สงครามที่ไม่มีวันจบ: เมื่อเงินล้านล้าน และคลังกระสุนที่ว่างเปล่า อาจทำให้สหรัฐฯ พ่ายแพ้
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านต่อไปโดยไม่มีแผนการจบที่ชัดเจน "ความพ่ายแพ้" ของมหาอำนาจอาจไม่ได้มาจากการแพ้บนสนามรบ แต่มาจาก
"การล่มสลายทางเศรษฐกิจและทรัพยากร" ภายในระยะเวลาที่เร็วกว่าที่คิด
1. วิกฤตคลังแสง: จะสู้ได้อีกกี่วัน?
ข้อมูลจาก CSIS ระบุว่า เพียงแค่
100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธและอุปกรณ์ล้ำสมัยไปแล้วกว่า
2,000 รายการ *
จุดวิกฤต: อาวุธนำวิถีระยะไกลอย่าง
Tomahawk และ
JASSM มีจำนวนจำกัดมาก และสายการผลิตในปัจจุบันไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ทันความต้องการในสงครามเต็มรูปแบบ
การพยากรณ์: หากการปูพรมโจมตีด้วยความเข้มข้นระดับนี้ดำเนินต่อไปเกิน
30-45 วัน สหรัฐฯ จะเริ่มประสบภาวะ "กระสุนหมดคลัง" (Munition Depletion) ซึ่งจะบีบให้ต้องลดระดับการโจมตีลง เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบโต้ได้รุนแรงขึ้น
2. วิกฤตงบประมาณ: พิมพ์เงินจนพัง
จากตัวเลขที่ว่าต้องจ่ายวันละเกือบ
2.8 หมื่นล้านบาท หากสงครามลากยาวไปถึง
3 เดือน (90 วัน) สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินสูงถึง
2.55 ล้านล้านบาท
งบประมาณนอกแผน: เงินจำนวนนี้เกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่ในงบประมาณปกติ รัฐบาลต้องขอกู้เพิ่มในขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในปี 2026 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ
39 ล้านล้านดอลลาร์
จุดตาย: หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง (นโยบาย America First) กองทัพจะขาดสภาพคล่องในการส่งกำลังบำรุงทันที
3. แรงต้านจากภายใน: "ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด"
บทความระบุว่าชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
สงครามที่แพ้ในบ้าน: ประวัติศาสตร์ในเวียดนามและอัฟกานิสถานสอนให้รู้ว่า สหรัฐฯ มักไม่ได้แพ้เพราะทหารสู้ไม่ได้ แต่แพ้เพราะ "ประชาชนไม่เอาด้วย"
โอกาสพ่ายแพ้สูง: หากสงครามลากยาวเกิน
60-90 วัน โดยที่ราคาน้ำมันยังพุ่งไม่หยุดและมีการพิมพ์เงินออกมาจนเงินเฟ้อรุนแรง แรงกดดันจากฐานเสียงจะบังคับให้สหรัฐฯ ต้อง "ถอนตัวแบบเสียหน้า" ซึ่งในทางการเมืองถือเป็นความพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์
บทสรุป: เส้นตายสู่ความพ่ายแพ้
หากสหรัฐฯ ไม่สามารถปิดเกมหรือบีบให้อีกฝ่ายเจรจาได้ภายใน
60 วันแรก โอกาสที่จะ "แพ้สงครามในเชิงยุทธศาสตร์" จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจาก:
อาวุธระดับ High-end เริ่มขาดแคลน
หนี้สาธารณะพุ่งจนกระทบความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์
กระแสต่อต้านสงครามในประเทศรุนแรงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ
"ในสงครามสมัยใหม่ ผู้ที่กระเป๋าฉีกก่อน คือผู้แพ้ที่แท้จริง"
**************************************************************************************************************************
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2918349
สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก
สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)
มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ "ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า" ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้
รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม
นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน "กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก" โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น "จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม" เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง "America First" ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ "สงครามในต่างแดน" ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด
นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ
ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.
สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านต่อไปโดยไม่มีแผนการจบที่ชัดเจน "ความพ่ายแพ้" ของมหาอำนาจอาจไม่ได้มาจากการแพ้บนสนามรบ แต่มาจาก "การล่มสลายทางเศรษฐกิจและทรัพยากร" ภายในระยะเวลาที่เร็วกว่าที่คิด
1. วิกฤตคลังแสง: จะสู้ได้อีกกี่วัน?
ข้อมูลจาก CSIS ระบุว่า เพียงแค่ 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธและอุปกรณ์ล้ำสมัยไปแล้วกว่า 2,000 รายการ * จุดวิกฤต: อาวุธนำวิถีระยะไกลอย่าง Tomahawk และ JASSM มีจำนวนจำกัดมาก และสายการผลิตในปัจจุบันไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ทันความต้องการในสงครามเต็มรูปแบบ
การพยากรณ์: หากการปูพรมโจมตีด้วยความเข้มข้นระดับนี้ดำเนินต่อไปเกิน 30-45 วัน สหรัฐฯ จะเริ่มประสบภาวะ "กระสุนหมดคลัง" (Munition Depletion) ซึ่งจะบีบให้ต้องลดระดับการโจมตีลง เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบโต้ได้รุนแรงขึ้น
2. วิกฤตงบประมาณ: พิมพ์เงินจนพัง
จากตัวเลขที่ว่าต้องจ่ายวันละเกือบ 2.8 หมื่นล้านบาท หากสงครามลากยาวไปถึง 3 เดือน (90 วัน) สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินสูงถึง 2.55 ล้านล้านบาท
งบประมาณนอกแผน: เงินจำนวนนี้เกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่ในงบประมาณปกติ รัฐบาลต้องขอกู้เพิ่มในขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในปี 2026 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์
จุดตาย: หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากแรงกดดันทางการเมือง (นโยบาย America First) กองทัพจะขาดสภาพคล่องในการส่งกำลังบำรุงทันที
3. แรงต้านจากภายใน: "ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด"
บทความระบุว่าชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
สงครามที่แพ้ในบ้าน: ประวัติศาสตร์ในเวียดนามและอัฟกานิสถานสอนให้รู้ว่า สหรัฐฯ มักไม่ได้แพ้เพราะทหารสู้ไม่ได้ แต่แพ้เพราะ "ประชาชนไม่เอาด้วย"
โอกาสพ่ายแพ้สูง: หากสงครามลากยาวเกิน 60-90 วัน โดยที่ราคาน้ำมันยังพุ่งไม่หยุดและมีการพิมพ์เงินออกมาจนเงินเฟ้อรุนแรง แรงกดดันจากฐานเสียงจะบังคับให้สหรัฐฯ ต้อง "ถอนตัวแบบเสียหน้า" ซึ่งในทางการเมืองถือเป็นความพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์
บทสรุป: เส้นตายสู่ความพ่ายแพ้
หากสหรัฐฯ ไม่สามารถปิดเกมหรือบีบให้อีกฝ่ายเจรจาได้ภายใน 60 วันแรก โอกาสที่จะ "แพ้สงครามในเชิงยุทธศาสตร์" จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจาก:
อาวุธระดับ High-end เริ่มขาดแคลน
หนี้สาธารณะพุ่งจนกระทบความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์
กระแสต่อต้านสงครามในประเทศรุนแรงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ
"ในสงครามสมัยใหม่ ผู้ที่กระเป๋าฉีกก่อน คือผู้แพ้ที่แท้จริง"
**************************************************************************************************************************
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2918349
สถาบันวิจัยชี้ สหรัฐฯ แบกค่าใช้จ่ายถล่มอิหร่าน 1.18 แสนล้านบาท ใน 100 ชั่วโมงแรก
สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)
มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ "ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า" ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้
รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม
นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน "กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก" โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น "จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม" เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง "America First" ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ "สงครามในต่างแดน" ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด
นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ
ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.