Compagnia Autocarrata Tedesca กองร้อยยานยนต์เยอรมันใต้ร่มธงอิตาลีในแอฟริกาตะวันออก (WW2)

กระทู้สนทนา
เมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารเยอรมันในสมรภูมิแอฟริกาช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพจำส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่ "แอฟริกาคอร์ปส" (Afrika Korps) ของจอมพลรอมเมลในแอฟริกาเหนือ ทว่าลึกลงไปในดินแดนแอฟริกาตะวันออก กลับมีหน่วยรบขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการก่อตั้งและฉากจบอันน่าเหลือเชื่อ นั่นคือ "Compagnia autocarrata tedesca" (ภาษาเยอรมัน: Deutsche Motorisierte Kompanie) หรือ กองร้อยยานยนต์เยอรมันซึ่งถูกบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ในฐานะ "หน่วยทหารเยอรมันเพียงหน่วยเดียว" ที่ต่อสู้ภายใต้สังกัดกองทัพบกราชอาณาจักรอิตาลี (Regio Esercito)








จากผู้ลี้ภัยสู่แนวหน้า

จุดกำเนิดของกองร้อยนี้ไม่ได้มาจากการวางแผนทางยุทธศาสตร์ แต่เกิดจากสภาวะจำยอม เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเปิดฉากขึ้น เรือพาณิชย์ของเยอรมนีหลายลำที่กำลังแล่นอยู่ในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย ถูกตัดขาดและตกเป็นเป้าหมายของกองทัพเรืออังกฤษ พวกเขาจึงต้องนำเรือเข้าหลบภัยในท่าเรือของแอฟริกาตะวันออกของอิตาลี (Italian East Africa) เช่น ท่าเรือมัสซาวาและอัสซับ นอกจากนี้ยังมีพลเรือนชาวเยอรมันอีกราว 150 คนที่อพยพหนีการกวาดล้างออกจากเคนยาและแทนกันยีกา (พื้นที่ของอังกฤษ) โดยอาศัยเรือโดยสารอิตาลีชื่อ Piave เข้ามาสมทบ
ในตอนแรก อิตาลียังคงวางตัวเป็นกลาง ชาวเยอรมันเหล่านี้จึงถูกกักบริเวณในฐานะผู้ลี้ภัย แต่เมื่ออิตาลีประกาศสงครามเคียงข้างเยอรมนีในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 สถานะของพวกเขาก็เปลี่ยนไป กงสุลเยอรมันในกรุงแอดดิสอาบาบาได้อนุญาตให้อาสาสมัครที่มีประสบการณ์ทางทหารเข้าร่วมรบได้ทันที


สัญลักษณ์แห่งการผสมผสาน

ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 กองร้อยยานยนต์เยอรมันได้ถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองแอสมารา (Asmara) ประเทศเอริเทรีย แม้อาสาสมัครกว่า 160 ชีวิตจะเป็นเพียงกะลาสีเรือและพลเรือนที่แทบไม่มีประสบการณ์การรบภาคพื้นดิน แต่พวกเขาก็ได้รับการฝึกฝนและกล่าวคำปฏิญาณตนต่อกษัตริย์แห่งอิตาลี

ความโดดเด่นของหน่วยนี้คือการผสมผสานอัตลักษณ์ของสองชาติ พวกเขาสวมเครื่องแบบทหารอาณานิคมของอิตาลีสีกากี ใช้อาวุธของอิตาลีทั้งหมด (เช่น ปืนเล็กยาว Carcano, ปืนกลเบา Breda 30, ปืนกลหนัก Schwarzlose และรถหุ้มเกราะดัดแปลง) แต่ประดับเครื่องหมายสวัสติกะของนาซีเยอรมันบนอินทรธนูสีขาวขอบแดง (แทนที่ดาวทหารของอิตาลี), บนหมวกกันแดด และสวมปลอกแขนสีแดงรูปสวัสติกะที่แขนซ้าย
พลโท ลุยจิ ฟรุสซี (Luigi Frusci) ผู้ว่าการเอริเทรีย ได้มอบธงประจำหน่วยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้านหนึ่งเป็นธงชาติอิตาลี ส่วนอีกด้านเป็นธงสวัสติกะเยอรมัน โดยยอดเสาธงประดับด้วยสัญลักษณ์ขวานฟาสซิสต์ (Fasces) คู่กับสวัสติกะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นพันธมิตร
สู่สมรภูมิเดือด กองร้อยนี้จัดกำลังออกเป็น 2 หมวดปืนเล็กยาว และ 1 หมวดปืนกล ภายใต้การนำของร้อยโท กุสตาฟ ฮาเมล (Oberleutnant Gustav Hamel) ทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาเป็นร้อยตรี ไฮนซ์ แวร์เนอร์ ชมิดท์ (Leutnant Heinz Werner Schmidt)
ช่วงกลางเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 พวกเขาได้รับคำสั่งให้ออกรบเป็นครั้งแรกบริเวณชายแดนซูดาน และมีส่วนร่วมในการยึดเมืองคาสซาลา (Kassala) แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน กองกำลังจักรวรรดิบริติชเริ่มตีโต้กลับอย่างหนักในเดือนมกราคม ค.ศ. 1941 กองร้อยเยอรมันต้องรับหน้าที่อันตรายที่สุด นั่นคือการเป็น "กองระวังหลัง" คอยคุ้มกันการล่าถอยของกองทัพอิตาลี พวกเขาต้องปะทะกับศัตรูในสมรภูมิสำคัญอย่างเมืองอากอร์ดัต (Agordat) และยุทธการที่เคเรน (Battle of Keren) อันดุเดือด โดยต้องสูญเสียกำลังพลไปถึง 39 นายระหว่างการสู้รบเพื่อถอยร่นกลับไปยังแอสมารา


ฉากสุดท้ายและการหลบหนีข้ามทวีป

จุดจบของกองร้อยยานยนต์เยอรมันเดินทางมาถึงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ท่ามกลางความพ่ายแพ้อย่างเบ็ดเสร็จของกองทัพอิตาลีในภูมิภาคนี้ ทหารเยอรมันที่เหลือรอดเพียงราว 20 นาย ได้ถอยร่นไปตั้งด่านร่วมรบเฮือกสุดท้ายที่ยอดเขาอัมบา อาลากี (Amba Alagi) พร้อมกับ ดยุกแห่งออสตา อุปราชแห่งแอฟริกาตะวันออกของอิตาลีจนกระทั่งถูกบีบให้ยอมจำนน

อย่างไรก็ตามมีทหารเยอรมันบางส่วนที่ปฏิเสธการตกเป็นเชลยพวกเขาหาทางกลับไปยังท่าเรือมัสซาวาและลักลอบขึ้นเรือพาณิชย์เยอรมันเพื่อพยายามฝ่าวงล้อมการปิดล้อมทางทะเลออกไป นอกจากนี้ ตามบันทึกของผู้บังคับกองร้อยอย่างชมิดท์ มีอาสาสมัครชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งที่สามารถหลบหนีขึ้นเรือดำน้ำของอิตาลีทั้ง 4 ลำที่จอดอยู่ในท่าเรือ และรอนแรมฝ่าอันตรายข้ามมหาสมุทรแอฟริกากลับไปยังฐานทัพเรือดำน้ำ BETASOM ที่เมืองบอร์กโดซ์ (Bordeaux) ประเทศฝรั่งเศสได้อย่างปาฏิหาริย์ ปิดตำนานกองกำลังลูกผสมที่แปลกประหลาดที่สุดหน่วยหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องราวของพวกเขาหลังจากหนีรอดไปถึงฝรั่งเศสได้นั้น ถือเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากครับ แม้จะไม่มีบันทึกรายบุคคลที่ตีแผ่ชะตากรรมของทหารทุกคนอย่างละเอียด แต่จากหลักฐานแวดล้อมและบันทึกความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ เราสามารถปะติดปะต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้ดังนี้

รอดชีวิตจากการเดินทางสุดหฤโหด

ทหารเยอรมันกลุ่มนี้โดยสารไปกับเรือดำน้ำอิตาลี 4 ลำ ได้แก่ Perla, Archimede, Guglielmotti และ Galileo Ferraris พวกเขาต้องรอนแรมหนีการไล่ล่าของอังกฤษออกจากทะเลแดง อ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกาและฝ่ามหาสมุทรแอตแลนติกมาถึงฐานทัพเรือดำน้ำ BETASOM ที่เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส (ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การยึดครองของนาซีเยอรมนี) ในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ซึ่งใช้เวลาเดินทางยาวนานกว่า 2 เดือนเต็ม

คืนสู่มาตุภูมิและกองทัพไรช์ที่สาม

เมื่อเท้าแตะแผ่นดินฝรั่งเศส สถานะของพวกเขาในฐานะ "ทหารต่างด้าวในกองทัพอิตาลี" ก็สิ้นสุดลง กองทัพเยอรมันได้รับตัวพวกเขากลับเข้าสู่ระบบของตนเองทันที โดยมีการคัดแยกตามความสามารถและภูมิหลังดั้งเดิม

กลับสู่ท้องทะเล อาสาสมัครจำนวนมากที่เดิมทีเป็นลูกเรือพาณิชย์กะลาสีเรือได้รับการบรรจุเข้าสู่กองทัพเรือเยอรมัน (Kriegsmarine) ทันทีหลายคนถูกส่งไปประจำการในเรืออู (U-boat) เพื่อทำสงครามใต้น้ำต่อไปเนื่องจากมีความคุ้นเคยกับการเดินเรือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หวนคืนสู่สมรภูมิแอฟริกา ทหารบางส่วนที่มีประสบการณ์รบภาคพื้นดินในเอริเทรียถูกโอนย้ายไปยังกองทัพบก (Wehrmacht) และมีความเป็นไปได้สูงมากที่คนกลุ่มนี้จะถูกส่งไปสมทบกับ "แอฟริกาคอร์ปส" (Afrika Korps) ในสมรภูมิแอฟริกาเหนือเนื่องจากกองทัพเยอรมันในเวลานั้นต้องการกำลังพลที่คุ้นเคยกับสภาพอากาศและภูมิประเทศอันโหดร้ายของแอฟริกาอย่างมาก

หลักฐานชิ้นสำคัญจากอดีตผู้บังคับบัญชา

ข้อมูลที่ยืนยันว่ามีทหารกลุ่มนี้รอดชีวิตไปถึงบอร์กโดซ์ได้สำเร็จมาจากบันทึกความทรงจำชื่อ "With Rommel in the Desert" (ตีพิมพ์ปี 1951) ซึ่งเขียนโดย ไฮนซ์ แวร์เนอร์ ชมิดท์ (Heinz Werner Schmidt) อดีตผู้บังคับกองร้อยหน่วยนี้นั่นเองโดยตัวชมิดท์เองหลังจากผ่านสมรภูมิแอฟริกาตะวันออกก็ได้ไปรับหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิทของจอมพลรอมเมลท้ายที่สุดแม้รายชื่อของทหารกลุ่มนี้จะถูกกลืนหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกแต่การหลบหนีข้ามทวีปด้วยเรือดำน้ำของพวกเขาก็ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความทรหดที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่

https://it.wikipedia.org/wiki/Compagnia_autocarrata_tedesca

https://en.wikipedia.org/wiki/German_Motorized_Company

https://www.ilcornodafrica.it/la-deutsche-motorisierte-kompanie-ovvero-i-tedeschi-che-combatterono-nel-regio-esercito-in-eritrea/

https://www.reddit.com/r/ww2/comments/1rksb9b/germans_serving_in_the_italian_army_under_italian/










โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่