JJNY : กว่า 44% ชี้ยังไม่ควรรีบจัดตั้งรบ.ใหม่│78.91% หวั่นสู้รบ│"สว.นันทนา"ชี้สะท้อนกท.ศึกษาฯ ล้มเหลว│ทั่วไทยฝนฟ้าคะนอง

นิด้าโพลเผย กว่า 44% ชี้ยังไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ควรรอคำตัดสินเรื่องบัตรเลือกตั้งก่อน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5625156
.

.
นิด้าโพลเผย กว่า 44% ชี้ยังไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ควรรอคำตัดสินเรื่องคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งก่อน อีกกว่า 41% เห็นควรรีบจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อ
.
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS. ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ร้อยละ 13.20 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่
.
ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ พบว่า
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.56 ระบุว่า จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ
รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้
ร้อยละ 28.55 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้
และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.64 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.55 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34
.
อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.27 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.51 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 36.79 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.37 สมรส และร้อยละ 1.84 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.69 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.70 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.13 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.31 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.36 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.81 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.84 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.73 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.29 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.42 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.01 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 18.78 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.59 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.54 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้
.

.
‘สวนดุสิตโพล’ ชี้ความเห็นประชาชน 78.91% หวั่นเกรง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
https://www.dailynews.co.th/news/5666861/
.
"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง" ระบุ เกิดความกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91 และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 78.57
.
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจพบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ 52.65 โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผล กระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91 และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 78.57 ข้อคิดที่ได้
.
คือ ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ 70.16 ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการ เตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ 39.10 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 37.56
.
ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจและมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน
.
ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าแม้สมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย แต่ประชาชนไทยยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในมิติด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ความตึงเครียดในพื้นที่นี้จึงกระทบต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความกังวลของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงความรู้สึกเชิงเศรษฐกิจ หากยังสะท้อนความเข้าใจ ว่าระบบเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
.
ในอีกด้านหนึ่ง การที่ประชาชนจำนวนมากมองว่า สถานการณ์มีแนวโน้มบานปลายนั้น สอดคล้องกับลักษณะการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐและเครือข่ายประเทศพันธมิตร ที่มักปรากฏในรูปแบบสงครามตัวแทนหรือ proxy war บทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันคือ ความขัดแย้งในศตวรรษ ที่ 21 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบแต่แผ่ขยายไปถึงเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงของมนุษย์ และความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ขณะเดียวกันผลสำรวจที่พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลไทย แบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียง กัน ได้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อศักยภาพของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นบท ทดสอบสำคัญของความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นของรัฐไทยในโลกที่ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงาน เชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น
.

.
"สว.นันทนา" ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว
.
"สว.นันทนา" โพสต์ข้อความระบุ ปรากฏการณ์นักเรียนเกือบ 14,000 คนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง ถือเป็นความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ
.
เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มียอดผู้สมัครสอบเข้า ม.4 ปีการศึกษา 2569 จำนวนมากถึง 13,895 คน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี
.
โดย ดร.นันทนา บอกว่า ปรากฏการณ์ "เตรียมอุดม" ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง 1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา 1:9
.
สมาชิกวุฒิสภาบอกว่า ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง "เงินสด" ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ "เตรียมอุดม" ในขณะที่ โรงเรียนจำนวนหนึ่งกำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน
.
ดร.นันทนาบอกว่า ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงฯ ไม่สามารถจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพทัดเทียมกับ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
.
"หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้โมเดล โรงเรียนเตรียมอุดม ไปพัฒนาครู ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ" ดร.นันทนากล่าว
.
เธอเสริมว่า หากสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นโรงเรียน "เตรียมอุดม" เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรนมาสอบเข้าที่นี่ เขาจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่ โรงเรียนเดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย "ในฝัน" ของเขาได้เหมือนกัน
.
ดร.นันทนาระบุว่า "ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง?"
.
https://www.facebook.com/dr.nantana/posts/pfbid07B4hphZkz2qb8Gr6oHxv5U6jzBLxyxD9Cvfi7weuJThcVuXBxrQePMNfmXiXUZbTl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่