
งดใส่สูท ผูกไท งดเดินทางดูงานต่างประเทศ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า
ที่ประชุม ครม.รับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
ถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย
จึงให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม(Work From Home) ทันที
ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน และงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรม
ในต่างประเทศ โดยให้ใช้วิธีดูงานในประเทศแทน
ขณะที่ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง
ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน
สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงานมีการจัดตั้งศูนย์ Energy ICS ในการติดตาม
สถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน
โดยตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร โดยยังคงต้องพึ่งพา
การนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง
การเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้มีการเสนอมาตรการลดการใช้พลังงาน
ในหน่วยงานภาครัฐ โดยเป็นการเน้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน
ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบไปด้วยการปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม มีการตั้งอุณหภูมิ 26-27 องศา ใส่เสื้อแขนสั้น
งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ
การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น, การใช้ระบบ Energy Saver
สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน, การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้, การลดการ
ใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร การส่งเสริมการประชุมผ่าน
ระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ,
การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม, การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool, การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การ
ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมี
ผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกการใช้ไฟฟ้า
ในการโฆษณาป้ายสินค้า หรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจ ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป
และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบน
ทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ
3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5
จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ
และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
ของประเทศในระยะยาว... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/politics/news-1976237
ครม.ไฟเขียว ข้าราชการ WFH - งดเดินทางดูงาน ตปท.
พร้อมขอความร่วมมือปรับการลดใช้พลังงาน ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ 26-27 องศา ใส่เสื้อแขนสั้น
งดใส่สูท ผูกไท งดเดินทางดูงานต่างประเทศ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า
ที่ประชุม ครม.รับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
ถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย
จึงให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม(Work From Home) ทันที
ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน และงดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรม
ในต่างประเทศ โดยให้ใช้วิธีดูงานในประเทศแทน
ขณะที่ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง
ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน
สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงานมีการจัดตั้งศูนย์ Energy ICS ในการติดตาม
สถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน
โดยตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร โดยยังคงต้องพึ่งพา
การนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง
การเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้มีการเสนอมาตรการลดการใช้พลังงาน
ในหน่วยงานภาครัฐ โดยเป็นการเน้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน
ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบไปด้วยการปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม มีการตั้งอุณหภูมิ 26-27 องศา ใส่เสื้อแขนสั้น
งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ
การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น, การใช้ระบบ Energy Saver
สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน, การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้, การลดการ
ใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร การส่งเสริมการประชุมผ่าน
ระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ,
การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม, การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool, การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การ
ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมี
ผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกการใช้ไฟฟ้า
ในการโฆษณาป้ายสินค้า หรือบริการ ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจ ในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป
และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบน
ทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ
3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5
จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ
และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
ของประเทศในระยะยาว... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/politics/news-1976237