เช็งเม้ง (清明) ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใสรื่นรมย์

เช็งเม้ง (清明) ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใสรื่นรมย์

“กิมนี้ เตียงสี่ ไอ๊คื้อ ก๊วยจั้ว” (ปีนี้จะไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานเมื่อไหร่) เราพี่น้องต่างยิงประโยคนี้ถามกันเพื่อจัดวันเดินทางไปเช็งเม้ง

"เช็งเม้ง” เทศกาลแห่งความกตัญญูต่อบรรพชน คำว่า “เช็งเม้ง” หมายถึงช่วงเวลาแห่งความแจ่มใสรื่นรมย์ เหมาะแก่การไหว้บรรพบุรุษ หลายๆท่าน
รู้สึกเหมือนแม่นันมั้ยคะว่า ในวันนี้พวกเราพี่น้องทุกคนจะมีพลังแฝงบวกความสุขมากๆ จัดเตรียมรายการอาหารของไหว้ให้พ่อแม่ โดยเฉพาะอาตั่วแจ้
จะจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของอาป๊ะ อาอึ้ม อาแน (คุณพ่อคุณแม่และแม่ใหญ่)ได้ทุกอย่าง หนุ่มๆที่บ้านก็มีความสุขไม่แพ้กันค่ะ อาตั่วตี๋ โซ้ยตี๋
ที่แม่นันพาไปไหว้อากงอาม่ากันตั้งแต่ขวบปีแรก ทุกวันนี้เป็นหนุ่มกันแล้ว ก็ยังคงตื่นเต้นที่จะได้พาพ่อแม่ไปไหว้อากงอาม่าที่สุสาน ปีนี้พี่น้องตระกูลลี้
ของเราจะไป “ก๊วยจั้ว” ในวันอาทิตยที่ 29 มีนาคม เพื่อนๆเริ่มวางแผนเดินทางกันรึยังคะ

การเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับของลูกหลานจีน เริ่มไปกันตั้งแต่ปักษ์ “ชุนเฟิน” (ชุงฮุง) ก่อนวันเช็งเม้งประมาณ 15 วัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวันที่ประตู
3 ภพเปิด (ตามปฏิทินปีนี้ "ชุงฮุง"ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม 69) ลูกหลานสามารถเริ่มเดินทางไปทำความสะอาดสุสานและไปไหว้ได้จนถึงวันเช็งเม้ง
4-5 เมษายน (ไว้จะนำประวัติวันชุงฮุงมาแบ่งปันค่ะ)

ตามแผ่นป้าย คุณพ่อกิมเฮง แซ่ลี่ (อาป๊ะของแม่นัน) มาจาก ตำบลเชียะกัง นครโผวเล้ง เมืองเก๊กเอี๊ย ในมณฑลกวางตุ้ง ( 廣東省揭陽市普寧市赤崗鎮赤崗山村 ) เป็นเขตที่มีคนแซ่ลี่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในแถบโผวเล้ง แม่นันวางแผนมาหลายปีแล้ว ยังไม่มีโอกาสไปเที่ยวบ้านเมือง
ที่อาป๊ะจากมาเลยค่ะ

วันเช็งเม้ง วันสำคัญมากวันหนึ่งของครอบครัวคนจีน อาป๊ะ (คุณพ่อ) จากพวกเราไปตั้งแต่แม่นันมีอายุเพียงสี่ขวบ อาตั่วแจ้เล่าให้ฟังว่า สมัยที่อาป๊ะเสีย
เมื่อเสร็จพิธีกงเต็กแล้ว ลูกหลานได้ทำพิธีฝังศพท่านที่สุสาน (ฮวงซุ้ยหรือฮวงจุ้ย) ในจังหวัดนครปฐม สมัยก่อนบรรพบุรุษที่ถูกฝังใหม่ๆจะต้องรอเวียน
มาบรรจบครบสามปีก่อน ลูกหลานถึงจะไปกราบเคารพศพในวันเช็งเม้งที่สุสานได้ ดังนั้นการไปเช็งเม้งครั้งแรกของแม่นันก็น่าจะเป็นตอนเจ็ดขวบ..
และครอบครัวเราก็ไปเช็งเม้งกันทุกปีตั้งแต่นั้นมา ซึ่งการไปเช็งเม้งที่สุสานในความรู้สึกของเด็กๆมันช่างเป็นอะไรที่ตื่นเต้น สนุกสนานมากวันหนึ่ง
พวกเราจะตื่นแต่เช้าโดยไม่ต้องมีใครปลุกเลย เพราะเมื่อถึงสุสานของอาป๊ะแล้วพวกเราตัวน้อยๆจะได้ปีนป่ายไปบนหลุมฝังศพเพื่อนำกระดาษสีสายรุ้ง
และธงเล็กๆสีต่างๆขึ้นไปปัก เหมือนเรากำลังตกแต่งบ้านคุณพ่อของเราเอง แถมก่อนกลับพวกเราก็จะได้เผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ท่านใช้อีก

จำไม่ได้ว่ากี่ปีให้หลังเราจึงได้ย้ายศพอาป๊ะมาอยู่ที่สุสานหงส์ซัว บ้านบึง หลังจากอาแน (คุณแม่ใหญ่ ภรรยาหลวงของอาป๊ะ) และอาอึ้ม (คุณแม่)
เสียชีวิตตามไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว เราจึงได้นำศพท่านมาฝังไว้ที่เดียวกัน (ลูกหลานจีนมักจะซื้อที่ขนาดใหญ่ขึ้นเผื่อไว้) บางตระกูลถึงกับซื้อ
ที่ดินใหญ่มาก เผื่อไว้สำหรับตัวเองและลูก สะใภ้ เขย ทุกคนเลยทีเดียว

ทุกปีเมื่อเรากำหนดวันเดินทางไปสุสานของที่บ้านได้แล้ว สิ่งแรกที่อาโหง่วแจ้ต้องดูแลคือ ติดต่อคนทำความสะอาดสุสานของที่นั่น แจ้งว่าเราจะ
เดินทางไปวันไหน เพื่อให้เค้าเตรียมกางเต๊นท์ ทำความสะอาด (บ้าน) หรือบนหลุมฝังศพและบริเวณโดยรอบให้สะอาด แต่ไม่ทันได้โทรหรอก
สองสามีภรรยา (คนทำความสะอาด) จะโทรมาถามก่อนล่วงหน้า ทั้งสองทำอย่างนี้ มาตลอดหลายสิบปี ปีหลังๆเจอแต่ภรรยาซึ่งก็ชราลงไปมาก
ไม่แพ้พวกเราเลย แม่นัน 62 อาตั่วแจ้ก็ 80 แล้วปีนี้

เมื่อไปถึงสุสานหงส์ซัว การไหว้จะมีลำดับก่อนหลัง จะต้องไหว้ศาลแป๊ะกงม่า (ศาลตายาย) ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านล่างก่อนขึ้นสุสาน

การเตรียมของไหว้บรรพบุรุษ เราจะต้องเตรียมของคาวหนึ่งชุดไว้ไหว้วิญญาณที่ดูแลที่แห่งนี้ด้วย จะอยู่มุมขวาของประตูทางเข้าบ้านหลังนี้ จากนั้น
ลูกหลานก็จะจุดธูปไหว้ขอเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษให้ลงมารับประทานอาหารคาวหวานชุดใหญ่ที่ลูกหลานเตรียมมาให้ มีแต่อาหารมงคลเต็มไปหมด
ชุงฉ่าย ไช้เถ่าก้วย ซาลาเปา สิ่วท้อ ชาหมี่เตี๊ยว เป็ดไก่ ผลไม้ ขนมนมเนย และที่ขาดไม่ได้เลย ขนมไฮไลท์ของเทศกาลเช็งเม้งคือ “จูชังเปี้ย
หรือจือชังเปี้ย” ซึ่งจะมีทำกันเพียงปีละครั้ง รสชาติอร่อย เค็มๆหวานๆ อร่อยจนแม่นันเองยังต้องรอที่จะได้กินทุกเช็งเม้ง (เจ็กนี้เจ็กฉื่อ = ปีละหนึ่งครั้ง)
*ปีนี้เปิดให้สั่งจองกันเหมือนเดิมค่ะ

ส่วนกระดาษเงินกระดาษทอง คนจีนสมัยก่อนถือเป็นของไหว้ที่จำเป็นมาก หลักๆที่ต้องมีคือ หงึ่งซัว กิมซัว (ภูเขาเงินภูเขาทอง) ในภูเขาลูกนี้นี้จะเต็ม
ไปด้วยทองก้อนเงินก้อนมากมาย อ่วงแซจี๊ หรือบางบ้านเรียกใบเบิกทาง เพราะจะเผาเป็นการเปิดทางให้บรรพบุรุษบนสวรรค์รับรู้ว่าลูกหลานมาไหว้
แล้วนะชุดเสื้อผ้าของใช้สวยๆงามๆ และกระดาษเงินกระดาษทองต่างๆอีกมากมาย เรียกว่ายิ่งเยอะยิ่งดี แสดงถึงการกินดีอยู่ดีของลูกหลาน
(เป็นการแสดงความกตัญญูสูงสุดแด่บรรพบุรุษ) ปิดท้ายด้วยประทัดเป็นพันๆนัด เรียกว่าจุดทีสนั่นไปทั้งสุสานเลยค่ะ

ปัจจุบัน การไหว้กระดาษเงินกระดาษทองไหว้เท่าที่จำเป็น หงึ่งซัวกิมซัวสักชุด อ่วงแซจี๊ และกระดาษเงินทองอีกนิดหน่อย ประทัดสักกล่อง
(จุดเป็นพิธีให้บรรพบุรุษได้รับรู้) *กิมซัวหงึ่งซัวไม่มีก็ไม่เป็นไร คือกระดาษเงินกระดาษทองเหมือนกัน

มีการอธิฐาน ขอพร ขอความโชคดีให้แก่ลูกหลาน ให้ถูกล็อตเตอรี่ชุดใหญ่ๆ ขอพรเป็นภาษาจีนกันเสียงดัง สนุกสนาน ต้องบอกว่าพวกเราพี่น้องสนุกกัน
จริงๆ หลายๆบ้านคงเป็นเหมือนกัน เค้าถึงเรียกว่าวันแห่งความแจ่มใสรื่นรมย์ไงคะ

เมื่อพิธีไหว้เสร็จสิ้น ลูกหลานจะยกกระดาษเงินกระดาษทอง ยกอาหารทุกจาน หรือแตะบนขอบจานอาหารแต่ละจานต่อๆกัน พร้อมบอกลา และแน่นอน
ขอพรอีกไม่รู้จบ “หนูทำจานนี้มา หนูทำจานนั้นมา อาป๊ะอาอึ้มต้องให้หนูเยอะๆนะคะ” ขำขำค่ะ อาหารที่ถูกลาแล้วลูกหลานจะนำมาทานต่อเพื่อความเป็น
สิริมงคล

การบอกลาอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้บรรพบุรุษรับรู้ได้จากร่องรอยการมาไหว้ของลูกหลานคือ เมื่อยกอาหารขึ้นลาเรียบร้อยแล้ว ลูกหลานจะแกะหอยแครง
หรือที่คนจีนเรียกว่า "ฮัม" และอาหารทีมีเปลือกอื่นๆ ทานกันตรงนั้น แล้วโยนเปลือกลงบริเวณข้างๆแท่นที่เรากราบไหว้ ให้บรรพบุรุษรับรู้ว่าปีนี้ลูกหลาน
ได้มากราบไหว้แล้วนะ บางครอบครัวของตระกูลติดธุระมาพร้อมกันไม่ได้ ก็จะมาก่อนล่วงหน้าหนึ่งหรือสองวัน เมื่อลูกหลานที่เหลือมาถึงเห็นเศษ
เปลือกหอยโยนไว้ ก็จะเข้าใจได้โดยทันทีว่าบ้านนั้นมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันธรรมเนียมการปฎิบัติเช่นนี้ลดน้อยลงจนไม่ค่อยเห็นแล้ว แต่ความเชื่อ
ยังมีอยู่แน่นอน

**ความหมายของการนำหอยแครง (鳥蛤) 蛤 ฮัม หรือ กับ/กัก) มาเซ่นไหว้บรรพบุรุษนั้นเรียกว่า
骨肉相见หรือ 肉与骨相遇 (กุ๊กเน็ก เซียงเกี่ยง หรือ เน๊กอุ่ยกุก เซียหงอ = กระดูกกับเนื้อมาพบกัน

หอยแครง(ฮัม) มีองค์ประกอบคือ..
1) เปลือกหอยมีลักษณะแข็ง (เปรียบเหมือนบ้าน การโอบกอด) = กุก骨: บรรพบุรุษผู้วายชนน์ปกป้อง คุ้มครองเหล่าลูกหลาน
2) เลือดหอยแครง: สายเลือดแห่งตระกูลแซ่ (姓氏族血脉)
3) เนื้อหอย肉 : ลูก หลาน เหลน

เมื่อลาอาหารของไหว้แล้ว ลูกหลานจะนำกระดาษเงินกระดาษทอง รวมทั้งรองเท้า รถยนต์ ทีวี พัดลมจำลอง ที่ทำจากกระดาษ เผาส่งไปให้บรรพบุรุษ
ได้ใช้ อำนวยความสะดวก โดยจะต้องเผากระดาษที่เรียกว่าอ่วงแซจี๊ก่อน หรือเรียกกันจนติดปากว่าใบเบิกทาง ตามด้วยเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
แล้วจึงจบลงด้วยการจุดประทัด สมัยก่อนถือว่ายิ่งจุดเยอะยิ่งดีจะได้ดังไปถึงสวรรค์บอกให้บรรพบุรุษได้รับรู้ว่าลูกหลานมาถึงแล้ว ปัจจุบันลดลงเยอะ
มีการจุดประทัดดิจิตอลแทน

เดินทางปลอดภัยกันทุกคน และดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ


ขอบคุณผู้ถอดคำแปลบนแผ่นป้าย: คุณพลพัธน์ ภาษิตา ศิลปี และเพื่อนผปค
ขอบคุณข้อมูลประกอบบทความ (ความหมายของ ฮัม): คุณKomes Kun กลุ่มจีนโบราณ.

ช่วยกันรักษาประเพณี วัฒนธรรมที่สวยงามตราบนานเท่านานค่ะ

ภาพประกอบ: เช็งเม้งเมื่อสองปีที่แล้ว
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่