ในสังคมไทย
การมีบ้านเป็นของตัวเอง มักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของ
ความสำเร็จ
ความมั่นคงในชีวิต
การ “ตั้งตัวได้”
ที่มา American Dream ที่ทุกคนต้องมีบ้านรถหลังสงครามโลกครั้งที่2 ที่แพร่หลายไปแคนาดา ออสเตรเลีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้แพร่เข้ายุโรป ญี่ปุ่น และบางประเทศในเอเชียรับแค่บางส่วนเช่นเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์
แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์และการเงินส่วนบุคคล แนวคิดนี้มี
illusion หลายอย่าง ที่ทำให้คนประเมินความมั่นคงทางการเงินผิด
7 Illusion ของ “การมีบ้านคือความมั่นคง”
1 Illusion: บ้านคือ “ทรัพย์สินที่ทำให้รวย”
หลายคนเชื่อว่า ซื้อบ้าน = สร้างความมั่งคั่ง แต่ความจริงบ้านส่วนใหญ่เป็น
asset ที่เติบโตช้า มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เช่น ค่าซ่อมแซม ภาษี ค่าส่วนกลาง เงินเฟ้อ
2 Illusion: ผ่อนบ้าน = เหมือนเก็บเงิน
การผ่อนบ้านมักถูกมองว่าดีกว่าเช่า เพราะได้ทรัพย์สิน แต่ในความจริง ดอกเบี้ยระยะยาวสูง ค่าใช้จ่ายรวมมากกว่าที่คิด บางกรณี
ต้นทุนรวม 30 ปีสูงกว่าราคาบ้านมาก
3 Illusion: บ้านจะราคาขึ้นเสมอ
หลายคนเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ขึ้นราคาเสมอ แต่ราคาบ้านขึ้นเฉพาะ ทำเลดี เมืองใหญ่ บ้านในหลายพื้นที่ราคานิ่ง หรือขึ้นช้ากว่าเงินเฟ้อ
4 Illusion: บ้านคือความมั่นคงในการทำงาน
เมื่อมีบ้านคนจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงแล้ว แต่ความจริงคือ ภาระผ่อนบ้านทำให้เปลี่ยนงานยาก และยืดหยุ่นน้อยลง
5 Illusion: บ้านคือการลงทุนที่ดี
บ้านที่อยู่เองจริง ๆ แล้วเป็น
consumption asset เพราะไม่ได้สร้างรายได้ ต่างจาก asset เช่น หุ้น ธุรกิจ
6 Illusion: บ้านใหญ่ = ฐานะดี
ในวัฒนธรรมไทย บ้านถูกใช้เป็นสถานะทางสังคม แต่บ้านใหญ่ไม่ได้สะท้อน สภาพคล่องทางการเงิน และรายได้จริง
7 Illusion: ทุกคนควรมีบ้าน
ในหลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น
เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อีกหลายประเทศในยุโรป และญี่ปุ่น คนจำนวนมากเลือก เช่าบ้านระยะยาว เพราะยืดหยุ่นสูง ไม่ต้องผูกกับหนี้ระยะยาว
ทำไม illusion นี้ถึงฝังลึกในไทย
1 วัฒนธรรมครอบครัว: บ้านคือหลักฐานความสำเร็จ
2 นโยบายรัฐส่งเสริมการซื้อบ้าน
3 ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อระยะยาว
4 ค่านิยม “มีบ้านก่อนแต่งงาน”
ความจริงที่มักถูกมองข้าม
บ้านสามารถเป็นสิ่งดีได้ ถ้า
ราคาสมเหตุสมผล
ภาระผ่อนต่ำ
ทำเลดี
แต่ถ้าซื้อเกินกำลัง
บ้านอาจกลายเป็น
ภาระทางการเงินระยะยาว
ประเทศพัฒนาแล้วที่คนจำนวนมาก “เช่าบ้าน”
เยอรมนี
ผู้เช่าประมาณ
53–55% ของประชากร เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่
ผู้เช่ามากกว่าผู้ซื้อบ้าน
เหตุผลสำคัญ
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าแข็งแรง
สัญญาเช่าระยะยาว
ค่าเช่าค่อนข้างเสถียร
หลายคนจึง
เช่าตลอดชีวิต
สวิตเซอร์แลนด์
เจ้าของบ้านเพียงประมาณ
42% ผู้เช่ามากกว่า
50% ของประเทศ
สาเหตุหลัก
ราคาบ้านสูงมาก
ตลาดเช่ามีคุณภาพสูง
การเช่าถือเป็นเรื่องปกติของชนชั้นกลาง
ออสเตรีย
ผู้เช่าประมาณ
40–46% ของประชากร
โดยเฉพาะใน
Vienna
เมืองมีระบบ
public housing และ social housing ขนาดใหญ่
เดนมาร์ก
ผู้เช่ามากกว่า
40%
จุดเด่นคือ
ระบบที่อยู่อาศัยแบบ cooperative housing
การเช่าคุณภาพสูง ทำให้การเช่าไม่ได้หมายถึงฐานะต่ำ
เนเธอร์แลนด์
ผู้เช่าประมาณ
40% ของประชากร
มี
social housing ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
สวีเดน
ผู้เช่าประมาณ
39%
ลักษณะเด่น
ระบบ housing cooperative
การเช่าระยะยาว
ญี่ปุ่น
เจ้าของบ้านประมาณ
55%
ผู้เช่าประมาณ
45%
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า
คนจำนวนมากเลือกเช่าเพราะ
ย้ายงานง่าย
บ้านมีค่าเสื่อมเร็ว
ซื้อบ้านไม่ได้ถือว่าเป็นการลงทุน
ในหลายประเทศพัฒนาแล้ว
คนมองว่า
บ้าน = สินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย
การเช่า = ความยืดหยุ่นของชีวิต
ไม่ใช่ความล้มเหลวทางการเงิน
6 ผลกระทบทางการเงินของการมีบ้านในไทย
1 ภาระหนี้ระยะยาว (20–30 ปี)
การซื้อบ้านส่วนใหญ่ต้องใช้
สินเชื่อบ้าน
ระยะเวลาผ่อนยาว
ตัวอย่าง
บ้าน 4 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ดอกเบี้ยรวมอาจทำให้ ต้นทุนจริงสูงกว่าราคาบ้านมาก
ผลคือ รายได้ส่วนใหญ่ผูกกับหนี้
2 ทำให้เงินออมและการลงทุนลดลง
เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ต้องไปกับ ค่างวดบ้าน ค่าซ่อม ค่าส่วนกลาง
เงินที่เหลือสำหรับ หุ้น ธุรกิจ การลงทุน มักลดลง
3 ลดความยืดหยุ่นในการย้ายงาน
บ้านทำให้หลายคน ไม่อยากย้ายเมือง ไม่กล้าเปลี่ยนงาน เพราะต้องจ่ายค่างวดทุกเดือน
ในเศรษฐกิจยุคใหม่ การย้ายงานบ่อยอาจช่วยเพิ่มรายได้เร็วกว่า
4 ค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก
นอกจากผ่อนบ้าน ยังมี
ซ่อมบำรุง
เฟอร์นิเจอร์
ค่าส่วนกลาง
ภาษี
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการอยู่อาศัยสูงกว่าที่คิด
5 บ้านไม่ได้สร้างกระแสเงินสด
บ้านที่อยู่เองถือเป็น
consumption asset เพราะ ไม่สร้างรายได้ ไม่เพิ่ม cash flow ต่างจาก asset เช่น หุ้น ธุรกิจ
6 ความเสี่ยงด้านมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
ราคาบ้านในบางพื้นที่ ขึ้นช้าหรือไม่ขึ้นเลย โดยเฉพาะในเมืองที่ประชากรลดลงหรือเศรษฐกิจโตช้า
ในไทยคนจำนวนมากยังเชื่อว่า“ซื้อบ้านคือการลงทุนที่ดี และราคาจะขึ้นเสมอ”
แต่ในความจริง
ราคาบ้านในไทยหลายพื้นที่ขึ้นช้ากว่าที่คนคิด และบางพื้นที่แทบไม่ขึ้นเลย
เหตุผลที่ “ราคาบ้านไทยขึ้นช้า”
1 ที่ดินยังมีจำนวนมาก
เมืองไทยจำนวนมากยังมีที่ดินว่าง การขยายเมืองออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ developer สามารถสร้างโครงการใหม่ได้ตลอด
ผลคือ supply เพิ่มตลอดเวลา จึงทำให้ราคาบ้านไม่พุ่งเหมือนเมืองที่ที่ดินจำกัด
2 ประชากรเริ่มโตช้าและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
ไทยกำลังเข้าสู่
aging society ประชากรเพิ่มช้า ทำให้ความต้องการบ้านในระยะยาวไม่ได้เพิ่มเร็ว
3 รายได้ประชากรโตช้า
ราคาบ้านขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนมีรายได้เพิ่ม แต่เศรษฐกิจไทยโตไม่เร็ว ทำให้กำลังซื้อเพิ่มช้า และราคาบ้านขึ้นจำกัด
4 บ้านส่วนใหญ่เป็น “consumption housing”
บ้านจำนวนมากถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ไม่ใช่ลงทุน จึงไม่ได้มีแรงซื้อแบบนักลงทุนเหมือนบางประเทศ
แล้วทำไมคนยังเชื่อว่าบ้านเป็นการลงทุนดี
1 คนเห็นเฉพาะ “ทำเลที่ราคาพุ่ง”
เช่นบางพื้นที่ใน กทม. ใกล้รถไฟฟ้า ใจกลางเมือง ราคาขึ้นจริง แต่บ้านส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้อยู่ในทำเลเหล่านี้
2 ความทรงจำจากยุคอสังหาฯบูม
ช่วงก่อนและหลังวิกฤต 1997 Asian Financial Crisis บางช่วงอสังหาริมทรัพย์ขึ้นแรง ทำให้เกิดความเชื่อว่า บ้านขึ้นราคาเสมอ
3 การตลาดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โฆษณามักใช้คำว่า
“ลงทุนได้”
“มูลค่าเพิ่ม”
“ทำเลทอง”
เพื่อกระตุ้นการซื้อ
4 วัฒนธรรมสังคม
ในสังคมไทย
บ้าน = ความสำเร็จ
บ้าน = ความมั่นคง
จึงทำให้คนไม่มองบ้านในเชิงการเงินจริง ๆ
5 คนไม่คำนวณต้นทุนจริง
หลายคนดูแค่ ราคาซื้อ ราคาขาย แต่ไม่ได้คิด
ดอกเบี้ย 20–30 ปี
ค่าซ่อม
ค่าส่วนกลาง
เงินเฟ้อ
เมื่อรวมต้นทุนจริง ผลตอบแทนมักต่ำกว่าที่คิด
เปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น
ในระยะยาว สินทรัพย์อย่าง หุ้น ธุรกิจ มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย แต่มีความผันผวนสูงกว่า
Illusion ของ “การมีบ้านคือความมั่นคงของคนไทย” และผลกระทบต่อการเงินที่คนอาจนึกไม่ถึง
ความสำเร็จ
ความมั่นคงในชีวิต
การ “ตั้งตัวได้”
ที่มา American Dream ที่ทุกคนต้องมีบ้านรถหลังสงครามโลกครั้งที่2 ที่แพร่หลายไปแคนาดา ออสเตรเลีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ไม่ได้แพร่เข้ายุโรป ญี่ปุ่น และบางประเทศในเอเชียรับแค่บางส่วนเช่นเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์
แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์และการเงินส่วนบุคคล แนวคิดนี้มี illusion หลายอย่าง ที่ทำให้คนประเมินความมั่นคงทางการเงินผิด
7 Illusion ของ “การมีบ้านคือความมั่นคง”
1 Illusion: บ้านคือ “ทรัพย์สินที่ทำให้รวย”
หลายคนเชื่อว่า ซื้อบ้าน = สร้างความมั่งคั่ง แต่ความจริงบ้านส่วนใหญ่เป็น asset ที่เติบโตช้า มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เช่น ค่าซ่อมแซม ภาษี ค่าส่วนกลาง เงินเฟ้อ
2 Illusion: ผ่อนบ้าน = เหมือนเก็บเงิน
การผ่อนบ้านมักถูกมองว่าดีกว่าเช่า เพราะได้ทรัพย์สิน แต่ในความจริง ดอกเบี้ยระยะยาวสูง ค่าใช้จ่ายรวมมากกว่าที่คิด บางกรณี ต้นทุนรวม 30 ปีสูงกว่าราคาบ้านมาก
3 Illusion: บ้านจะราคาขึ้นเสมอ
หลายคนเชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ขึ้นราคาเสมอ แต่ราคาบ้านขึ้นเฉพาะ ทำเลดี เมืองใหญ่ บ้านในหลายพื้นที่ราคานิ่ง หรือขึ้นช้ากว่าเงินเฟ้อ
4 Illusion: บ้านคือความมั่นคงในการทำงาน
เมื่อมีบ้านคนจำนวนมากรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงแล้ว แต่ความจริงคือ ภาระผ่อนบ้านทำให้เปลี่ยนงานยาก และยืดหยุ่นน้อยลง
5 Illusion: บ้านคือการลงทุนที่ดี
บ้านที่อยู่เองจริง ๆ แล้วเป็น consumption asset เพราะไม่ได้สร้างรายได้ ต่างจาก asset เช่น หุ้น ธุรกิจ
6 Illusion: บ้านใหญ่ = ฐานะดี
ในวัฒนธรรมไทย บ้านถูกใช้เป็นสถานะทางสังคม แต่บ้านใหญ่ไม่ได้สะท้อน สภาพคล่องทางการเงิน และรายได้จริง
7 Illusion: ทุกคนควรมีบ้าน
ในหลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น
เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อีกหลายประเทศในยุโรป และญี่ปุ่น คนจำนวนมากเลือก เช่าบ้านระยะยาว เพราะยืดหยุ่นสูง ไม่ต้องผูกกับหนี้ระยะยาว
ทำไม illusion นี้ถึงฝังลึกในไทย
1 วัฒนธรรมครอบครัว: บ้านคือหลักฐานความสำเร็จ
2 นโยบายรัฐส่งเสริมการซื้อบ้าน
3 ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อระยะยาว
4 ค่านิยม “มีบ้านก่อนแต่งงาน”
ความจริงที่มักถูกมองข้าม
บ้านสามารถเป็นสิ่งดีได้ ถ้า
ราคาสมเหตุสมผล
ภาระผ่อนต่ำ
ทำเลดี
แต่ถ้าซื้อเกินกำลัง
บ้านอาจกลายเป็น
ภาระทางการเงินระยะยาว
ประเทศพัฒนาแล้วที่คนจำนวนมาก “เช่าบ้าน”
เยอรมนี
ผู้เช่าประมาณ 53–55% ของประชากร เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ ผู้เช่ามากกว่าผู้ซื้อบ้าน
เหตุผลสำคัญ
กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าแข็งแรง
สัญญาเช่าระยะยาว
ค่าเช่าค่อนข้างเสถียร
หลายคนจึง เช่าตลอดชีวิต
สวิตเซอร์แลนด์
เจ้าของบ้านเพียงประมาณ 42% ผู้เช่ามากกว่า 50% ของประเทศ
สาเหตุหลัก
ราคาบ้านสูงมาก
ตลาดเช่ามีคุณภาพสูง
การเช่าถือเป็นเรื่องปกติของชนชั้นกลาง
ออสเตรีย
ผู้เช่าประมาณ 40–46% ของประชากร
โดยเฉพาะใน
Vienna
เมืองมีระบบ public housing และ social housing ขนาดใหญ่
เดนมาร์ก
ผู้เช่ามากกว่า 40%
จุดเด่นคือ
ระบบที่อยู่อาศัยแบบ cooperative housing
การเช่าคุณภาพสูง ทำให้การเช่าไม่ได้หมายถึงฐานะต่ำ
เนเธอร์แลนด์
ผู้เช่าประมาณ 40% ของประชากร
มี social housing ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
สวีเดน
ผู้เช่าประมาณ 39%
ลักษณะเด่น
ระบบ housing cooperative
การเช่าระยะยาว
ญี่ปุ่น
เจ้าของบ้านประมาณ 55%
ผู้เช่าประมาณ 45%
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า
คนจำนวนมากเลือกเช่าเพราะ
ย้ายงานง่าย
บ้านมีค่าเสื่อมเร็ว
ซื้อบ้านไม่ได้ถือว่าเป็นการลงทุน
ในหลายประเทศพัฒนาแล้ว
คนมองว่า
บ้าน = สินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย
การเช่า = ความยืดหยุ่นของชีวิต
ไม่ใช่ความล้มเหลวทางการเงิน
6 ผลกระทบทางการเงินของการมีบ้านในไทย
1 ภาระหนี้ระยะยาว (20–30 ปี)
การซื้อบ้านส่วนใหญ่ต้องใช้
สินเชื่อบ้าน
ระยะเวลาผ่อนยาว
ตัวอย่าง
บ้าน 4 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ดอกเบี้ยรวมอาจทำให้ ต้นทุนจริงสูงกว่าราคาบ้านมาก
ผลคือ รายได้ส่วนใหญ่ผูกกับหนี้
2 ทำให้เงินออมและการลงทุนลดลง
เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ต้องไปกับ ค่างวดบ้าน ค่าซ่อม ค่าส่วนกลาง
เงินที่เหลือสำหรับ หุ้น ธุรกิจ การลงทุน มักลดลง
3 ลดความยืดหยุ่นในการย้ายงาน
บ้านทำให้หลายคน ไม่อยากย้ายเมือง ไม่กล้าเปลี่ยนงาน เพราะต้องจ่ายค่างวดทุกเดือน
ในเศรษฐกิจยุคใหม่ การย้ายงานบ่อยอาจช่วยเพิ่มรายได้เร็วกว่า
4 ค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก
นอกจากผ่อนบ้าน ยังมี
ซ่อมบำรุง
เฟอร์นิเจอร์
ค่าส่วนกลาง
ภาษี
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการอยู่อาศัยสูงกว่าที่คิด
5 บ้านไม่ได้สร้างกระแสเงินสด
บ้านที่อยู่เองถือเป็น consumption asset เพราะ ไม่สร้างรายได้ ไม่เพิ่ม cash flow ต่างจาก asset เช่น หุ้น ธุรกิจ
6 ความเสี่ยงด้านมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
ราคาบ้านในบางพื้นที่ ขึ้นช้าหรือไม่ขึ้นเลย โดยเฉพาะในเมืองที่ประชากรลดลงหรือเศรษฐกิจโตช้า
ในไทยคนจำนวนมากยังเชื่อว่า“ซื้อบ้านคือการลงทุนที่ดี และราคาจะขึ้นเสมอ”
แต่ในความจริง ราคาบ้านในไทยหลายพื้นที่ขึ้นช้ากว่าที่คนคิด และบางพื้นที่แทบไม่ขึ้นเลย
เหตุผลที่ “ราคาบ้านไทยขึ้นช้า”
1 ที่ดินยังมีจำนวนมาก
เมืองไทยจำนวนมากยังมีที่ดินว่าง การขยายเมืองออกไปเรื่อย ๆ ทำให้ developer สามารถสร้างโครงการใหม่ได้ตลอด
ผลคือ supply เพิ่มตลอดเวลา จึงทำให้ราคาบ้านไม่พุ่งเหมือนเมืองที่ที่ดินจำกัด
2 ประชากรเริ่มโตช้าและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
ไทยกำลังเข้าสู่ aging society ประชากรเพิ่มช้า ทำให้ความต้องการบ้านในระยะยาวไม่ได้เพิ่มเร็ว
3 รายได้ประชากรโตช้า
ราคาบ้านขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ คนมีรายได้เพิ่ม แต่เศรษฐกิจไทยโตไม่เร็ว ทำให้กำลังซื้อเพิ่มช้า และราคาบ้านขึ้นจำกัด
4 บ้านส่วนใหญ่เป็น “consumption housing”
บ้านจำนวนมากถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ไม่ใช่ลงทุน จึงไม่ได้มีแรงซื้อแบบนักลงทุนเหมือนบางประเทศ
แล้วทำไมคนยังเชื่อว่าบ้านเป็นการลงทุนดี
1 คนเห็นเฉพาะ “ทำเลที่ราคาพุ่ง”
เช่นบางพื้นที่ใน กทม. ใกล้รถไฟฟ้า ใจกลางเมือง ราคาขึ้นจริง แต่บ้านส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้อยู่ในทำเลเหล่านี้
2 ความทรงจำจากยุคอสังหาฯบูม
ช่วงก่อนและหลังวิกฤต 1997 Asian Financial Crisis บางช่วงอสังหาริมทรัพย์ขึ้นแรง ทำให้เกิดความเชื่อว่า บ้านขึ้นราคาเสมอ
3 การตลาดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
โฆษณามักใช้คำว่า
“ลงทุนได้”
“มูลค่าเพิ่ม”
“ทำเลทอง”
เพื่อกระตุ้นการซื้อ
4 วัฒนธรรมสังคม
ในสังคมไทย
บ้าน = ความสำเร็จ
บ้าน = ความมั่นคง
จึงทำให้คนไม่มองบ้านในเชิงการเงินจริง ๆ
5 คนไม่คำนวณต้นทุนจริง
หลายคนดูแค่ ราคาซื้อ ราคาขาย แต่ไม่ได้คิด
ดอกเบี้ย 20–30 ปี
ค่าซ่อม
ค่าส่วนกลาง
เงินเฟ้อ
เมื่อรวมต้นทุนจริง ผลตอบแทนมักต่ำกว่าที่คิด
เปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น
ในระยะยาว สินทรัพย์อย่าง หุ้น ธุรกิจ มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย แต่มีความผันผวนสูงกว่า