พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 2 กฎชีววิทยาของผู้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว

กระทู้สนทนา
เมื่อนักพันธุศาสตร์สาวใช้ชีวิตคู่กับบุรุษผู้มีพันธุกรรมอมตะ งานวิจัยของเธอดำดิ่งลึกถึงระดับเซลล์ สู่การทดลองที่ไม่เคยปรากฏในหน้าบันทึกใดมาก่อน--การถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะด้วย 'เลือด' ที่อาจเปลี่ยนนิยามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตลอดกาล

พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics

บทที่ 2 กฎชีววิทยาของผู้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว



       
       รถเก๋งคันเล็กสีเหลือง จอดสนิทอยู่ลานหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับหลุดออกมาจากยุคเรอเนสซองส์

       มินตราเหลือบมองเพื่อนที่นั่งข้างคนขับด้วยความลังเล สายตาเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใย

       “เอวา แกแน่ใจเหรอว่าจะเข้าไปคนเดียว?” เธอถามเสียงเบา ราวกับไม่อยากให้คำถามเพิ่มน้ำหนักในความลังเลของเพื่อน

       เอวาราหันมายิ้มแผ่ว ๆ ก่อนตอบ “ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องเข้าไปแหละ”

       น้ำเสียงของเธอฟังดูมั่นใจ แต่สายตาที่จ้องไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นแฝงด้วยความประหวั่นเล็กน้อย

       มินตราไม่อาจปล่อยความห่วงออกจากใจ เธอถามอีกครั้ง “แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันมาด้วย เขาจะยอมให้แกเข้าไปเหรอ?”

       เอวารายิ้มบาง ๆ พลางเอื้อมมือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ น้ำเสียงเธอเปี่ยมด้วยความปลอบใจ

       “เขาไม่ได้ห้ามฉันพาเพื่อนมา เขาแค่บอกว่าให้ฉันเข้าไปคนเดียว… แกก็นั่งคอยอยู่ในรถนี่แหละ ถ้ามีอะไรฉันจะโทรเข้าเครื่องแก แล้วถ้าฉันไม่ลงมาในหนึ่งชั่วโมง โทรหาตำรวจได้เลย”

       มินตราพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ฉันเตรียมรองเท้าส้นสูงไว้แล้ว… ฟาดไม่เลี้ยงแน่ถ้าแกไม่กลับมา!”

       เอวาราหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเธอเจือไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อความห่วงใยของเพื่อน

       เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นคง แม้ใจยังคงเต้นเร็วด้วยความไม่แน่ใจ สายตาจ้องตรงไปที่คฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นดั่งประตูสู่ความลับที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
 
────୨ৎ────
 
       หน้ามุขคฤหาสน์

       บานประตูไม้โอ๊คโบราณเปิดออก คนรับใช้แต่งกายเรียบหรูด้วยสูทสีเข้ม เขายืนสงบนิ่ง สีหน้าเย็นชา ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เขาเพียงโค้งให้อย่างสุภาพ ก่อนพาเอวาราเดินเข้าไปลึกสู่โถงต้อนรับขนาดใหญ่

       เสียงนาฬิกากลางห้องเดิน ‘ติ๊ก… ติ๊ก…’ ก้องในความเงียบงัน ความเย็นเยียบของบรรยากาศทำให้ทุกย่างก้าวดูหนักหน่วง

       แล้วชายหนุ่มก็ปรากฏตัว เขาสวมชุดอยู่บ้านสีขาวสะอาดตา ใบหน้าผ่อนคลาย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แฝงความลึกลับ

       “คุณมาตรงเวลามาก” เขากล่าว พร้อมรอยยิ้มที่ยากจะอ่าน

       เอวารายิ้มตอบเล็กน้อย แววตาเธอแฝงความระวังในความสุภาพนั้น

       “คนที่อยากรู้ความจริง ก็มักมาตรงเวลาค่ะ”

       หลังจากบทสนทนาเบื้องต้นผ่านไปไม่กี่นาที เอวาราทวงสัญญาของเขาในทันที

       “คุณบอกว่าจะพาฉันไปพบมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์”

       ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนพาเธอเดินเข้าสู่ห้องหนึ่ง

       ภายในห้องนั้น ภาพเขียนสไตล์ไทยโบราณแขวนเรียงรายอยู่ตามผนังอย่างงดงาม แต่ละภาพแสดงบุคคลในชุดโบราณด้วยเครื่องแต่งกายบ่งบอกยุคสมัยอันไกลโพ้น

       สิ่งที่สะดุดใจเอวารามากที่สุด คือใบหน้าของบุคคลในภาพ มันดูเหนือกาลเวลา ราวกับสามารถเป็นได้ทั้งคนโบราณและคนปัจจุบัน
 
────୨ৎ────
 
       ตัดไปที่รถ

       มินตรานั่งเบื่ออยู่ในรถ ฟังเพลง แง้มกระจกรับลมอ่อน พร้อมถอนหายใจอย่างไร้จุดหมาย

       ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผิวปากมาทางรถเธอ เขาหยุด แล้วเอียงคอเล็กน้อย ทำท่าเหมือนเจออะไรน่าสนใจ

       เสียงเคาะกระจกดังเบา ๆ

       มินตราเลื่อนกระจกลงอย่างระวัง พร้อมเอ่ยถาม
 
       “มีอะไรหรือคะ?”

       ชายหนุ่มยิ้มแผ่ว ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม

       “คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?”

       มินตราตอบกลับอย่างไม่ลังเล

       “รอเพื่อนค่ะ… เธอขึ้นไปสัมภาษณ์มนุษย์อมตะ”

       ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ พร้อมเอ่ยอย่างติดตลก

       “มนุษย์อมตะ… หือ?”

       เธอย่นคิ้ว ก่อนถามเสียงเรียบ

       “แล้วคุณล่ะ?”

       ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบ

       “ผมก็มาหาเพื่อนเหมือนกันครับ… เขาอยู่บ้านนี้แหละ”
 
────୨ৎ────
 
       ตัดกลับไปยังคฤหาสน์

       เอวาราเดินดูภาพเขียนที่เรียงรายตามผนังอย่างช้า ๆ จนกระทั่งสายตาของเธอหยุดที่ภาพหนึ่ง ภาพชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายยุคศตวรรษที่ 18 เขานั่งถือดาบ ท่วงท่าดูสง่างามและเต็มไปด้วยอำนาจ

       สิ่งที่ทำให้เธอสะดุดที่สุด คือใบหน้าในภาพ มันช่างละม้ายกับชายหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ

       เธอหันขวับมองเขา พร้อมถามเสียงเบา

       “คุณ… อย่าบอกนะ ว่าคุณก็คือคนในรูป?”

       ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม สายตาเขานิ่งสงบ ราวกับคำตอบทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในนั้นแล้ว
 
────୨ৎ────
 
       ตัดไปที่รถอีกครั้ง

       มินตราหยิบมือถือขึ้นมา รับสายจากเอวารา

       “นี่ยัยมิน… ฉันว่า… ฉันเจอมนุษย์อมตะเข้าแล้วล่ะ”

       มินตราพูดกลับไปทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ

       “ฉันก็ว่า กำลังเจอมนุษย์อมตะอีกคนเหมือนกัน”

       เธอหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่นอกรถ เขากำลังบิดข้อมือของตัวเองจนเสียงดังกร๊อบ จากนั้นจึงบิดข้อไหล่ไปอีกทางอย่างง่ายดาย ราวกับไม่ใช่การเคลื่อนไหวของคนทั่วไป

       ชายหนุ่มมองเธอพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น

       “ใช้เวลาร้อยปีนะครับ กว่าจะทำได้แบบนี้”
 
────୨ৎ────
 
       ตัดกลับไปยังคฤหาสน์

       ชายหนุ่มยืนหันหลังให้เธอ เสียงของเขานุ่มแต่หนักแน่น ราวกับสื่อถึงบางสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด

       “ต่อจากนี้จะเป็นการสัมภาษณ์... มีกฎเหล็กข้อเดียว... ห้ามอัดเสียง”

       เอวาราถอนหายใจเบา ๆ ความเสียดายแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอ

       “คุณกลัวฉันจะเปิดโปงคุณงั้นเหรอ?”

       เขาหันกลับมาเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าดูเรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง

       “ไม่ใช่หรอก... ผมแค่คิดว่าความจริงบางอย่าง… ควรจดจำไว้ในหัวใจ ไม่ใช่ในเครื่องบันทึก”

       เอวาราชะงักไปชั่วขณะ คำพูดของเขาทำให้เธอนิ่งงัน ราวกับถูกสะกดด้วยความลึกลับของประโยคที่เรียบง่ายแต่ก้องกังวาน

       ในใจเธอเต็มไปด้วยคำถาม

       ชายคนนี้เป็นเพียงนักจัดฉากที่กำลังเล่นเกมลวงเธอ… หรือเขาอาจเป็นมากกว่านั้น… มนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ที่แท้จริง?
 
────୨ৎ────

       สัมภาษณ์ครั้งแรก -- ผู้ที่อ้างว่ามีชีวิตนิรันดร์

       “คุณชื่อ?” เอวาราเริ่มต้นด้วยคำถามตรงไปตรงมา สายตาเธอจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มที่นั่งไขว้ขาอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้สัก

       ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ

       “ผมเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย… แต่ถ้าปัจจุบันนี้ ผมใช้ชื่อว่า ‘พันธุกาล’ ”

       เอวาราชะงัก พร้อมเลิกคิ้วสูง

       “หือ... หมายถึง สายสัมพันธ์แห่งกาลเวลาเหรอ?”

       เขาพยักหน้ารับ

       “ครับ... ‘พันธุกาล วาเลนสไตน์’ ”

       ดวงตาของเธอเบิกกว้างทันที

       “ห๊ะ... นามสกุลเดียวกับประเทศวาเลนสไตน์ในยุโรปเลย! โห แค่เริ่มต้นก็น่าสนใจแล้วล่ะ”

       เธอหยิบ iPad ขึ้นมา เปิดแอปโน้ตอย่างรวดเร็ว ก่อนเริ่มจดบันทึกข้อมูลด้วยท่าทีจริงจัง

       “คุณมีอายุกี่ปี?” เธอยิงคำถามถัดไปทันทีโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ

       พันธุกาลยักไหล่เบา ๆ ราวกับคำถามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

       “ผมไม่เคยจำตัวเลขเป๊ะ ๆ หรอกครับ… แต่ประมาณพันปี”

       เอวาราชะงักไปอีกรอบ เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเบ้ ๆ ที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

       “โอเค๊…” เธอลากเสียงยาว ก่อนพูดต่อ

       “แปลว่า เมื่อพันปีก่อน... คุณก็น่าจะอยู่ในยุค...ทวารวดี? หรืออยุธยา? หรือ...คุณเป็นคนไทยรึเปล่าเนี่ย?”

       พันธุกาลหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนตอบ

       “ผมผ่านหลายประเทศ หลายเชื้อชาติครับ เคยเปลี่ยนทั้งภาษา ศาสนา ชื่อ และตัวตน ขึ้นอยู่กับยุคที่อยู่ ผมอาจเคยเป็น ‘คนไทย’ ในยุคหนึ่ง แต่ก็อาจเคยเป็นคนในอีกหลายอารยธรรมด้วย”

       เอวาราพยักหน้า ก่อนยิงคำถามต่อไป

       “งั้น...เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ คุณจำอะไรได้บ้าง?”

       พันธุกาลนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเหม่อผ่านไหล่เธอออกไปยังหน้าต่างที่ล้อมรอบห้อง เหมือนกำลังค้นหาความทรงจำที่ฝังอยู่ในรอยร้าวของกาลเวลา

       “…ความทรงจำมันไม่คงที่หรอกครับ สมองของผมก็เหมือนสมองมนุษย์ทั่วไป ข้อมูลใหม่จะค่อย ๆ ทับข้อมูลเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ความทรงจำบางอย่าง…ผมก็ลืมไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่ ‘ฝังใจ’ … มันยังอยู่

       เอวารารีบจดคำตอบลงใน iPad ก่อนเงยหน้าขึ้นถามอย่างรวดเร็ว

       “มีอะไรที่ฝังใจคุณในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไหม? ที่คุณยังจำได้อยู่?”

       พันธุกาลถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังเปิดกล่องบางอย่างในหัวใจที่ถูกเก็บไว้นาน

       “มีครับ… เรื่องหนึ่ง”

       พันธุกาลนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับจิตใจของเขาล่องลอยย้อนกลับไปยังอดีตที่ไกลแสนไกล แววตาของเขานิ่งสงบ แต่กลับมีเงาแห่งความเงียบงันบางอย่างปกคลุมอยู่ เงานั้นลึกเกินกว่าจะรบกวนได้ แม้กระทั่งเอวารา นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผล

       ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้น

       “ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครในยุคนั้น หรือเคยอยู่ในเมืองหลวงหรือชนบท… แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้ชัด ทั้งสี เสียง… กลิ่น และความรู้สึก”

       เขาเงยหน้ามองเพดานสูงของคฤหาสน์ ดวงตาราวกับมองทะลุสิ่งก่อสร้างตรงหน้า ไปยังท้องฟ้าในอีกยุคหนึ่ง

       “วันนั้น… เป็นวันที่พ่อผมถูกประหาร”

(มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่