ผู้ชายที่บอกว่า ‘เชื่อในตัวฉันนะ’ คือคนเดียวกับที่ทำให้ต้องตัดสินใจเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

กระทู้สนทนา
อยากขอใช้พื้นที่เล่าเรื่องความรักเรื่องหนึ่งในชีวิต เรื่องที่แม้ตอนจบจะไม่ได้สวยงาม แต่ก็เป็นความรักที่ยังคงมีความหมายมากจนถึงวันนี้นะคะ


เรื่องนี้เริ่มต้นจากแอปหาคู่แอปหนึ่ง คือเรามีแอปหาคู่ติดมือถือไว้แต่แทบไม่เคยเข้าไปเช็กข้อความเลย วันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อยู่ ๆ เราก็เปิดเข้าไปดูและในนั้น…ก็เจอข้อความของเค้า


เราทำความรู้จักกันไม่กี่ประโยคหลังจากนั้นเราก็แลก Instagram กัน แต่เค้าใช้แอคหลุมนะ😅 ไม่มีแม้แต่รูปโปรไฟล์ เรายังจำได้ว่าตอนนั้นก็แอบคิดเหมือนกันว่า คนอะไรลึกลับขนาดนี้ แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อกว่านั้นคือ เราคุยกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง เย็นวันนั้นเราก็นัดเจอกันเลย ปกติเราไม่ใช่คนแบบนั้นเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันนั้นถึงกล้าขนาดนั้น


แต่พอได้เจอเค้าตัวจริง เราตกหลุมรักเค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเลยล่ะค่ะ5555 ทั้งๆที่เค้าไม่ใช่สเปกเราเลย ความรู้สึกแบบนั้น ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต


ผู้ชายคนนั้นเป็นคนฮ่องกง เป็นคนเปิดเผย เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ต่างจากตัวเราเองที่เป็นคนค่อนข้างเงียบและพูดไม่เก่ง แต่กลับคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนรู้จักกันมานาน


แต่เจอกันแค่เพียงเวลาสั้นๆนะคะ อีกวันเค้าก็กลับฮ่องกงไป แล้วเราก็แทบไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จนวันหนึ่งเค้าก็ทักมาหาเราอีกครั้ง เค้าบอกว่าเขากำลังจะมาเที่ยวกรุงเทพฯและอยากให้เราพาไปเที่ยวเพราะครั้งนี้เค้ามาเที่ยวคนเดียว


แต่การได้เจอเค้าครั้งนี้เค้าดูแปลกไปจากเดิม เค้าดูเงียบลง ดูเศร้ากว่าครั้งแรกที่เราเจอกัน เลยตัดสินใจถามเค้า เค้าก็ตอบมาตรงๆนะว่าเพิ่งเลิกกับแฟนที่ฮ่องกงมา😅 สุดท้ายทริปนั้นก็เลยกลายเป็นเหมือนทริปย้อมใจให้เค้าค่ะ555555


เราใช้เวลาด้วยกันในทริป 1 สัปดาห์นั้น เราสร้างความทรงจำด้วยกันมากกว่าที่คิด ได้ลองทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยลอง เล่นเป็นเด็กๆทั้งๆที่ก็อายุไม่น้อยกันแล้ว555 แต่นั่นก็ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น


แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์จริงจัง เพราะเขาเพิ่งเลิกกับแฟน และตัวเองก็ยังกลัวความรักจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
จนกระทั่งคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะบินกลับฮ่องกง เขาบอกว่ารู้สึกหวั่นไหว และคิดว่าตัวเองน่าจะตกหลุมรักเราแล้ว


ตอนนั้นความรู้สึกสับสนไปหมดเลยค่ะ ทั้งดีใจ ทั้งเขิน แต่ก็กลัวการมีความรักก็เลยตอบเค้าไปว่ายังไม่พร้อมจะมีแฟนตอนนี้ เค้าก็บอกว่าเค้าไม่ได้รีบจะเอาคำตอบจากเราตอนนี้ เค้าแค่รู้สึกอยากจะบอกความรู้สึกที่เค้ามีกับเราตรงๆไว้ แต่เค้ารับรองได้เลยว่า เค้าจะไม่ทำให้เราเจ็บเหมือนที่ผ่านมา ตอนนั้นเรายังลังเลอยู่มาก


จนถึงตอนที่เราไปส่งเค้าที่สนามบินก่อนจะแยกกัน เค้าหันมาพูดเพียงประโยคเดียว

“เชื่อในตัวฉันนะ”

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน จากคนที่ลังเลอยู่ก่อนหน้านั้น เรากลับเชื่อคำพูดของเค้าเหมือนลูกหมาน้อยที่เชื่อฟังเจ้าของเลยค่ะ55555555 แต่ก็คิดว่าหลังจากเค้ากลับไปแล้ว ระยะทางคงทำให้ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ จางหาย


ในวันเดียวกับที่ส่งเค้ากลับประเทศ เราต้องไปธุระที่เกาะสมุยเหมือนกัน แต่เราไม่มีสมาธิเลยในหัวของเรามีแต่เรื่องของเขา😂แล้วเสียงในหัวก็คอยบอกให้เรารีบกลับกรุงเทพฯจนเราแพ้เสียงในหัว รีบจัดการทุกอย่างแล้วบินกลับทันที🤣แต่พยายามอดใจไม่ทักหาเค้านะ แบบยังมีอีโก้อยู่ เธอไม่ทักฉันก็ไม่ทัก5555


คืนนั้นเรากลับถึงบ้านที่กรุงเทพฯ ตอนตีสองพอดี จู่ๆเค้าก็วิดีโอคอลมาหา เค้าบอกว่าเค้าหยุดคิดถึงเราไม่ได้เลย อยากกรี้ดอัดหมอนดังๆ เรากำลังรู้สึกเหมือนกัน ในเวลาเดียวกัน >\\\\< ก็เลยแกล้งแซวไปว่าถ้าคิดถึงก็บินกลับมาหาสิ(ไม่คิดว่าเค้าจะทำจริงหรอก) แต่ปรากฏว่าเค้าจองตั๋วเครื่องบินทันทีเลย😂 แถมเลือกไฟลต์ที่เร็วที่สุดด้วยนะ55555555


สรุปเราจากกันได้เพียงหนึ่งวัน ก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง และความสัมพันธ์ของเราก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ


ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ความสัมพันธ์ของเราดีมาโดยตลอด เขาพาไปรู้จักครอบครัว เพื่อน และผู้คนในชีวิตของเขา ส่วนเขาก็ได้รู้จักครอบครัวและชีวิตของเราที่เมืองไทย


ที่ผ่านมา คนอื่นมักจะเป็นฝ่ายเอาใจเราเสมอ แต่กับเค้า เรากลับอยากเป็นฝ่ายรักเขาให้มากที่สุด แบบที่ “ตั้งใจรัก” อยากทำให้เขามีความสุข อยากเป็นคนให้มากกว่ารับ ชอบทุกอย่างที่เป็นเค้า


แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยรำคาญ อย่างเสียงกรนเมื่อก่อนเกลียดมากเลยนะ แต่พอเป็นเสียงกรนของเค้า มันกลับทำให้เราหลับสบายมาก😆


ไม่จำเป็นต้องไปกินร้านอาหารหรู ๆ เลย ต่อให้เป็นร้านข้างทางถ้าได้กินด้วยกัน ทุกอย่างก็ดูอร่อยไปหมด แต่สิ่งที่ชอบที่สุดก็สเต็กที่เขาทำให้กิน


ไม่ได้อยากได้ของขวัญราคาแพง แค่ตุ๊กตาแมวตัวเล็กๆแขนขายาวยาวแปลกๆ ก็ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวันแล้ว


ไม่มีรถ เดินทางด้วยรถเมล์ก็ได้ ชอบเวลาที่เอนหัวพิงไหล่เขาแล้วจับมือเค้าตลอดการเดินทางมาก


หรือโมเม้นตอนที่ได้ยืนกอดเค้าบนรถไฟฟ้าก็ดีเหมือนกัน ชอบมากด้วยเพราะความสูงของเรามันอยู่ระดับอกเค้าพอดีทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจเค้า ได้ฟังเพลินๆไปตลอดทาง😆😆


ถ้าไม่ไกลเกินไป แค่ได้เดินเล่นด้วยกัน คุยกันไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว ความสุขตอนนั้น เรียบง่ายกว่าที่เคยคิดไว้มากเลย จนถึงวันนี้เวลานึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นก็ยังทำให้ยิ้มได้เสมอ


ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีใช่มั้ยล่ะคะ
แต่แล้ววันหนึ่ง เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

เราตั้งครรภ์ ทั้งที่มีการฉีดยาคุมกำเนิดทุก 3 เดือน

“ผมยังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคน”
เป็นคำพูดแรกที่ออกจากปากของเค้าทันทีที่เราบอกกับเค้าเรื่องนี้


เราพยายามคุยกัน พยายามหาทางออกให้เรื่องนี้ จนเริ่มนำไปสู่การทะเลาะกันเพราะความคิดที่ต่างกัน จากที่เคยเข้าใจกันมาตลอด มันเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘ทำไมเธอไม่เข้าใจฉันบ้าง’ ในทั้งสองฝ่าย


จริงๆแล้วเราก็เข้าใจเค้านะคะ เค้ายังเป็นนักศึกษา

คำว่า "ไม่พร้อม" สำหรับเค้ามันไม่ได้หมายถึงแค่พร้อมทางใจ แต่หมายถึงยังไม่มีงานที่มั่นคง ไม่มีเงินเก็บสำหรับการดูแล 3 ชีวิต โดยเฉพาะการที่เค้าเป็นชาวฮ่องกง หนึ่งในเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก และแรงกดดันมากมายทางสังคมในฐานะผู้นำครอบครัว ทำให้มุมมองของเค้าและเราเองก็ต่างกันในเรื่องนี้

มีคำกล่าวในฮ่องกงว่า "การเลี้ยงลูกหนึ่งคนจนโตต้องใช้เงินถึง 4-6 ล้านฮ่องกงดอลล่าร์" (หลายสิบล้านบาท) ทำให้คนวัยสร้างตัวรู้สึกว่าการมีลูกคือภาระทางการเงินที่แบกไม่ไหวหากยังไม่มีงานที่มั่นคง


“ผมกลัวว่าผมจะเป็นพ่อที่ดีไม่ได้ ผมดูแลเค้าให้ดีไม่ได้ ผมไม่อยากให้คุณต้องมาลำบาก”

เค้าบอกเราทั้งน้ำตาทั้งๆที่โดยปกติเค้าไม่ใช่ผู้ชายเจ้าน้ำตาเลย


เราพยายามบอกเค้านะคะ เราสู้ด้วยกันก็ได้ ถึงจะท้องแต่เราก็ยังทำงานไหวนะ เราค่อยๆสร้างค่อยๆเก็บไปด้วยกันก็ได้ แต่ถึงจะพูดไปแบบนั้นเค้าก็ดูยังกังวลมากและไม่กล้าที่จะตัดสินใจ


เวลายังเดินต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่เด็กในท้องก็โตขึ้นทุกวัน บอกตามตรงเราเองก็ใจไม่แข็งพอจริงๆที่จะเอาเด็กคนนี้ออกเหมือนกัน

บรรยากาศระหว่างเรามันเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด ‘ไม่มีรอยยิ้มและความสุข‘ ให้กันเลย… มันเจ็บปวดนะคะ กับการที่ต้องเห็นคนที่เราตั้งใจรักและพยายามรักษารอยยิ้มของเค้ามาโดยตลอด แต่ในวันนี้เค้ากลับเคลียดและเป็นทุกข์… เพราะเรา


เค้าไม่ได้หนีหายไปไหน ยังคอยติดต่อเราตลอด แต่ความลังเลและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเค้า เรารู้ดีว่าเค้ามีความฝันและความตั้งใจสำหรับแผนในอนาคตหลังเรียนจบไว้ยังไงบ้าง และการที่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ก็ไม่ใช่ผลดีต่อลูกในท้องเราเช่นกัน

พอมานั่งตกตะกอนทางความคิดและความรู้สึกดูแล้ว… เราถอยออกมาดูแลรักษาจิตใจของเราและลูกก่อนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


การรอคำตอบที่ยังไม่ชัดเจนไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว เราจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้นเองค่ะ

ไม่ใช่เพราะหมดรัก

แต่เพราะบางครั้ง ความรักเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน


แม้ตอนจบของเรื่องนี้จะไม่ใช่ตอนจบที่สวยงาม แต่ก็ไม่เคยเสียใจที่ได้รู้จักและได้รักเขาเลยค่ะ


อย่างน้อย ความรักครั้งนั้นก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่มีความหมายจริง ๆ
และเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะเกิดมาในโลกใบนี้ ก็เกิดขึ้นจากความรักที่เคยมีอยู่จริง


ความเศร้าที่เรารู้สึกอยู่ในตอนนี้ เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่า
ความรักที่เคยมีและความทุ่มเทที่เคยให้ไปนั้น มันเป็นเรื่องจริง

อย่างน้อย เราก็เคยได้สัมผัสความรู้สึกของการอยากรักใครสักคนอย่างตั้งใจ แล้วก็ได้ค้นพบว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถรักใครสักคนได้ลึกซึ้งขนาดนี้เลย หลายคนบอกให้เราลืมความทรงจำเหล่านี้ไปเถอะ แต่เราจะไม่พยายามลืมมันนะคะ เพราะทำไม่ได้แน่ๆ555

เราไม่ได้รอให้เขากลับมาอยู่กับเราและลูกหรอกนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ อีกหลายปีข้างหน้า หรือจะอีก 20 ปีหลังจากนี้

เพราะคนที่เรารัก คือเค้าคนที่อยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่เค้าคนที่ลังเลกับการมีเราและลูกในชีวิตของเค้าในตอนนี้😊
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่