เมื่อนักพันธุศาสตร์สาวใช้ชีวิตคู่กับบุรุษผู้มีพันธุกรรมอมตะ งานวิจัยของเธอดำดิ่งลึกถึงระดับเซลล์ สู่การทดลองที่ไม่เคยปรากฏในหน้าบันทึกใดมาก่อน--การถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะด้วย 'เลือด' ที่อาจเปลี่ยนนิยามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตลอดกาล
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics
บทที่ 2 กฎชีววิทยาของผู้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว
รถเก๋งคันเล็กสีเหลือง จอดสนิทอยู่ลานหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับหลุดออกมาจากยุคเรอเนสซองส์
มินตราเหลือบมองเพื่อนที่นั่งข้างคนขับด้วยความลังเล สายตาเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใย
“เอวา แกแน่ใจเหรอว่าจะเข้าไปคนเดียว?” เธอถามเสียงเบา ราวกับไม่อยากให้คำถามเพิ่มน้ำหนักในความลังเลของเพื่อน
เอวาราหันมายิ้มแผ่ว ๆ ก่อนตอบ “ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องเข้าไปแหละ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูมั่นใจ แต่สายตาที่จ้องไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นแฝงด้วยความประหวั่นเล็กน้อย
มินตราไม่อาจปล่อยความห่วงออกจากใจ เธอถามอีกครั้ง “แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันมาด้วย เขาจะยอมให้แกเข้าไปเหรอ?”
เอวารายิ้มบาง ๆ พลางเอื้อมมือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ น้ำเสียงเธอเปี่ยมด้วยความปลอบใจ
“เขาไม่ได้ห้ามฉันพาเพื่อนมา เขาแค่บอกว่าให้ฉันเข้าไปคนเดียว… แกก็นั่งคอยอยู่ในรถนี่แหละ ถ้ามีอะไรฉันจะโทรเข้าเครื่องแก แล้วถ้าฉันไม่ลงมาในหนึ่งชั่วโมง โทรหาตำรวจได้เลย”
มินตราพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ฉันเตรียมรองเท้าส้นสูงไว้แล้ว… ฟาดไม่เลี้ยงแน่ถ้าแกไม่กลับมา!”
เอวาราหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเธอเจือไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อความห่วงใยของเพื่อน
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นคง แม้ใจยังคงเต้นเร็วด้วยความไม่แน่ใจ สายตาจ้องตรงไปที่คฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นดั่งประตูสู่ความลับที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
────୨ৎ────
หน้ามุขคฤหาสน์
บานประตูไม้โอ๊คโบราณเปิดออก คนรับใช้แต่งกายเรียบหรูด้วยสูทสีเข้ม เขายืนสงบนิ่ง สีหน้าเย็นชา ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เขาเพียงโค้งให้อย่างสุภาพ ก่อนพาเอวาราเดินเข้าไปลึกสู่โถงต้อนรับขนาดใหญ่
เสียงนาฬิกากลางห้องเดิน ‘ติ๊ก… ติ๊ก…’ ก้องในความเงียบงัน ความเย็นเยียบของบรรยากาศทำให้ทุกย่างก้าวดูหนักหน่วง
แล้วชายหนุ่มก็ปรากฏตัว เขาสวมชุดอยู่บ้านสีขาวสะอาดตา ใบหน้าผ่อนคลาย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แฝงความลึกลับ
“คุณมาตรงเวลามาก” เขากล่าว พร้อมรอยยิ้มที่ยากจะอ่าน
เอวารายิ้มตอบเล็กน้อย แววตาเธอแฝงความระวังในความสุภาพนั้น
“คนที่อยากรู้ความจริง ก็มักมาตรงเวลาค่ะ”
หลังจากบทสนทนาเบื้องต้นผ่านไปไม่กี่นาที เอวาราทวงสัญญาของเขาในทันที
“คุณบอกว่าจะพาฉันไปพบมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนพาเธอเดินเข้าสู่ห้องหนึ่ง
ภายในห้องนั้น ภาพเขียนสไตล์ไทยโบราณแขวนเรียงรายอยู่ตามผนังอย่างงดงาม แต่ละภาพแสดงบุคคลในชุดโบราณด้วยเครื่องแต่งกายบ่งบอกยุคสมัยอันไกลโพ้น
สิ่งที่สะดุดใจเอวารามากที่สุด คือใบหน้าของบุคคลในภาพ มันดูเหนือกาลเวลา ราวกับสามารถเป็นได้ทั้งคนโบราณและคนปัจจุบัน
────୨ৎ────
ตัดไปที่รถ
มินตรานั่งเบื่ออยู่ในรถ ฟังเพลง แง้มกระจกรับลมอ่อน พร้อมถอนหายใจอย่างไร้จุดหมาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผิวปากมาทางรถเธอ เขาหยุด แล้วเอียงคอเล็กน้อย ทำท่าเหมือนเจออะไรน่าสนใจ
เสียงเคาะกระจกดังเบา ๆ
มินตราเลื่อนกระจกลงอย่างระวัง พร้อมเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือคะ?”
ชายหนุ่มยิ้มแผ่ว ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม
“คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?”
มินตราตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“รอเพื่อนค่ะ… เธอขึ้นไปสัมภาษณ์มนุษย์อมตะ”
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ พร้อมเอ่ยอย่างติดตลก
“มนุษย์อมตะ… หือ?”
เธอย่นคิ้ว ก่อนถามเสียงเรียบ
“แล้วคุณล่ะ?”
ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบ
“ผมก็มาหาเพื่อนเหมือนกันครับ… เขาอยู่บ้านนี้แหละ”
────୨ৎ────
ตัดกลับไปยังคฤหาสน์
เอวาราเดินดูภาพเขียนที่เรียงรายตามผนังอย่างช้า ๆ จนกระทั่งสายตาของเธอหยุดที่ภาพหนึ่ง ภาพชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายยุคศตวรรษที่ 18 เขานั่งถือดาบ ท่วงท่าดูสง่างามและเต็มไปด้วยอำนาจ
สิ่งที่ทำให้เธอสะดุดที่สุด คือใบหน้าในภาพ มันช่างละม้ายกับชายหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ
เธอหันขวับมองเขา พร้อมถามเสียงเบา
“คุณ… อย่าบอกนะ ว่าคุณก็คือคนในรูป?”
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม สายตาเขานิ่งสงบ ราวกับคำตอบทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในนั้นแล้ว
────୨ৎ────
ตัดไปที่รถอีกครั้ง
มินตราหยิบมือถือขึ้นมา รับสายจากเอวารา
“นี่ยัยมิน… ฉันว่า… ฉันเจอมนุษย์อมตะเข้าแล้วล่ะ”
มินตราพูดกลับไปทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“ฉันก็ว่า กำลังเจอมนุษย์อมตะอีกคนเหมือนกัน”
เธอหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่นอกรถ เขากำลังบิดข้อมือของตัวเองจนเสียงดังกร๊อบ จากนั้นจึงบิดข้อไหล่ไปอีกทางอย่างง่ายดาย ราวกับไม่ใช่การเคลื่อนไหวของคนทั่วไป
ชายหนุ่มมองเธอพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“ใช้เวลาร้อยปีนะครับ กว่าจะทำได้แบบนี้”
────୨ৎ────
ตัดกลับไปยังคฤหาสน์
ชายหนุ่มยืนหันหลังให้เธอ เสียงของเขานุ่มแต่หนักแน่น ราวกับสื่อถึงบางสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
“ต่อจากนี้จะเป็นการสัมภาษณ์... มีกฎเหล็กข้อเดียว... ห้ามอัดเสียง”
เอวาราถอนหายใจเบา ๆ ความเสียดายแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอ
“คุณกลัวฉันจะเปิดโปงคุณงั้นเหรอ?”
เขาหันกลับมาเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าดูเรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“ไม่ใช่หรอก... ผมแค่คิดว่าความจริงบางอย่าง… ควรจดจำไว้ในหัวใจ ไม่ใช่ในเครื่องบันทึก”
เอวาราชะงักไปชั่วขณะ คำพูดของเขาทำให้เธอนิ่งงัน ราวกับถูกสะกดด้วยความลึกลับของประโยคที่เรียบง่ายแต่ก้องกังวาน
ในใจเธอเต็มไปด้วยคำถาม
ชายคนนี้เป็นเพียงนักจัดฉากที่กำลังเล่นเกมลวงเธอ… หรือเขาอาจเป็นมากกว่านั้น… มนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ที่แท้จริง?
────୨ৎ────
สัมภาษณ์ครั้งแรก -- ผู้ที่อ้างว่ามีชีวิตนิรันดร์
“คุณชื่อ?” เอวาราเริ่มต้นด้วยคำถามตรงไปตรงมา สายตาเธอจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มที่นั่งไขว้ขาอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้สัก
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ
“ผมเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย… แต่ถ้าปัจจุบันนี้ ผมใช้ชื่อว่า ‘
พันธุกาล’ ”
เอวาราชะงัก พร้อมเลิกคิ้วสูง
“หือ... หมายถึง สายสัมพันธ์แห่งกาลเวลาเหรอ?”
เขาพยักหน้ารับ
“ครับ... ‘
พันธุกาล วาเลนสไตน์’ ”
ดวงตาของเธอเบิกกว้างทันที
“ห๊ะ... นามสกุลเดียวกับประเทศวาเลนสไตน์ในยุโรปเลย! โห แค่เริ่มต้นก็น่าสนใจแล้วล่ะ”
เธอหยิบ
iPad ขึ้นมา เปิดแอปโน้ตอย่างรวดเร็ว ก่อนเริ่มจดบันทึกข้อมูลด้วยท่าทีจริงจัง
“คุณมีอายุกี่ปี?” เธอยิงคำถามถัดไปทันทีโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
พันธุกาลยักไหล่เบา ๆ ราวกับคำถามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
“ผมไม่เคยจำตัวเลขเป๊ะ ๆ หรอกครับ… แต่ประมาณพันปี”
เอวาราชะงักไปอีกรอบ เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเบ้ ๆ ที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“โอเค๊…” เธอลากเสียงยาว ก่อนพูดต่อ
“แปลว่า เมื่อพันปีก่อน... คุณก็น่าจะอยู่ในยุค...ทวารวดี? หรืออยุธยา? หรือ...คุณเป็นคนไทยรึเปล่าเนี่ย?”
พันธุกาลหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนตอบ
“ผมผ่านหลายประเทศ หลายเชื้อชาติครับ เคยเปลี่ยนทั้งภาษา ศาสนา ชื่อ และตัวตน ขึ้นอยู่กับยุคที่อยู่ ผมอาจเคยเป็น ‘คนไทย’ ในยุคหนึ่ง แต่ก็อาจเคยเป็นคนในอีกหลายอารยธรรมด้วย”
เอวาราพยักหน้า ก่อนยิงคำถามต่อไป
“งั้น...เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ คุณจำอะไรได้บ้าง?”
พันธุกาลนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเหม่อผ่านไหล่เธอออกไปยังหน้าต่างที่ล้อมรอบห้อง เหมือนกำลังค้นหาความทรงจำที่ฝังอยู่ในรอยร้าวของกาลเวลา
“
…ความทรงจำมันไม่คงที่หรอกครับ สมองของผมก็เหมือนสมองมนุษย์ทั่วไป ข้อมูลใหม่จะค่อย ๆ ทับข้อมูลเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ความทรงจำบางอย่าง…ผมก็ลืมไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่ ‘ฝังใจ’ … มันยังอยู่”
เอวารารีบจดคำตอบลงใน
iPad ก่อนเงยหน้าขึ้นถามอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรที่ฝังใจคุณในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไหม? ที่คุณยังจำได้อยู่?”
พันธุกาลถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังเปิดกล่องบางอย่างในหัวใจที่ถูกเก็บไว้นาน
“มีครับ… เรื่องหนึ่ง”
พันธุกาลนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับจิตใจของเขาล่องลอยย้อนกลับไปยังอดีตที่ไกลแสนไกล แววตาของเขานิ่งสงบ แต่กลับมีเงาแห่งความเงียบงันบางอย่างปกคลุมอยู่ เงานั้นลึกเกินกว่าจะรบกวนได้ แม้กระทั่งเอวารา นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผล
ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้น
“ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครในยุคนั้น หรือเคยอยู่ในเมืองหลวงหรือชนบท… แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้ชัด ทั้งสี เสียง… กลิ่น และความรู้สึก”
เขาเงยหน้ามองเพดานสูงของคฤหาสน์ ดวงตาราวกับมองทะลุสิ่งก่อสร้างตรงหน้า ไปยังท้องฟ้าในอีกยุคหนึ่ง
“วันนั้น… เป็นวันที่พ่อผมถูกประหาร”
(มีต่อ)
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 2 กฎชีววิทยาของผู้มีคู่ได้เพียงหนึ่งเดียว
รถเก๋งคันเล็กสีเหลือง จอดสนิทอยู่ลานหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับหลุดออกมาจากยุคเรอเนสซองส์
มินตราเหลือบมองเพื่อนที่นั่งข้างคนขับด้วยความลังเล สายตาเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใย
“เอวา แกแน่ใจเหรอว่าจะเข้าไปคนเดียว?” เธอถามเสียงเบา ราวกับไม่อยากให้คำถามเพิ่มน้ำหนักในความลังเลของเพื่อน
เอวาราหันมายิ้มแผ่ว ๆ ก่อนตอบ “ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องเข้าไปแหละ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูมั่นใจ แต่สายตาที่จ้องไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่นั้นแฝงด้วยความประหวั่นเล็กน้อย
มินตราไม่อาจปล่อยความห่วงออกจากใจ เธอถามอีกครั้ง “แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันมาด้วย เขาจะยอมให้แกเข้าไปเหรอ?”
เอวารายิ้มบาง ๆ พลางเอื้อมมือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ น้ำเสียงเธอเปี่ยมด้วยความปลอบใจ
“เขาไม่ได้ห้ามฉันพาเพื่อนมา เขาแค่บอกว่าให้ฉันเข้าไปคนเดียว… แกก็นั่งคอยอยู่ในรถนี่แหละ ถ้ามีอะไรฉันจะโทรเข้าเครื่องแก แล้วถ้าฉันไม่ลงมาในหนึ่งชั่วโมง โทรหาตำรวจได้เลย”
มินตราพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ แต่ยังคงขมวดคิ้วด้วยความกังวล “ฉันเตรียมรองเท้าส้นสูงไว้แล้ว… ฟาดไม่เลี้ยงแน่ถ้าแกไม่กลับมา!”
เอวาราหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเธอเจือไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อความห่วงใยของเพื่อน
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนเปิดประตูลงจากรถ ก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นคง แม้ใจยังคงเต้นเร็วด้วยความไม่แน่ใจ สายตาจ้องตรงไปที่คฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นดั่งประตูสู่ความลับที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย
หน้ามุขคฤหาสน์
บานประตูไม้โอ๊คโบราณเปิดออก คนรับใช้แต่งกายเรียบหรูด้วยสูทสีเข้ม เขายืนสงบนิ่ง สีหน้าเย็นชา ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เขาเพียงโค้งให้อย่างสุภาพ ก่อนพาเอวาราเดินเข้าไปลึกสู่โถงต้อนรับขนาดใหญ่
เสียงนาฬิกากลางห้องเดิน ‘ติ๊ก… ติ๊ก…’ ก้องในความเงียบงัน ความเย็นเยียบของบรรยากาศทำให้ทุกย่างก้าวดูหนักหน่วง
แล้วชายหนุ่มก็ปรากฏตัว เขาสวมชุดอยู่บ้านสีขาวสะอาดตา ใบหน้าผ่อนคลาย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แฝงความลึกลับ
“คุณมาตรงเวลามาก” เขากล่าว พร้อมรอยยิ้มที่ยากจะอ่าน
เอวารายิ้มตอบเล็กน้อย แววตาเธอแฝงความระวังในความสุภาพนั้น
“คนที่อยากรู้ความจริง ก็มักมาตรงเวลาค่ะ”
หลังจากบทสนทนาเบื้องต้นผ่านไปไม่กี่นาที เอวาราทวงสัญญาของเขาในทันที
“คุณบอกว่าจะพาฉันไปพบมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนพาเธอเดินเข้าสู่ห้องหนึ่ง
ภายในห้องนั้น ภาพเขียนสไตล์ไทยโบราณแขวนเรียงรายอยู่ตามผนังอย่างงดงาม แต่ละภาพแสดงบุคคลในชุดโบราณด้วยเครื่องแต่งกายบ่งบอกยุคสมัยอันไกลโพ้น
สิ่งที่สะดุดใจเอวารามากที่สุด คือใบหน้าของบุคคลในภาพ มันดูเหนือกาลเวลา ราวกับสามารถเป็นได้ทั้งคนโบราณและคนปัจจุบัน
ตัดไปที่รถ
มินตรานั่งเบื่ออยู่ในรถ ฟังเพลง แง้มกระจกรับลมอ่อน พร้อมถอนหายใจอย่างไร้จุดหมาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผิวปากมาทางรถเธอ เขาหยุด แล้วเอียงคอเล็กน้อย ทำท่าเหมือนเจออะไรน่าสนใจ
เสียงเคาะกระจกดังเบา ๆ
มินตราเลื่อนกระจกลงอย่างระวัง พร้อมเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือคะ?”
ชายหนุ่มยิ้มแผ่ว ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม
“คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?”
มินตราตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“รอเพื่อนค่ะ… เธอขึ้นไปสัมภาษณ์มนุษย์อมตะ”
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ พร้อมเอ่ยอย่างติดตลก
“มนุษย์อมตะ… หือ?”
เธอย่นคิ้ว ก่อนถามเสียงเรียบ
“แล้วคุณล่ะ?”
ชายหนุ่มยิ้มพลางตอบ
“ผมก็มาหาเพื่อนเหมือนกันครับ… เขาอยู่บ้านนี้แหละ”
ตัดกลับไปยังคฤหาสน์
เอวาราเดินดูภาพเขียนที่เรียงรายตามผนังอย่างช้า ๆ จนกระทั่งสายตาของเธอหยุดที่ภาพหนึ่ง ภาพชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายยุคศตวรรษที่ 18 เขานั่งถือดาบ ท่วงท่าดูสง่างามและเต็มไปด้วยอำนาจ
สิ่งที่ทำให้เธอสะดุดที่สุด คือใบหน้าในภาพ มันช่างละม้ายกับชายหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ
เธอหันขวับมองเขา พร้อมถามเสียงเบา
“คุณ… อย่าบอกนะ ว่าคุณก็คือคนในรูป?”
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม สายตาเขานิ่งสงบ ราวกับคำตอบทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในนั้นแล้ว
ตัดไปที่รถอีกครั้ง
มินตราหยิบมือถือขึ้นมา รับสายจากเอวารา
“นี่ยัยมิน… ฉันว่า… ฉันเจอมนุษย์อมตะเข้าแล้วล่ะ”
มินตราพูดกลับไปทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“ฉันก็ว่า กำลังเจอมนุษย์อมตะอีกคนเหมือนกัน”
เธอหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่นอกรถ เขากำลังบิดข้อมือของตัวเองจนเสียงดังกร๊อบ จากนั้นจึงบิดข้อไหล่ไปอีกทางอย่างง่ายดาย ราวกับไม่ใช่การเคลื่อนไหวของคนทั่วไป
ชายหนุ่มมองเธอพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น
“ใช้เวลาร้อยปีนะครับ กว่าจะทำได้แบบนี้”
ตัดกลับไปยังคฤหาสน์
ชายหนุ่มยืนหันหลังให้เธอ เสียงของเขานุ่มแต่หนักแน่น ราวกับสื่อถึงบางสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
“ต่อจากนี้จะเป็นการสัมภาษณ์... มีกฎเหล็กข้อเดียว... ห้ามอัดเสียง”
เอวาราถอนหายใจเบา ๆ ความเสียดายแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอ
“คุณกลัวฉันจะเปิดโปงคุณงั้นเหรอ?”
เขาหันกลับมาเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าดูเรียบง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“ไม่ใช่หรอก... ผมแค่คิดว่าความจริงบางอย่าง… ควรจดจำไว้ในหัวใจ ไม่ใช่ในเครื่องบันทึก”
เอวาราชะงักไปชั่วขณะ คำพูดของเขาทำให้เธอนิ่งงัน ราวกับถูกสะกดด้วยความลึกลับของประโยคที่เรียบง่ายแต่ก้องกังวาน
ในใจเธอเต็มไปด้วยคำถาม
ชายคนนี้เป็นเพียงนักจัดฉากที่กำลังเล่นเกมลวงเธอ… หรือเขาอาจเป็นมากกว่านั้น… มนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ที่แท้จริง?
สัมภาษณ์ครั้งแรก -- ผู้ที่อ้างว่ามีชีวิตนิรันดร์
“คุณชื่อ?” เอวาราเริ่มต้นด้วยคำถามตรงไปตรงมา สายตาเธอจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มที่นั่งไขว้ขาอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้สัก
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ
“ผมเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย… แต่ถ้าปัจจุบันนี้ ผมใช้ชื่อว่า ‘พันธุกาล’ ”
เอวาราชะงัก พร้อมเลิกคิ้วสูง
“หือ... หมายถึง สายสัมพันธ์แห่งกาลเวลาเหรอ?”
เขาพยักหน้ารับ
“ครับ... ‘พันธุกาล วาเลนสไตน์’ ”
ดวงตาของเธอเบิกกว้างทันที
“ห๊ะ... นามสกุลเดียวกับประเทศวาเลนสไตน์ในยุโรปเลย! โห แค่เริ่มต้นก็น่าสนใจแล้วล่ะ”
เธอหยิบ iPad ขึ้นมา เปิดแอปโน้ตอย่างรวดเร็ว ก่อนเริ่มจดบันทึกข้อมูลด้วยท่าทีจริงจัง
“คุณมีอายุกี่ปี?” เธอยิงคำถามถัดไปทันทีโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
พันธุกาลยักไหล่เบา ๆ ราวกับคำถามนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
“ผมไม่เคยจำตัวเลขเป๊ะ ๆ หรอกครับ… แต่ประมาณพันปี”
เอวาราชะงักไปอีกรอบ เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเบ้ ๆ ที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“โอเค๊…” เธอลากเสียงยาว ก่อนพูดต่อ
“แปลว่า เมื่อพันปีก่อน... คุณก็น่าจะอยู่ในยุค...ทวารวดี? หรืออยุธยา? หรือ...คุณเป็นคนไทยรึเปล่าเนี่ย?”
พันธุกาลหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนตอบ
“ผมผ่านหลายประเทศ หลายเชื้อชาติครับ เคยเปลี่ยนทั้งภาษา ศาสนา ชื่อ และตัวตน ขึ้นอยู่กับยุคที่อยู่ ผมอาจเคยเป็น ‘คนไทย’ ในยุคหนึ่ง แต่ก็อาจเคยเป็นคนในอีกหลายอารยธรรมด้วย”
เอวาราพยักหน้า ก่อนยิงคำถามต่อไป
“งั้น...เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ คุณจำอะไรได้บ้าง?”
พันธุกาลนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเหม่อผ่านไหล่เธอออกไปยังหน้าต่างที่ล้อมรอบห้อง เหมือนกำลังค้นหาความทรงจำที่ฝังอยู่ในรอยร้าวของกาลเวลา
“…ความทรงจำมันไม่คงที่หรอกครับ สมองของผมก็เหมือนสมองมนุษย์ทั่วไป ข้อมูลใหม่จะค่อย ๆ ทับข้อมูลเก่าที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ความทรงจำบางอย่าง…ผมก็ลืมไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่ ‘ฝังใจ’ … มันยังอยู่”
เอวารารีบจดคำตอบลงใน iPad ก่อนเงยหน้าขึ้นถามอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรที่ฝังใจคุณในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไหม? ที่คุณยังจำได้อยู่?”
พันธุกาลถอนหายใจเบา ๆ น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังเปิดกล่องบางอย่างในหัวใจที่ถูกเก็บไว้นาน
“มีครับ… เรื่องหนึ่ง”
พันธุกาลนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับจิตใจของเขาล่องลอยย้อนกลับไปยังอดีตที่ไกลแสนไกล แววตาของเขานิ่งสงบ แต่กลับมีเงาแห่งความเงียบงันบางอย่างปกคลุมอยู่ เงานั้นลึกเกินกว่าจะรบกวนได้ แม้กระทั่งเอวารา นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผล
ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้น
“ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใครในยุคนั้น หรือเคยอยู่ในเมืองหลวงหรือชนบท… แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้ชัด ทั้งสี เสียง… กลิ่น และความรู้สึก”
เขาเงยหน้ามองเพดานสูงของคฤหาสน์ ดวงตาราวกับมองทะลุสิ่งก่อสร้างตรงหน้า ไปยังท้องฟ้าในอีกยุคหนึ่ง
“วันนั้น… เป็นวันที่พ่อผมถูกประหาร”
(มีต่อ)