แน่นอนว่าหนึ่งในสวัสดิการที่ดีที่สุดของข้าราชการ ก็คือ
“สิทธิเบิกจ่ายตรง” ซึ่งเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งของตัวเองไปจนถึงพ่อแม่ บุตร และคู่สมรส แถมยังครอบคลุมไปจนถึงหลังเกษียณอายุด้วย
สิ่งนี้เป็นเหมือนตาข่ายรองรับ ที่ทำให้คนเป็นข้าราชการส่วนใหญ่รู้สึกอุ่นใจ และมักคิดว่าไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพให้เปลืองเงิน
แต่ในความเป็นจริง ตาข่ายที่ว่านี้ อาจไม่ได้แข็งแรงจนรองรับได้ทุกความเสี่ยงอย่างที่คิด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
แล้วคนที่เป็นข้าราชการ จะเสริมแกร่งตาข่ายนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1HFsN6V2G4/?mibextid=wwXIfr
สถิติจากกรมบัญชีกลางระบุว่า งบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงขึ้นทุกปี
ซึ่งแม้แต่รัฐบาลเองก็ยังประเมินค่าใช้จ่ายต่ำเกินไป โดยในปีงบประมาณ 2567 มียอดเบิกจ่าย 106,557 ล้านบาท จากงบที่ตั้งไว้เพียง 7.6 หมื่นล้านบาท
เมื่อบวกกับดัชนีเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี หรือก็คือ ค่ายา ค่ารักษาต่าง ๆ จะแพงขึ้น
แถมประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นั่นหมายถึงว่าสิทธิการรักษาของข้าราชการที่ครอบคลุมถึงช่วงหลังเกษียณ อาจถูกเบิกใช้มากขึ้นเช่นกัน
เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจของบ้านเราที่ยังไม่สู้ดี
และรัฐบาลอาจหารายได้มาอุดค่าใช้จ่ายไม่ทัน
การควบคุมค่าใช้จ่าย จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อให้สิทธิการดูแลโดยส่วนใหญ่ยังสามารถเดินหน้าคุ้มครองข้าราชการในระบบต่อไปได้
แต่เมื่อลองไปดูข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ายารักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ระบุความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญมาก และชี้ให้เห็นว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายได้เริ่มขึ้นมานานแล้ว และอาจเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
ความจริงที่ว่าคือ “สิทธิเบิกได้” ไม่ได้แปลว่า “เบิกได้ทั้งหมด”
นั่นก็เพราะยาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีราคาสูง ไปจนถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ มักจะมีการกำหนดเพดานราคาเอาไว้
สมมติว่า ยารักษามะเร็งชุดละ 13,000 บาท แต่กรมบัญชีกลางกำหนดอัตราเบิกจ่ายไว้ที่ 5,000 บาท
นั่นแปลว่า ส่วนต่าง 8,000 บาท คือเงินที่คนไข้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง หรือที่เรียกว่า Co-Payment
ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายทางการเงิน ที่ข้าราชการหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน..
ลองนึกภาพดูว่าทำงานเก็บเงินมาจนถึงอายุ 58 ปี และกำลังนับถอยหลังสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข
จนกระทั่งวันหนึ่ง พบความผิดปกติและผลสุดท้ายคือป่วยด้วยโรคมะเร็ง
แน่นอนว่ามีสิทธิการรักษาของข้าราชการรองรับ แต่อย่างไรก็ตาม สิทธินั้น อาจไม่ครอบคลุมถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีกว่า
และเมื่อเห็นตัวเลขประเมินค่าใช้จ่ายเพื่อค่ายาที่ดีและได้ผล บวกกับค่าเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เมื่อหักลบส่วนที่เบิกได้ตามเกณฑ์แล้ว
ส่วนต่างที่ต้องจ่าย โดยรวมแล้วอาจมากถึงหลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านบาท
คำถามคือ สำหรับข้าราชการใกล้เกษียณ จะเอาเงินมาจากไหนเพื่อเป็นค่ารักษา
จากที่ฝันว่าจะเกษียณอย่างสุขสบาย กลายเป็นต้องมานั่งเครียดเรื่องค่าใช้จ่าย ในวันที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด
เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงช่องว่างทางการเงินของระบบสวัสดิการ ซึ่งมักมีข้อจำกัดหลายอย่าง
และถ้าหากไม่อยากให้เงินบำนาญ หรือเงินก้อนสหกรณ์ ที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ต้องละลายไปกับ “ส่วนต่างการรักษา” นี้
การแบ่งเงินเพียงเสี้ยวหนึ่ง เพื่อมาถ่ายโอนความเสี่ยงออกจากชีวิต ก็อาจเป็นเรื่องคุ้มค่า
หนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ที่น่าสนใจคือ “ประกันมะเร็งเงินล้าน” จาก ลงทุนแมน PROTECT x TISCO Insure
โดยความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์นี้ คือการออกแบบมาเพื่อปิดช่องโหว่ทางการเงินโดยเฉพาะ
1. โมเดล “เจอปุ๊บจ่ายปั๊บ” รับเงินก้อนทันที 500,000 บาท หากตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง
ซึ่งข้อดีของเงินก้อนคือ “ความยืดหยุ่น” โดยเราสามารถนำเงินนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายไหนก็ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ในช่วงที่ต้องหยุดงานรักษาตัว
และยังมีการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากโรคมะเร็ง เช่น ค่าผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายแสง สูงสุดถึง 1,000,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองเพิ่มเติม หากตรวจเจอ “มะเร็งเฉพาะเพศ” เช่น ต่อมลูกหมาก, เต้านม, ปากมดลูก
ก็จะได้รับเงินเพิ่ม Top-Up อีกต่างหาก
2. แก้ Pain Point เรื่อง “เบี้ยเพิ่มตามอายุ” เพราะปกติแล้ว ประกันสุขภาพนั้น หากเรายิ่งแก่ เบี้ยจะยิ่งแพงแบบก้าวกระโดด
แต่สำหรับประกันมะเร็งเงินล้านนี้ “เบี้ยคงที่” ตั้งแต่เริ่มทำประกันภัย ไม่เพิ่มตามอายุที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้เราวางแผนการเงินระยะยาวได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าตอนเกษียณจะไม่มีเงินจ่ายเบี้ย
3. เข้าถึงง่าย ด้วยต้นทุนหลักสิบบาท โดยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงวันละไม่ถึง 14 บาท ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการคุ้มครองความมั่งคั่งหลักล้านบาท
และที่สำคัญ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงแค่ตอบคำถามสุขภาพสั้น ๆ 5 ข้อ ก็สามารถสมัครได้เลย
จะเห็นว่า แม้สิทธิข้าราชการจะเป็นฐานที่มั่นคง แต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่เราอาจไม่ทันได้เตรียมรับมือ
เพราะสิทธิคือสิ่งที่ให้ฟรี
แต่ของฟรีที่ได้ ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความมั่นคงของชีวิต
ดังนั้นการเสริมแกร่งตาข่ายเพื่อมาอุดรอยรั่วตรงนี้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ใช้ชีวิตได้ดี ทั้งก่อนและหลังเกษียณ..
“ส่วนต่างสวัสดิการรัฐ” อาจทำให้สิทธิเบิกจ่ายตรงของข้าราชการ ไม่เพียงพอ /โดย ลงทุนแมน
“สิทธิเบิกจ่ายตรง” ซึ่งเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินค่ารักษาพยาบาล ทั้งของตัวเองไปจนถึงพ่อแม่ บุตร และคู่สมรส แถมยังครอบคลุมไปจนถึงหลังเกษียณอายุด้วย
สิ่งนี้เป็นเหมือนตาข่ายรองรับ ที่ทำให้คนเป็นข้าราชการส่วนใหญ่รู้สึกอุ่นใจ และมักคิดว่าไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพให้เปลืองเงิน
แต่ในความเป็นจริง ตาข่ายที่ว่านี้ อาจไม่ได้แข็งแรงจนรองรับได้ทุกความเสี่ยงอย่างที่คิด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
แล้วคนที่เป็นข้าราชการ จะเสริมแกร่งตาข่ายนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1HFsN6V2G4/?mibextid=wwXIfr
สถิติจากกรมบัญชีกลางระบุว่า งบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงขึ้นทุกปี
ซึ่งแม้แต่รัฐบาลเองก็ยังประเมินค่าใช้จ่ายต่ำเกินไป โดยในปีงบประมาณ 2567 มียอดเบิกจ่าย 106,557 ล้านบาท จากงบที่ตั้งไว้เพียง 7.6 หมื่นล้านบาท
เมื่อบวกกับดัชนีเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุก ๆ ปี หรือก็คือ ค่ายา ค่ารักษาต่าง ๆ จะแพงขึ้น
แถมประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นั่นหมายถึงว่าสิทธิการรักษาของข้าราชการที่ครอบคลุมถึงช่วงหลังเกษียณ อาจถูกเบิกใช้มากขึ้นเช่นกัน
เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจของบ้านเราที่ยังไม่สู้ดี
และรัฐบาลอาจหารายได้มาอุดค่าใช้จ่ายไม่ทัน
การควบคุมค่าใช้จ่าย จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อให้สิทธิการดูแลโดยส่วนใหญ่ยังสามารถเดินหน้าคุ้มครองข้าราชการในระบบต่อไปได้
แต่เมื่อลองไปดูข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ายารักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ระบุความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญมาก และชี้ให้เห็นว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายได้เริ่มขึ้นมานานแล้ว และอาจเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
ความจริงที่ว่าคือ “สิทธิเบิกได้” ไม่ได้แปลว่า “เบิกได้ทั้งหมด”
นั่นก็เพราะยาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีราคาสูง ไปจนถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ มักจะมีการกำหนดเพดานราคาเอาไว้
สมมติว่า ยารักษามะเร็งชุดละ 13,000 บาท แต่กรมบัญชีกลางกำหนดอัตราเบิกจ่ายไว้ที่ 5,000 บาท
นั่นแปลว่า ส่วนต่าง 8,000 บาท คือเงินที่คนไข้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง หรือที่เรียกว่า Co-Payment
ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายทางการเงิน ที่ข้าราชการหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน..
ลองนึกภาพดูว่าทำงานเก็บเงินมาจนถึงอายุ 58 ปี และกำลังนับถอยหลังสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข
จนกระทั่งวันหนึ่ง พบความผิดปกติและผลสุดท้ายคือป่วยด้วยโรคมะเร็ง
แน่นอนว่ามีสิทธิการรักษาของข้าราชการรองรับ แต่อย่างไรก็ตาม สิทธินั้น อาจไม่ครอบคลุมถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีกว่า
และเมื่อเห็นตัวเลขประเมินค่าใช้จ่ายเพื่อค่ายาที่ดีและได้ผล บวกกับค่าเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เมื่อหักลบส่วนที่เบิกได้ตามเกณฑ์แล้ว
ส่วนต่างที่ต้องจ่าย โดยรวมแล้วอาจมากถึงหลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านบาท
คำถามคือ สำหรับข้าราชการใกล้เกษียณ จะเอาเงินมาจากไหนเพื่อเป็นค่ารักษา
จากที่ฝันว่าจะเกษียณอย่างสุขสบาย กลายเป็นต้องมานั่งเครียดเรื่องค่าใช้จ่าย ในวันที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด
เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงช่องว่างทางการเงินของระบบสวัสดิการ ซึ่งมักมีข้อจำกัดหลายอย่าง
และถ้าหากไม่อยากให้เงินบำนาญ หรือเงินก้อนสหกรณ์ ที่เก็บสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ต้องละลายไปกับ “ส่วนต่างการรักษา” นี้
การแบ่งเงินเพียงเสี้ยวหนึ่ง เพื่อมาถ่ายโอนความเสี่ยงออกจากชีวิต ก็อาจเป็นเรื่องคุ้มค่า
หนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ที่น่าสนใจคือ “ประกันมะเร็งเงินล้าน” จาก ลงทุนแมน PROTECT x TISCO Insure
โดยความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์นี้ คือการออกแบบมาเพื่อปิดช่องโหว่ทางการเงินโดยเฉพาะ
1. โมเดล “เจอปุ๊บจ่ายปั๊บ” รับเงินก้อนทันที 500,000 บาท หากตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง
ซึ่งข้อดีของเงินก้อนคือ “ความยืดหยุ่น” โดยเราสามารถนำเงินนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายไหนก็ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ในช่วงที่ต้องหยุดงานรักษาตัว
และยังมีการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากโรคมะเร็ง เช่น ค่าผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายแสง สูงสุดถึง 1,000,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองเพิ่มเติม หากตรวจเจอ “มะเร็งเฉพาะเพศ” เช่น ต่อมลูกหมาก, เต้านม, ปากมดลูก
ก็จะได้รับเงินเพิ่ม Top-Up อีกต่างหาก
2. แก้ Pain Point เรื่อง “เบี้ยเพิ่มตามอายุ” เพราะปกติแล้ว ประกันสุขภาพนั้น หากเรายิ่งแก่ เบี้ยจะยิ่งแพงแบบก้าวกระโดด
แต่สำหรับประกันมะเร็งเงินล้านนี้ “เบี้ยคงที่” ตั้งแต่เริ่มทำประกันภัย ไม่เพิ่มตามอายุที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้เราวางแผนการเงินระยะยาวได้ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าตอนเกษียณจะไม่มีเงินจ่ายเบี้ย
3. เข้าถึงง่าย ด้วยต้นทุนหลักสิบบาท โดยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงวันละไม่ถึง 14 บาท ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการคุ้มครองความมั่งคั่งหลักล้านบาท
และที่สำคัญ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงแค่ตอบคำถามสุขภาพสั้น ๆ 5 ข้อ ก็สามารถสมัครได้เลย
จะเห็นว่า แม้สิทธิข้าราชการจะเป็นฐานที่มั่นคง แต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่เราอาจไม่ทันได้เตรียมรับมือ
เพราะสิทธิคือสิ่งที่ให้ฟรี
แต่ของฟรีที่ได้ ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความมั่นคงของชีวิต
ดังนั้นการเสริมแกร่งตาข่ายเพื่อมาอุดรอยรั่วตรงนี้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ใช้ชีวิตได้ดี ทั้งก่อนและหลังเกษียณ..