[CR] ⛰️ 3,143 เมตร ฟานซิปัน — มากกว่ายอดเขา อีกหนึ่งวันของชีวิต


ฟานซิปัน 3,143 เมตร 
ภูเขาที่สูงที่สุดในเวียดนามและอินโดไชน่า 

วันที่เดินขึ้น ผมเพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่  
แต่ก็ยังตัดสินใจไป 
 

หนึ่งวันในชีวิต ที่ผม “พิชิต” ยอดเขา  
ควรจะเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ไม่มีวันลืม 
 
แต่สิ่งที่ผมจำได้ชัดที่สุดในวันนั้น 
กลับไม่ใช่ภูเขา 

เป็นชีวิตผู้ชายวัยยี่สิบสี่ 
ที่เดินขึ้นลงภูเขาลูกนี้ มาแล้วนับไม่ถ้วน 


เริ่มต้นในความมืด 

“อาซู” เป็นไกด์ท้องถิ่นของผมในวันนี้ เขาพานักเดินเขาขึ้นฟานซิปัน 
ผมไม่สามารถโซโล่เดี่ยวเหมือนอย่างเคย ต้องมีไกด์นำทางและใบอนุญาตล่วงหน้า 

อาซูมารับผมที่โรงแรมในซาปา ก่อนหกโมงเช้า และเราถึง Tram Ton ในยี่สิบนาที 

จุดเริ่มต้นที่ความสูง 1,900 เมตร อาซูเดินนำผมในจังหวะดูสบายๆ ผ่านไฟแสงสว่างเล็กๆ นำทางจากมือถือ 
ไม่ถึงชั่วโมง ถึงทางจะเรียบและไม่ชันมาก เขาหยุดพักครั้งแรก  

ระหว่างหยุดพัก เขาชี้ไปที่ต้นไม้ มีใบหยักเป็นแฉก ขึ้นหนาแน่นตามข้างทาง 
"พ่อผมขึ้นมาเก็บใบพวกนี้ มันเป็นสมุนไพร เอาไปขายในตลาด"  

ในป่านี้ เขารู้จักต้นไม้ สัตว์และแมลงเกือบทุกชนิด ครอบครัวเขาเป็นชาวม้งเก็บของป่าขาย 
พ่อสอนตั้งแต่เขายังเด็ก เขาตามพ่อมาเก็บของป่าบนเขานี้เป็นประจำ  

ผมถามต่อว่าเขาขึ้นยอดฟานซิปันครั้งแรกตอนไหน 

"สิบขวบ" อาซูตอบ "มากับพ่อและพี่ชาย มาเก็บสมุนไพรและดักสัตว์กัน" 



ความท้าทายเริ่มต้น 

ชั่วโมงครึ่งกับระยะทาง 3 กิโลเศษ เราก็มาถึง Lower Camp Site ที่ระดับความสูง 2,200 เมตร  
ฟ้าสว่างแล้ว เผยให้เห็นป่าที่สมบูรณ์และต้นไม้เต็มข้างทาง 

อาซูบอกว่า จุดนี้การเดินเขาฟานซิปันเริ่มจริงจัง มีบันไดเหล็ก ทางชันขึ้นและหินลื่น 
เขาไม่ได้แวะพักและเราเดินต่อทันที 

ไม่นานเขาคงสังเกตเห็นว่า ผมเริ่มก้าวสั้นลงและดูเหนื่อย 

อาซูเริ่มให้ผมหยุดพักถี่ขึ้น เขาบอกให้ผมเก็บภาพวิวสวยๆ 

ทุกครั้งที่หยุด ผมเดาว่านี่คือวิธีพักที่สุภาพที่สุดที่เขาจะมอบให้ลูกค้าได้ 


ระหว่างทาง นักเดินป่าชาวยุโรปและคู่รักชาวสเปนเดินแซงเราไป 

อาซูทักทายเพื่อนไกด์ชาวม้งด้วยรอยยิ้ม  
แล้วหันมาปลอบใจผมสั้นๆ “We are private tour, take your time... Slow is good” 
 

ผมแปลกใจที่เขาพูดอังกฤษได้ดี 
จึงถามว่าเขาเรียนมาจากไหน 

อาซู เล่าว่า เขาไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียนเหมือนเด็กในเมือง 
แต่มีบาทหลวงชาวสิงคโปร์ของโบสถ์หมู่บ้านม้ง มาสอนภาษาอังกฤษฟรีให้เด็กๆ ในหมู่บ้าน  

“ผมโชคดีมาก ถูกเลือกไปช่วยงานโบสถ์ที่ฮานอย ผมได้เรียนภาษาอังกฤษอยู่หกเดือน"  

ทำให้เขามาเป็นไกด์อาชีพในทุกวันนี้ 



ความชันที่แท้จริง 

ทางชันขึ้นมาก อาซูให้ผมใช้ Trekking pole ส่วนเขาตัดไม้จากข้างทาง 

เขาเดินคล่องแคล่วบนบันได กระโดดข้ามก้อนหินอย่างชำนาญ 
ในขณะที่ผมต้องค่อยๆ เดินขึ้นช้าๆ ก้มลงไต่บันไดเป็นครั้งคราว เขาเห็นผมเริ่มหมดแรงแล้ว จังหวะหายใจไม่สม่ำเสมอ หลังจากสามชั่วโมงกว่า  

ระหว่างพัก อาซูเล่าว่า เขาพบกับภรรยาที่ฮานอย พวกเขาเรียนห้องเดียวกัน 
ตอนนี้เธอทำงานเป็นไกด์พาคนเที่ยวหมู่บ้านม้ง ตอนนี้พวกเขามีลูกสองคนแล้ว  

อาซูเป็นไกด์อิสระ รับงานตรงจากลูกค้าเองหรือผ่านตัวแทน 
เขาฝันว่าอยากสร้างบ้านใหม่เป็นของตัวเองและครอบครัว จะได้ไม่ต้องอยู่บ้านพ่อแม่ 

น้ำเสียงและแววตาของชายอายุ 24 ทำให้ผมรู้สึกได้ชัด 
มันมีทั้งความสุขและภาระที่หนักอึ้งไปพร้อมๆ กัน 

อาจจะเหมือนกับผมบนภูเขาสูงชันในวันนี้ ทั้ง 

“ความหนัก” และ “ความสุข” 


Upper Camp Site 2,800 เมตร 

ในที่สุดก็มาถึงจุดพักตอนนี้สิบโมงครึ่ง หลังจากเดินมาร่วมหกกิโล  

อาซูเตรียมอาหารเที่ยง มาม่าต้ม ใส่ไข่และผัก 
กับส้มสองลูกที่เก็บจากต้นที่บ้าน 
วิเศษสุด คือกาแฟร้อนๆ ในอากาศเย็นแบบนี้  

สามเดือนก่อน คู่รักจากสิงคโปร์ใช้เวลาแปดชั่วโมงกว่าเพื่อขึ้นถึงยอดเขา 
คนผู้หญิงเดินไปร้องไห้ไปเกือบตลอดทาง 

สัปดาห์ที่แล้วชายชาวฝรั่งเศสตัวใหญ่ เดินไปเจ็ดชั่วโมง 
กลุ่มที่เร็วสุดของอาซู นักเดินเขาอาชีพจากยุโรปขึ้นถึงยอดเขา ภายในสามชั่วโมง  

เขากำลังบอกใบ้ผมอย่างสุภาพว่า ผมอยู่ตรงกลางนะ ไม่ต้องเป็นห่วง  

หลังอาหารเที่ยง เขาให้ผมเดินต่อทันที และเราเริ่มออกเดินอีกครั้งตอน 11 โมง 

จริงๆแล้ว อาซูรู้ว่า เวลาไม่ได้มีเหลือมากนักในตอนนี้ 



ผลักดันช่วงสุดท้าย 

ช่วงสุดท้ายคืองานจริงของอาซู 

ทางเดินขึ้นลงสลับกันข้ามภูเขาหลายลูก 
แต่ยอดฟานซิปันกลับหลบอยู่หลังกลุ่มเมฆ 

และด้วยความสูงระดับนี้ อาซูรู้ว่าผมหายใจไม่สม่ำเสมอ 
และสองขาล้าจนถึงที่สุดแล้ว 

เขาเริ่มมองนาฬิกาบ่อยขึ้น คงกังวลว่าเราจะลงไม่ทันมืด 
หลังจากเดินขึ้นช้าๆ มาสักพัก เขามองนาฬิกาอีกครั้ง ชี้และพูดขึ้นว่า 
 

"เห็นกระเช้าขึ้นยอดบนนั้นแล้ว"  

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นกระเช้าเล็กๆ เคลื่อนที่บนสายลวดพาดอยู่บนท้องฟ้า  

คำพูดเบาๆ ของอาซู เหมือนสะกิดให้เห็นว่าเราใกล้เป้าหมายแล้ว 

ผมมีแรงฮึดขึ้นมาครั้งสุดท้าย  


ยอดเขา 3,143 เมตร ที่สร้างจากหยาดเหงื่อ 

ใกล้ถึงยอดเขา ผมช้าลงอีก ความกังวลของอาซูเพิ่มขึ้น 

ตอนนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร ผมยังไม่รู้ชัดเรื่องเวลา 
แต่อาจจะเหนื่อยเกินไปหรือว่าคิดถึงภรรยา 

ผมตัดสินใจโทรชวนภรรยานั่งกระเช้าตามขึ้นมาเจอกันบนยอดเขา
และนั่งลงพร้อมๆ กัน 

ผมบอกอาซู เขาพยักหน้ารับเงียบๆ  

ตามด้วยรอยยิ้มที่โล่งใจที่สุดของเขาในวันนั้น 


 

สิบเอ็ดโมงครึ่ง 

อาซูชี้ให้ผมมองผู้หญิงคนหนึ่ง 
โบกมือให้ผมจากสถานีรถกระเช้าด้านบน 

ภรรยาผมมารออยู่แล้ว 
ผมไม่รู้ว่า ผมดีใจที่เห็นเธอ หรือดีใจที่ไม่ต้องเดินลงมากกว่ากัน 

ข้างบนสถานีนี้เหมือนจะเดินง่ายขึ้น 
มีพื้นกระเบื้องเรียบๆ ไม่ลื่นเหมือนก้อนหินหรือดินโคลนที่เราเดินขึ้นมา 

แต่บันไดช่วงสุดท้าย ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในตอนที่เราหมดแรงแล้ว  

 
ในที่สุด ยอดฟานซิปัน 3,143 เมตร 
บนเส้นทางร่วม 9 กิโล กับเวลาหกชั่วโมงเศษ  

อาซูรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาพิเศษของผู้พิชิต 
เขายิ้ม ยื่นเหรียญรางวัลและถ่ายรูปให้ผม  
ผมขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  
 

“มันเป็นงานผม”  
.
.
.
อาซู พูดขึ้นเบาๆ 
.
.
เขาอาจจะพูดสั้นๆ เพื่อรักษามารยาท หรือเขาจะไม่ได้รู้สึกร่วมแบบเดียวกันกับผมจริงๆ 
 

ระหว่างเดินลงมาที่สถานีรถกระเช้า ผมหมดเรี่ยวแรง 
อาซู ชี้ให้ผมดูพื้นกระเบื้องตามทางเดิน 
“กระเบื้องพวกนี้แหละ คุณพ่อและพี่ชายผม เป็นคนเดินเท้าแบกขึ้นมา ในช่วงก่อสร้างเมื่อหลายปีก่อน” 
.
.
.
ผมรู้สึกทึ่ง เมื่อได้ยินแว็บแรก 
.
.
ผมเดินต่อไปช้าๆ ก้มมองพื้นกระเบื้อง 
แล้วมองไปตามทางเดินที่ทอดยาวลงไปด้านล่าง
จินตนาการไม่ออกว่า 
.
การเอากระเบื้องพวกนี้ขึ้นมาทุกๆ แผ่น 
ต้องใช้แรงขนาดไหน 
.
สำหรับอาซู พ่อ พี่ชาย หรือคนอื่นๆ ในที่แห่งนี้ 
พวกเขาเดินขึ้นลงฟานซิปันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลายสิบปี หรือตลอดชีวิต 
.
เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว  
.
.
.
มันไม่ใช่แบบ “ผู้พิชิต หนึ่งครั้ง ในชีวิต” ของผม  
 

แต่ฟานซิปันคือ
 
“หยาดเหงื่อ” และ “ชีวิต” ของพวกเขา 

ชื่อสินค้า:   Fansipan
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่