เมื่อนักพันธุศาสตร์สาวใช้ชีวิตคู่กับบุรุษผู้มีพันธุกรรมอมตะ งานวิจัยของเธอดำดิ่งลึกถึงระดับเซลล์ สู่การทดลองที่ไม่เคยปรากฏในหน้าบันทึกใดมาก่อน--การถ่ายทอดพันธุกรรมอมตะด้วย 'เลือด' ที่อาจเปลี่ยนนิยามของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตลอดกาล
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | Eternal Love Genetics
บทที่ 1 พันธุกรรมที่ไม่ยอมจำนนต่อเทโลเมียร์
“...พันธุกรรม คือแผนที่ชีวิต… และทุกชีวิตล้วนมีจุดจบ แต่ในบันทึกบางหน้าของประวัติศาสตร์ รวมถึงดีเอ็นเอบางสายพันธุ์ที่เราเพิ่งค้นพบ มีบางสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมสลายตามกาลเวลา…
”
ดร.เอวารา เกนธร นักพันธุศาสตร์สาววัย 30 ปี ยืนเด่นบนเวที
DET Talk เธอกดรีโมทในมือ แสดงภาพโครงสร้าง
DNA ขนาดใหญ่ที่ฉายบนจอด้านหลังของเวที
“มีความผิดปกติบางประการในลำดับเบสของ
DNA ชุดนี้… มันไม่เสื่อมสลาย ไม่ถดถอย และไม่ยอมจำนนต่อกลไกของ
เทโลเมียร์ 1...”
เธอหยุดชั่วครู่ พลางมองไปยังผู้ฟังในห้องที่นั่งนิ่งรอฟังคำอธิบาย
“เราเรียกมันว่า
สายพันธุ์นิรันดร์ กลุ่มมนุษย์ที่ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย... และพวกเขา… อาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา”
คนทั้งห้องเงียบกริบ ราวกับถูกดึงเข้าสู่มิติใหม่ของการค้นพบ
“บางคนเรียกมันว่าเรื่องแต่ง บางคนเรียกมันว่า ‘เทพนิยาย’ ... แต่ฉัน ในฐานะนักพันธุศาสตร์ เชื่อว่า ทุกตำนานล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความจริง”
ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังกลั้นหายใจฟังด้วยความตื่นตะลึง
ชายหนุ่มในเงามืดของอัฒจรรย์ กลับนั่งนิ่ง เงียบ และแน่วแน่
ราวกับรู้จักเรื่องที่เธอกำลังพูดดีกว่าใครทั้งหมด
สัญญาณบางอย่างเริ่มกระตุ้นในตัวเขา
ความรู้สึกที่ชัดเจนจนเขาแทบไม่อาจทนได้…
มันเหมือนกับสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าเมื่อนานมาแล้ว
“รักนิรันดร์” รักที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต กับคนเพียงคนเดียว
และเขาเพิ่งจะรู้…
ว่ามันเกิดขึ้นแล้ววันนี้… กับเธอ
────୨ৎ────
เมื่อการพูดของเธอจบลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องจากผู้ฟังทั้งห้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความชื่นชมในคำบรรยายของเธอ
หลังจากช่วงถาม-ตอบที่เข้มข้นสิ้นสุดลง
ดร.เอวารา เดินลงจากเวทีด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง
ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่ล้อมรอบเวที พร้อมเสียงพูดคุยอื้ออึงรอบตัว เธอตัดสินใจเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ เพื่อสัมผัสความสงบและสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก
บรรยากาศภายในห้องนั้นยังคงร้อนแรง เสียงอภิปรายจาก
Speaker คนต่อไปที่เข้มข้น และพลังที่พลุ่งพล่านจากผู้ชมยังคงดังก้อง
ชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินตามเธอออกมา เขามีท่าทางนิ่งสงบและดูมั่นคง
ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะต้องเกิด
“คุณพูดได้ดีมากเลยครับ” ชายหนุ่มเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เอวาราหันไปมองเขา เธอยิ้มรับเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ คุณ...สนใจหัวข้อนี้เหรอคะ?”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลึกลับ
“สิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ที่อาจเดินปะปนกับพวกเรา… เป็นเรื่องที่คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ”
เอวารามองเขาด้วยสายตาแฝงความฉงน
“คุณพูดเหมือนกับว่า คุณเคยเจอพวกเขามาแล้ว อย่างนั้นเหรอคะ?”
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างมั่นใจ
“ถ้าคุณต้องการรู้จักมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ตัวจริง… ผมก็ยินดีพาคุณไปพบ”
เธอยิ้มเล็กน้อย แต่ขมวดคิ้วในเวลาเดียวกัน
“คุณหมายความว่าอะไร? คุณจะพาฉันไปเจอมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์จริง ๆ เหรอ? ฉันยังไม่แน่ใจว่าคุณพูดจริงหรือเปล่า หรือแค่กำลังหลอกฉันอยู่”
ชายหนุ่มยังคงยิ้มตอบ น้ำเสียงหนักแน่นของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ผมรับรองได้ว่า คุณจะไม่ผิดหวัง... และคุณจะได้รู้ความจริง”
ในใจของเอวารา แม้เต็มไปด้วยความสงสัย แต่นี่คือโอกาสที่เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อน โอกาสที่จะได้พิสูจน์ทฤษฎีที่เธออุทิศชีวิตให้
เธอสบตาเขานิ่ง ค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น สายตาของเขามั่นคงและอ่อนโยนเกินกว่าคำกล่าวอ้างใด ๆ
เธอเบือนสายตาไปชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับแรงปรารถนาของวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ในตัวเธอ ก่อนเสียงหนักแน่นจะเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ
“โอเค… ฉันจะไปกับคุณ”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลับ
“แต่มีข้อแม้ว่า… จะมีเพียงคุณเท่านั้นที่ได้พบเขา เพราะนี่คือเรื่องลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน”
คำพูดของชายหนุ่ม ยิ่งปลุกเร้าความตื่นเต้นและความสงสัยให้พลุ่งพล่านในใจของเธอ
สถานที่ที่เขาอ้างว่าจะพาไป คือบ้านหลังหนึ่งที่เธอไม่สามารถบอกใครได้ พิกัดถูกส่งตรงเข้าเครื่องของเธออย่างเงียบ ๆ หลังจากที่ได้แลกเบอร์กัน
────୨ৎ────
เมื่อกลับถึงบ้าน เอวาราตัดสินใจหยิบโทรศัพท์และโทรหา
มินตรา เพื่อนสนิททันที เธอรู้สึกว่าต้องเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง
“แกก็เชื่อเขาง่าย ๆ งั้นเหรอ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” มินตราโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวงและสงสัย
“มิจฉาชีพชัด ๆ! อะไรจะมีมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์อยู่จริง ๆ ทำไมถึงไปพบเจอได้ง่ายขนาดนั้น?”
เอวารายิ้มเจื่อน ๆ พร้อมตอบเสียงเบา
“ก็จริงของแกนะยัยมิน แต่ยังไงฉันก็อยากลองดู… ลองไปดูด้วยกันเถอะนะ”
เสียงถอนหายใจอย่างแรงดังลอดเข้ามาในสาย ก่อนตามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มอ่อนลง
“แกจะไปจริงดิ เอวา... แกจะเชื่อผู้ชายที่เจอแค่สิบห้านาที แถมยังไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ! ให้แค่เบอร์โทร แล้วบอกว่าจะพาไปเจอมนุษย์อมตะ? เอาจริง ฉันว่าแกดูหนังไซไฟมากไปแล้วแน่ ๆ… แต่ช่างเหอะ ถ้าแกจะไป ฉันจะไปเป็นเพื่อนก็ได้!"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงที่แฝงความเด็ดเดี่ยวดังขึ้น
“เพราะถ้าฉันเจอมิจฉาชีพ ฉันจะฟาดมันด้วยรองเท้าส้นสูงของฉันเองเนี่ยแหละ!”
เอวาราหัวเราะออกมาเบา ๆ ความดีใจแทรกผ่านความกังวลในใจของเธอ
“
ดีมาก! เราไปด้วยกัน แล้วจะรู้ว่ามันจริงหรือแค่หลอกลวง!”
เชิงอรรถ
1. ^ เทโลเมียร์ (Telomere) คือส่วนปลายของโครโมโซมที่ทำหน้าที่เหมือนปลอกพลาสติกเล็ก ๆ ที่หุ้มปลายเชือกรองเท้า มันช่วยกันไม่ให้สาย DNA เสื่อมสลายหรือพันกันยุ่งระหว่างที่เซลล์แบ่งตัว แต่ทุกครั้งที่เซลล์แบ่ง เทโลเมียร์จะสั้นลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ไม่สามารถปกป้อง DNA ได้อีกต่อไป นั่นคือหนึ่งในสัญญาณว่าชีวิตของเซลล์กำลังเดินทางเข้าสู่ "ความแก่ชรา"
⏩ ตอนต่อไป ⏩
พันธุกรรมรักนิรันดร์ | บทที่ 1 พันธุกรรมที่ไม่ยอมจำนนต่อเทโลเมียร์
“...พันธุกรรม คือแผนที่ชีวิต… และทุกชีวิตล้วนมีจุดจบ แต่ในบันทึกบางหน้าของประวัติศาสตร์ รวมถึงดีเอ็นเอบางสายพันธุ์ที่เราเพิ่งค้นพบ มีบางสิ่งที่ไม่เคยเสื่อมสลายตามกาลเวลา…”
ดร.เอวารา เกนธร นักพันธุศาสตร์สาววัย 30 ปี ยืนเด่นบนเวที DET Talk เธอกดรีโมทในมือ แสดงภาพโครงสร้าง DNA ขนาดใหญ่ที่ฉายบนจอด้านหลังของเวที
“มีความผิดปกติบางประการในลำดับเบสของ DNA ชุดนี้… มันไม่เสื่อมสลาย ไม่ถดถอย และไม่ยอมจำนนต่อกลไกของ เทโลเมียร์ 1...”
เธอหยุดชั่วครู่ พลางมองไปยังผู้ฟังในห้องที่นั่งนิ่งรอฟังคำอธิบาย
“เราเรียกมันว่า สายพันธุ์นิรันดร์ กลุ่มมนุษย์ที่ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย... และพวกเขา… อาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา”
คนทั้งห้องเงียบกริบ ราวกับถูกดึงเข้าสู่มิติใหม่ของการค้นพบ
“บางคนเรียกมันว่าเรื่องแต่ง บางคนเรียกมันว่า ‘เทพนิยาย’ ... แต่ฉัน ในฐานะนักพันธุศาสตร์ เชื่อว่า ทุกตำนานล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความจริง”
ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังกลั้นหายใจฟังด้วยความตื่นตะลึง
ชายหนุ่มในเงามืดของอัฒจรรย์ กลับนั่งนิ่ง เงียบ และแน่วแน่ ราวกับรู้จักเรื่องที่เธอกำลังพูดดีกว่าใครทั้งหมด
สัญญาณบางอย่างเริ่มกระตุ้นในตัวเขา ความรู้สึกที่ชัดเจนจนเขาแทบไม่อาจทนได้…
มันเหมือนกับสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าเมื่อนานมาแล้ว
“รักนิรันดร์” รักที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต กับคนเพียงคนเดียว
และเขาเพิ่งจะรู้… ว่ามันเกิดขึ้นแล้ววันนี้… กับเธอ
เมื่อการพูดของเธอจบลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องจากผู้ฟังทั้งห้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความชื่นชมในคำบรรยายของเธอ
หลังจากช่วงถาม-ตอบที่เข้มข้นสิ้นสุดลง ดร.เอวารา เดินลงจากเวทีด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง
ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่ล้อมรอบเวที พร้อมเสียงพูดคุยอื้ออึงรอบตัว เธอตัดสินใจเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบ ๆ เพื่อสัมผัสความสงบและสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก
บรรยากาศภายในห้องนั้นยังคงร้อนแรง เสียงอภิปรายจาก Speaker คนต่อไปที่เข้มข้น และพลังที่พลุ่งพล่านจากผู้ชมยังคงดังก้อง
ชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินตามเธอออกมา เขามีท่าทางนิ่งสงบและดูมั่นคง ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะต้องเกิด
“คุณพูดได้ดีมากเลยครับ” ชายหนุ่มเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เอวาราหันไปมองเขา เธอยิ้มรับเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ คุณ...สนใจหัวข้อนี้เหรอคะ?”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลึกลับ
“สิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ที่อาจเดินปะปนกับพวกเรา… เป็นเรื่องที่คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ”
เอวารามองเขาด้วยสายตาแฝงความฉงน
“คุณพูดเหมือนกับว่า คุณเคยเจอพวกเขามาแล้ว อย่างนั้นเหรอคะ?”
ชายหนุ่มตอบกลับอย่างมั่นใจ
“ถ้าคุณต้องการรู้จักมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์ตัวจริง… ผมก็ยินดีพาคุณไปพบ”
เธอยิ้มเล็กน้อย แต่ขมวดคิ้วในเวลาเดียวกัน
“คุณหมายความว่าอะไร? คุณจะพาฉันไปเจอมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์จริง ๆ เหรอ? ฉันยังไม่แน่ใจว่าคุณพูดจริงหรือเปล่า หรือแค่กำลังหลอกฉันอยู่”
ชายหนุ่มยังคงยิ้มตอบ น้ำเสียงหนักแน่นของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ผมรับรองได้ว่า คุณจะไม่ผิดหวัง... และคุณจะได้รู้ความจริง”
ในใจของเอวารา แม้เต็มไปด้วยความสงสัย แต่นี่คือโอกาสที่เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อน โอกาสที่จะได้พิสูจน์ทฤษฎีที่เธออุทิศชีวิตให้
คำพูดของชายหนุ่ม ยิ่งปลุกเร้าความตื่นเต้นและความสงสัยให้พลุ่งพล่านในใจของเธอ
สถานที่ที่เขาอ้างว่าจะพาไป คือบ้านหลังหนึ่งที่เธอไม่สามารถบอกใครได้ พิกัดถูกส่งตรงเข้าเครื่องของเธออย่างเงียบ ๆ หลังจากที่ได้แลกเบอร์กัน
เมื่อกลับถึงบ้าน เอวาราตัดสินใจหยิบโทรศัพท์และโทรหา มินตรา เพื่อนสนิททันที เธอรู้สึกว่าต้องเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง
“แกก็เชื่อเขาง่าย ๆ งั้นเหรอ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” มินตราโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวงและสงสัย
“มิจฉาชีพชัด ๆ! อะไรจะมีมนุษย์สายพันธุ์นิรันดร์อยู่จริง ๆ ทำไมถึงไปพบเจอได้ง่ายขนาดนั้น?”
เอวารายิ้มเจื่อน ๆ พร้อมตอบเสียงเบา
“ก็จริงของแกนะยัยมิน แต่ยังไงฉันก็อยากลองดู… ลองไปดูด้วยกันเถอะนะ”
เสียงถอนหายใจอย่างแรงดังลอดเข้ามาในสาย ก่อนตามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มอ่อนลง
“แกจะไปจริงดิ เอวา... แกจะเชื่อผู้ชายที่เจอแค่สิบห้านาที แถมยังไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ! ให้แค่เบอร์โทร แล้วบอกว่าจะพาไปเจอมนุษย์อมตะ? เอาจริง ฉันว่าแกดูหนังไซไฟมากไปแล้วแน่ ๆ… แต่ช่างเหอะ ถ้าแกจะไป ฉันจะไปเป็นเพื่อนก็ได้!"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงที่แฝงความเด็ดเดี่ยวดังขึ้น
“เพราะถ้าฉันเจอมิจฉาชีพ ฉันจะฟาดมันด้วยรองเท้าส้นสูงของฉันเองเนี่ยแหละ!”
เอวาราหัวเราะออกมาเบา ๆ ความดีใจแทรกผ่านความกังวลในใจของเธอ
“ดีมาก! เราไปด้วยกัน แล้วจะรู้ว่ามันจริงหรือแค่หลอกลวง!”