ขอเกริ่นนำนิดนึงครับ ว่าการเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาก็เพื่อแบ่งปันแชร์ประสปการณ์จากมุมมองส่วนตัวที่พบเจอมา ซึ่งเป็นมุมมองของตัวเองเพียงฝั่งเดียวเท่านั้น
ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับผู้ที่ตัดสินใจจากผลประโยชน์จากตัวเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผมทำงานด้านฝ่ายขายผลิตภัณฑ์มาตลอดตั้งแต่อายุ 20ต้นๆ ทำงานในบริษัทต่างชาติไต่เต้า จน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย ส่วนตัวก็มีธุรกิจทำร้านกาแฟตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 แต่ตอนนี้ก็ปิดไปตอน Covid 19 แต่ก็ได้ประสปการณ์มาไม่น้อย จนชีวิตเข้าวัยกลางคน มีครอบครัว มีลูก เป็นชีวิตที่ราบเรียบ เหมือนคนอื่นทั่วๆไป เพื่อนร่วมงาน และเจ้านายที่ผ่านๆมาก็เป็นคนน่ารัก น่าเคารพ และเป็นแบบอย่างในการเป็นหัวหน้าที่ดีทุกๆคน
กระทั่งเข้าสู่อายุ 40 ต้น ได้มีโอกาสเข้าไปทำบริษัทต่างชาติเป็น ผู้จัดการฝ่ายที่มีคนในทีมขายร่วม 10 คนเราต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ยอดตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ในส่วนการทำงานมีหนักมีเบา การทำงานที่เป็นระบบ ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่และอายุยาวนาน ซึ่งตัวผมก็สามารถปรับตัวและเข้ากับทีมได้ค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะคนในทีมเก่งและน่ารักมากๆ ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ เจ้านายก็ให้โอกาสเต็มที่ในการบริหารทีม อาจจะมีไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ก็จะผ่านกันไปได้ด้วยดี และยอมรับว่าสังคมในที่ทำงานที่นี่นั้น อาจจะทำงานสุดๆกันแต่หลังจากเลิกงาน ทุกคนมีความเคารพซึ่งกันและกัน
จนมาวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จาก Head hunter โทรมาเพื่อเสนองาน ซึ่งในตอนแรกก็มีการปฎิเสธไป แต่ทางนั้นก็รบเร้าว่าอยากให้ลองไปคุยดูก่อน เพราะอีกทางนึงเห็นประวัติแล้วต้องการเป็นอย่างมาก และสร้างแรงจูงใจมากมาย เพื่อให้ไปร่วมงานด้วย ถึงแม้เป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก แต่ตัวบริษัทแม่ก็ใหญ่มากพอสมควร และทางเจ้าของก็เป็นผู้บริหารเองโดยตรง โดยผ่าน ผู้จัดการอาวุโสท่านนึง ที่เป็นโน้มน้าวให้ผมเข้าไปร่วมงาน โดยเสนอเงินเดือนมากกว่าเดิม 30% และผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าการเติบโตทางหน้าที่การงาน เป้าหมายระยะยาวที่วางกันไว้
แต่สิ่งที่มัดใจผมอยู่คือ อยากให้ผมใช้ความสามารถและประสปการณ์ที่ผ่านมาไปพัฒนาแลพยกระดับทีมให้ดีกว่าเดิม ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะยอมย้ายตัวเองไปที่ใหม่โดยไม่ลังเล เพราะมันคือการได้ใช้ความสามารถที่เรามีอย่างเต็มที่ และรู้สึกเป็นคนสำคัญที่จะพาบริษัทเติบโตไปในอนาคต
ไม่นานนักก็ได้มีการนัดสัมภาษณ์กัน จากการพูดคุยทางผู้บริหารต้องการพัฒนาบริษัทอย่างจริงจัง แต่ไม่สามารถโปรโมทคนเดิมในองค์กรได้ เนื่องจากประเมินความสามารถแล้วยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงเป็นที่มาของการหาคนนอกเพื่อเข้ามาพัฒนาอย่างจริงจัง ทางบริษัทกล่าวถึง กระบวนการคัดหาคน ว่าไม่ได้เป็นการหาแบบฉาบฉวย ผ่านการคิดมาอย่างดี จึงเป็นที่มาของการสัมภาษณ์ของวันนี้ ความรู้สึกส่วนตัวในวันนั้นรู้สึกเต็มไปด้วยความอิ่มเอม ความหวัง ความภูมิใจ ที่จะได้มีโอกาสได้ทำงานในจุดที่เราเติบโต และ ได้ผลตอบแทนที่เราพอใจจริงๆ ตัวเองช่างเป็นคนที่โชคดีมากๆ
จากนั้นก็อีกประมาณ 2 เดือนก็ได้มาทำงานอย่างที่ตั้งใจไว้ วันแรกก็มีการต้อนรับอย่างดีจากคนในบริษัท ยอมรับว่าวันแรกน้องๆทีมงานก็น่ารัก และต้อนรับด้วยความอบอุ่นมากๆ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองว่า คิดไมผิดที่ตัดสินใจย้ายมาทำงานที่นี่ แต่ก็สามารถรับรู้ถึงปัญหาความไม่พอใจของการเข้ามาของคนนอกได้เป็นอย่างดีของผู้ที่เป็นระดับหัวหน้าฝ่ายที่ทำงานมานานและคาดหวังว่าโปรโมทขึ้นในระดับที่สูงกว่า
ในมุมมองผมเป็นเรื่องปกติที่จะเจอและเราก็ต้องยอมรับ ปรับตัวเพื่อให้คนในทีมยอมรับได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของตัวเองนั้น มีการเล่นการเมืองตลอดเวลา มีการแบ่งคนของฉัน คนของผม ทั้งๆที่ทุกคนก็เป็นทีมเดียวกันหมด มีการนำคำพูดในที่ประชุมไปขยายต่อข้างนอกแบบจากบวกเป็นลบ มีการกระทำหลายๆอย่างที่เป็นเรื่องปกติ แต่สามารถบิดเป็นเรื่องของการดูถูก การลดคุณค่า ถึงขนาดเป็นเรื่องของการแบ่งแยกฐานะทางสังคม
ตัวเองที่เคยทำงานมา 20 กว่าปี ยอมรับจริงๆว่าปรับตัวไม่ได้ ไม่สามารถละวางปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ง่ายๆ สิ่งที่ผมทำก็คือ การพยายามแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุย 1 ต่อ 1 เพื่ออยากจบปัญหาระหว่างกัน แต่สิ่งทีเกิดขึ้นกลับเป็นการเติมเชื้อไฟมากกว่าเดิม เอาสิ่งที่คุยกัน ไปต่อยอดเพื่อให้ปัญหามันลามไปยิ่งกว่าเดิม จนสุดท้ายก็เกิดผลลัพท์คือ การให้ลาออกเอง โดยเหตุผลคือ ผมไม่เหมาะกับที่นั่นอีกต่อไป
และทางผู้บังคับบัญชาผม ได้อ้างถึงเหตุผลเช่น คนไม่ทีมไม่พอใจที่จะทำงานด้วยแล้ว, ทีมการตลาดบอกจะลาออก เพราะตอนตามงานใช้น้ำเสียงที่แข็งเกินไป เรียกได้ว่าทั้งบริษัทไม่มีใครอยากทำงานด้วย ส่วนตัวผมได้ขอโอกาสในการถามถึงปัญหาที่เกิดเพื่ออธิบายมุมมองตัวเองบ้าง อย่างน้อยถ้ามันเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง แต่คำตอบที่ได้คือ ไม่ให้ไปคุย เพราะปัญหาเท่านี้ยังไม่พออีกหรือ การเข้ามาทำงานของผมสร้างปัญหามากกว่าการมีอยู่ของหัวหน้าฝ่ายที่อยู่มาเกือบ 20 ปีซะอีก
สุดท้ายผมก็ต้องยอมลาออกมาเอง คิดว่ามันเแป็นความผิดของเราเองที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมบริษัทที่อยู่กันมานานได้ เราเป็นคนที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งหมดของบริษัท เราก็ควรแสดงความรับผิดชอบลาออกไปอย่างโดยดี นั่นคือศักดิ์ศรีของตัวเราที่ต้องยึดไว้ ต้องขอบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกของการลาออกโดยไม่มีงานรองรับ ตั้งแต่ทำงาน 20 กว่าปีครับ มั่นใจในตัวเองว่าศักยภาพ และการนำเสนอตัวเองอยู่ในระดับที่ตัวเองคิดว่า ลาออกมาเดี๋ยวก็ได้งานใหม่ในไม่ช้า
แต่ในความเป็นจริงนั้น ต่างจากที่คิดไว้แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย จากการสมัครไปมากกว่า 100 บริษัท ได้สัมภาษณ์ประมาณ 3-4 บริษัท ปะปนกันไปทั้งต่างชาติและไทย จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหางานได้ โดยรวมระยะเวลามากกว่า 3 เดือนจากที่ลาออกมา จากโปรไฟล์ที่เคยทำงาน 4 ที่ใน 20 ปี 2 ที่แรกรวมกัน 18 ปี แต่ 2 ที่หลังนั้น ทำเพียง 1 ปี 4 เดือน และ 8 เดือน ตามลำดับ
ที่ทำงานที่ 3 ทำ 1 ปี 4 เดือนสามารถอธิบายได้ เพราะเป็นย้ายออกจากการเสนองานที่ใหม่ แต่ที่สุดท้ายที่ทำเพียง 8 เดือนนั้น เป็นปัญหาที่ตามมาหลอกหลอนกับการสมัครงานทุกที่ ไม่ว่าจะตอบหรืออธิบายแบบไหน ดูจะไม่สามารถทำให้ HR พอใจในคำตอบได้ครับ ต่อให้เคยอยู่บริษัทชั้นนำมาเกือบ 20 ปี แต่ทุกที่จะสนใจสาเหตุของการลาออกที่สุดท้ายมาก ต้องการถามหาเหตุผลที่แท้จริงๆออกมาให้ได้ ซึ่งผมก็เคารพการตัดสินใจเหล่านั้นครับ
เมื่อคนที่มั่นใจในศักยภาพตัวเองมากๆ โดนปฎิเสธบ่อยๆ ด้วยเหตุผลซ้ำๆคือ แนวทางการบริหารทีมไม่เหมาะกับบริษัท ด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งๆที่ตัวเองอายุ 44 ปีแล้วนั้น มันทำให้ตัวเองรู้สึกเป็นคนไร้ความสามารถมากๆ อยากจะโทษทุกอย่างรอบตัว อยากย้อนเวลา อยากหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง ทุกๆวันได้หมกมุ่นกับเวปสมัครงาน แล้วก็รอโทรศัพท์จาก HR แล้วก็หาย้อนเวลาดูเหตุการณ์ของที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ วนไปแบบนี้มาตลอด ไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนนี้ได้
สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันก็คือ การเลือกสิ่งที่ท้าทาย มากกว่า ความมั่นคง ในวัย 40+ แล้วการยอมรับผลที่ตามมานั้นมันไม่ง่ายเลย ถ้าผลออกมาดีก็คงจะภูมิใจกับตัวเองมากๆ แต่ถ้าผลตรงกันข้าม การจะกลับไปจุดเดิมนั้น มันยากกว่าหลายเท่ายิ่งนัก ที่ต้องต่อสู้กับจิตสำนึกที่ย้ำคิดย้ำทำ หมกมุ่นกับเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งถ้าบางคนสามารถหางานใหม่ได้เร็วก็คงจะดีไม่น้อย แต่แค่ผมอาจจะเจอในสถาณการณ์ที่เลวร้ายกว่า ทำให้ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหลุดจากวังวนนี้ออกไปได้
หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านกันจนจบครับ
แบ่งปันประสปการณ์การตกงานตอนอายุ 44 ปี และยังหาทางกลับไปจุดเดิมไม่ได้
ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับผู้ที่ตัดสินใจจากผลประโยชน์จากตัวเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผมทำงานด้านฝ่ายขายผลิตภัณฑ์มาตลอดตั้งแต่อายุ 20ต้นๆ ทำงานในบริษัทต่างชาติไต่เต้า จน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย ส่วนตัวก็มีธุรกิจทำร้านกาแฟตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 แต่ตอนนี้ก็ปิดไปตอน Covid 19 แต่ก็ได้ประสปการณ์มาไม่น้อย จนชีวิตเข้าวัยกลางคน มีครอบครัว มีลูก เป็นชีวิตที่ราบเรียบ เหมือนคนอื่นทั่วๆไป เพื่อนร่วมงาน และเจ้านายที่ผ่านๆมาก็เป็นคนน่ารัก น่าเคารพ และเป็นแบบอย่างในการเป็นหัวหน้าที่ดีทุกๆคน
กระทั่งเข้าสู่อายุ 40 ต้น ได้มีโอกาสเข้าไปทำบริษัทต่างชาติเป็น ผู้จัดการฝ่ายที่มีคนในทีมขายร่วม 10 คนเราต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ยอดตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้ ในส่วนการทำงานมีหนักมีเบา การทำงานที่เป็นระบบ ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่และอายุยาวนาน ซึ่งตัวผมก็สามารถปรับตัวและเข้ากับทีมได้ค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะคนในทีมเก่งและน่ารักมากๆ ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ เจ้านายก็ให้โอกาสเต็มที่ในการบริหารทีม อาจจะมีไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ก็จะผ่านกันไปได้ด้วยดี และยอมรับว่าสังคมในที่ทำงานที่นี่นั้น อาจจะทำงานสุดๆกันแต่หลังจากเลิกงาน ทุกคนมีความเคารพซึ่งกันและกัน
จนมาวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จาก Head hunter โทรมาเพื่อเสนองาน ซึ่งในตอนแรกก็มีการปฎิเสธไป แต่ทางนั้นก็รบเร้าว่าอยากให้ลองไปคุยดูก่อน เพราะอีกทางนึงเห็นประวัติแล้วต้องการเป็นอย่างมาก และสร้างแรงจูงใจมากมาย เพื่อให้ไปร่วมงานด้วย ถึงแม้เป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก แต่ตัวบริษัทแม่ก็ใหญ่มากพอสมควร และทางเจ้าของก็เป็นผู้บริหารเองโดยตรง โดยผ่าน ผู้จัดการอาวุโสท่านนึง ที่เป็นโน้มน้าวให้ผมเข้าไปร่วมงาน โดยเสนอเงินเดือนมากกว่าเดิม 30% และผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าการเติบโตทางหน้าที่การงาน เป้าหมายระยะยาวที่วางกันไว้
แต่สิ่งที่มัดใจผมอยู่คือ อยากให้ผมใช้ความสามารถและประสปการณ์ที่ผ่านมาไปพัฒนาแลพยกระดับทีมให้ดีกว่าเดิม ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะยอมย้ายตัวเองไปที่ใหม่โดยไม่ลังเล เพราะมันคือการได้ใช้ความสามารถที่เรามีอย่างเต็มที่ และรู้สึกเป็นคนสำคัญที่จะพาบริษัทเติบโตไปในอนาคต
ไม่นานนักก็ได้มีการนัดสัมภาษณ์กัน จากการพูดคุยทางผู้บริหารต้องการพัฒนาบริษัทอย่างจริงจัง แต่ไม่สามารถโปรโมทคนเดิมในองค์กรได้ เนื่องจากประเมินความสามารถแล้วยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงเป็นที่มาของการหาคนนอกเพื่อเข้ามาพัฒนาอย่างจริงจัง ทางบริษัทกล่าวถึง กระบวนการคัดหาคน ว่าไม่ได้เป็นการหาแบบฉาบฉวย ผ่านการคิดมาอย่างดี จึงเป็นที่มาของการสัมภาษณ์ของวันนี้ ความรู้สึกส่วนตัวในวันนั้นรู้สึกเต็มไปด้วยความอิ่มเอม ความหวัง ความภูมิใจ ที่จะได้มีโอกาสได้ทำงานในจุดที่เราเติบโต และ ได้ผลตอบแทนที่เราพอใจจริงๆ ตัวเองช่างเป็นคนที่โชคดีมากๆ
จากนั้นก็อีกประมาณ 2 เดือนก็ได้มาทำงานอย่างที่ตั้งใจไว้ วันแรกก็มีการต้อนรับอย่างดีจากคนในบริษัท ยอมรับว่าวันแรกน้องๆทีมงานก็น่ารัก และต้อนรับด้วยความอบอุ่นมากๆ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองว่า คิดไมผิดที่ตัดสินใจย้ายมาทำงานที่นี่ แต่ก็สามารถรับรู้ถึงปัญหาความไม่พอใจของการเข้ามาของคนนอกได้เป็นอย่างดีของผู้ที่เป็นระดับหัวหน้าฝ่ายที่ทำงานมานานและคาดหวังว่าโปรโมทขึ้นในระดับที่สูงกว่า
ในมุมมองผมเป็นเรื่องปกติที่จะเจอและเราก็ต้องยอมรับ ปรับตัวเพื่อให้คนในทีมยอมรับได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของตัวเองนั้น มีการเล่นการเมืองตลอดเวลา มีการแบ่งคนของฉัน คนของผม ทั้งๆที่ทุกคนก็เป็นทีมเดียวกันหมด มีการนำคำพูดในที่ประชุมไปขยายต่อข้างนอกแบบจากบวกเป็นลบ มีการกระทำหลายๆอย่างที่เป็นเรื่องปกติ แต่สามารถบิดเป็นเรื่องของการดูถูก การลดคุณค่า ถึงขนาดเป็นเรื่องของการแบ่งแยกฐานะทางสังคม
ตัวเองที่เคยทำงานมา 20 กว่าปี ยอมรับจริงๆว่าปรับตัวไม่ได้ ไม่สามารถละวางปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ง่ายๆ สิ่งที่ผมทำก็คือ การพยายามแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุย 1 ต่อ 1 เพื่ออยากจบปัญหาระหว่างกัน แต่สิ่งทีเกิดขึ้นกลับเป็นการเติมเชื้อไฟมากกว่าเดิม เอาสิ่งที่คุยกัน ไปต่อยอดเพื่อให้ปัญหามันลามไปยิ่งกว่าเดิม จนสุดท้ายก็เกิดผลลัพท์คือ การให้ลาออกเอง โดยเหตุผลคือ ผมไม่เหมาะกับที่นั่นอีกต่อไป
และทางผู้บังคับบัญชาผม ได้อ้างถึงเหตุผลเช่น คนไม่ทีมไม่พอใจที่จะทำงานด้วยแล้ว, ทีมการตลาดบอกจะลาออก เพราะตอนตามงานใช้น้ำเสียงที่แข็งเกินไป เรียกได้ว่าทั้งบริษัทไม่มีใครอยากทำงานด้วย ส่วนตัวผมได้ขอโอกาสในการถามถึงปัญหาที่เกิดเพื่ออธิบายมุมมองตัวเองบ้าง อย่างน้อยถ้ามันเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง แต่คำตอบที่ได้คือ ไม่ให้ไปคุย เพราะปัญหาเท่านี้ยังไม่พออีกหรือ การเข้ามาทำงานของผมสร้างปัญหามากกว่าการมีอยู่ของหัวหน้าฝ่ายที่อยู่มาเกือบ 20 ปีซะอีก
สุดท้ายผมก็ต้องยอมลาออกมาเอง คิดว่ามันเแป็นความผิดของเราเองที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมบริษัทที่อยู่กันมานานได้ เราเป็นคนที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งหมดของบริษัท เราก็ควรแสดงความรับผิดชอบลาออกไปอย่างโดยดี นั่นคือศักดิ์ศรีของตัวเราที่ต้องยึดไว้ ต้องขอบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกของการลาออกโดยไม่มีงานรองรับ ตั้งแต่ทำงาน 20 กว่าปีครับ มั่นใจในตัวเองว่าศักยภาพ และการนำเสนอตัวเองอยู่ในระดับที่ตัวเองคิดว่า ลาออกมาเดี๋ยวก็ได้งานใหม่ในไม่ช้า
แต่ในความเป็นจริงนั้น ต่างจากที่คิดไว้แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย จากการสมัครไปมากกว่า 100 บริษัท ได้สัมภาษณ์ประมาณ 3-4 บริษัท ปะปนกันไปทั้งต่างชาติและไทย จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหางานได้ โดยรวมระยะเวลามากกว่า 3 เดือนจากที่ลาออกมา จากโปรไฟล์ที่เคยทำงาน 4 ที่ใน 20 ปี 2 ที่แรกรวมกัน 18 ปี แต่ 2 ที่หลังนั้น ทำเพียง 1 ปี 4 เดือน และ 8 เดือน ตามลำดับ
ที่ทำงานที่ 3 ทำ 1 ปี 4 เดือนสามารถอธิบายได้ เพราะเป็นย้ายออกจากการเสนองานที่ใหม่ แต่ที่สุดท้ายที่ทำเพียง 8 เดือนนั้น เป็นปัญหาที่ตามมาหลอกหลอนกับการสมัครงานทุกที่ ไม่ว่าจะตอบหรืออธิบายแบบไหน ดูจะไม่สามารถทำให้ HR พอใจในคำตอบได้ครับ ต่อให้เคยอยู่บริษัทชั้นนำมาเกือบ 20 ปี แต่ทุกที่จะสนใจสาเหตุของการลาออกที่สุดท้ายมาก ต้องการถามหาเหตุผลที่แท้จริงๆออกมาให้ได้ ซึ่งผมก็เคารพการตัดสินใจเหล่านั้นครับ
เมื่อคนที่มั่นใจในศักยภาพตัวเองมากๆ โดนปฎิเสธบ่อยๆ ด้วยเหตุผลซ้ำๆคือ แนวทางการบริหารทีมไม่เหมาะกับบริษัท ด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งๆที่ตัวเองอายุ 44 ปีแล้วนั้น มันทำให้ตัวเองรู้สึกเป็นคนไร้ความสามารถมากๆ อยากจะโทษทุกอย่างรอบตัว อยากย้อนเวลา อยากหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง ทุกๆวันได้หมกมุ่นกับเวปสมัครงาน แล้วก็รอโทรศัพท์จาก HR แล้วก็หาย้อนเวลาดูเหตุการณ์ของที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ วนไปแบบนี้มาตลอด ไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนนี้ได้
สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันก็คือ การเลือกสิ่งที่ท้าทาย มากกว่า ความมั่นคง ในวัย 40+ แล้วการยอมรับผลที่ตามมานั้นมันไม่ง่ายเลย ถ้าผลออกมาดีก็คงจะภูมิใจกับตัวเองมากๆ แต่ถ้าผลตรงกันข้าม การจะกลับไปจุดเดิมนั้น มันยากกว่าหลายเท่ายิ่งนัก ที่ต้องต่อสู้กับจิตสำนึกที่ย้ำคิดย้ำทำ หมกมุ่นกับเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งถ้าบางคนสามารถหางานใหม่ได้เร็วก็คงจะดีไม่น้อย แต่แค่ผมอาจจะเจอในสถาณการณ์ที่เลวร้ายกว่า ทำให้ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหลุดจากวังวนนี้ออกไปได้
หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านกันจนจบครับ