📌📌📌
คำพิพากษาศาลฎีกาที่3307/2567
นาง ณ.(โจทก์)
สำนักงานประกันสังคม (จำเลย)
เรื่องจริงจากคดีศาลแรงงาน ที่คนทำงานทุกคนควรรู้
1/
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน
เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว **181 เดือน**
อายุเกิน **55 ปี**
และออกจากงานในเดือนธันวาคม **2556**
ตามกฎหมาย
เธอมีสิทธิได้รับ **เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
2/
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม
เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า
> ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ
> ให้สมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39** แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน
> เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น
เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น
3/
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
และส่งเงินสมทบต่ออีก **5 ปีเต็ม (60 เดือน)**
เมื่อครบระยะเวลา
เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า
เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
4/
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที
เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ
อยู่ที่ **13,222 บาท**
ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด **20% ของค่าจ้างเฉลี่ย**
เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ
**2,644 บาทต่อเดือน**
และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี
บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ
**3,636 บาทต่อเดือน**
5/
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า
การคำนวณต้องใช้ฐาน(4,800)ของ
**ผู้ประกันตนมาตรา 39**
ทำให้เงินบำนาญของเธอ
**ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง**
จากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท
เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท
6/
เธอจึงยื่นอุทธรณ์
แต่ **คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์**
เธอจึงต้องตัดสินใจ
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน
7/
คดีนี้ต้องผ่านถึง
• ศาลแรงงานภาค 1
• ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า **5 ปี**
8/
ศาลวินิจฉัยว่า
สิทธิรับบำนาญของเธอ **เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
เพราะเธอ
✔ อายุเกิน 55 ปี
✔ ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
✔ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย
9/
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป
แต่เป็นเพียง
**การเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต**เท่านั้น
10/
ศาลจึงสั่งว่า
เธอมีสิทธิได้รับบำนาญ
• เดือนละ **2,644 บาท** ตั้งแต่ ม.ค. 2557
• และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน
บำนาญต้องเพิ่มเป็น
**3,636.05 บาทต่อเดือน**
11/
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม
และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่
ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ
12/
ลองคิดดู
ถ้าเธอ **ไม่สู้คดี**
เธออาจต้องรับเงินบำนาญ
เพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
ตลอดชีวิตหลังเกษียณ
13/
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญมาก
เพราะมันสะท้อนว่า
• การตีความกฎหมายของหน่วยงานรัฐ
อาจทำให้ประชาชนเสียสิทธิได้
• ผู้ประกันตนจำนวนมาก
อาจไม่รู้สิทธิของตัวเอง
• และบางครั้ง
การได้ความเป็นธรรม
ต้องใช้เวลา **กว่า 5 ปี และผ่าน 3 ศาล**
14/
เงินบำนาญไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากรัฐ
แต่มันคือ
**เงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน**
คำถามสำคัญคือ
ยังมีผู้ประกันตนอีกกี่คน
ที่อาจกำลังได้รับบำนาญ **น้อยกว่าที่ควรได้**
เพียงเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง
#ประกันสังคม
#ฎีกาแรงงาน
#บำนาญ
เพจ Ultraman Prasopsuk
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26314740151471680&id=100000871619016&http_ref=eyJ0cyI6MTc3Mjk3MjgyMjAwMCwiciI6IiJ9
ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญครึ่งเดียว ถ้าไม่สู้ศาล 5 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่3307/2567
นาง ณ.(โจทก์)
สำนักงานประกันสังคม (จำเลย)
เรื่องจริงจากคดีศาลแรงงาน ที่คนทำงานทุกคนควรรู้
1/
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน
เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว **181 เดือน**
อายุเกิน **55 ปี**
และออกจากงานในเดือนธันวาคม **2556**
ตามกฎหมาย
เธอมีสิทธิได้รับ **เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
2/
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม
เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า
> ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ
> ให้สมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39** แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน
> เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น
เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น
3/
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
และส่งเงินสมทบต่ออีก **5 ปีเต็ม (60 เดือน)**
เมื่อครบระยะเวลา
เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า
เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
4/
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที
เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ
อยู่ที่ **13,222 บาท**
ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด **20% ของค่าจ้างเฉลี่ย**
เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ
**2,644 บาทต่อเดือน**
และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี
บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ
**3,636 บาทต่อเดือน**
5/
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า
การคำนวณต้องใช้ฐาน(4,800)ของ
**ผู้ประกันตนมาตรา 39**
ทำให้เงินบำนาญของเธอ
**ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง**
จากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท
เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท
6/
เธอจึงยื่นอุทธรณ์
แต่ **คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์**
เธอจึงต้องตัดสินใจ
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน
7/
คดีนี้ต้องผ่านถึง
• ศาลแรงงานภาค 1
• ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า **5 ปี**
8/
ศาลวินิจฉัยว่า
สิทธิรับบำนาญของเธอ **เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
เพราะเธอ
✔ อายุเกิน 55 ปี
✔ ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
✔ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย
9/
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป
แต่เป็นเพียง
**การเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต**เท่านั้น
10/
ศาลจึงสั่งว่า
เธอมีสิทธิได้รับบำนาญ
• เดือนละ **2,644 บาท** ตั้งแต่ ม.ค. 2557
• และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน
บำนาญต้องเพิ่มเป็น
**3,636.05 บาทต่อเดือน**
11/
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม
และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่
ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ
12/
ลองคิดดู
ถ้าเธอ **ไม่สู้คดี**
เธออาจต้องรับเงินบำนาญ
เพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
ตลอดชีวิตหลังเกษียณ
13/
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญมาก
เพราะมันสะท้อนว่า
• การตีความกฎหมายของหน่วยงานรัฐ
อาจทำให้ประชาชนเสียสิทธิได้
• ผู้ประกันตนจำนวนมาก
อาจไม่รู้สิทธิของตัวเอง
• และบางครั้ง
การได้ความเป็นธรรม
ต้องใช้เวลา **กว่า 5 ปี และผ่าน 3 ศาล**
14/
เงินบำนาญไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากรัฐ
แต่มันคือ
**เงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน**
คำถามสำคัญคือ
ยังมีผู้ประกันตนอีกกี่คน
ที่อาจกำลังได้รับบำนาญ **น้อยกว่าที่ควรได้**
เพียงเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง
#ประกันสังคม
#ฎีกาแรงงาน
#บำนาญ
เพจ Ultraman Prasopsuk
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้