ปิดทองหลังพระที่ไม่มีองค์พระให้ปิด

สงครามในโลกจริง ไม่มีมุมกล้องให้เห็นความจริงทุกด้าน คนที่ยอมเป็นปีศาจเพื่อหยุดปีศาจ อาจถูกจดจำว่าเป็นปีศาจจริง ๆ เพราะชีวิตจริงไม่มี "ตอนพิเศษ" ที่เปิดเผยว่าเขาเสียสละเพื่อใคร..



ในโลกของเรื่องเล่า ผู้ชมมักได้รับสิทธิพิเศษอย่างหนึ่งเสมอ นั่นคือการได้เห็นความจริงทั้งหมด เราเห็นเบื้องหลังของผู้กระทำ เห็นความลังเล เห็นบาดแผล เห็นเหตุผลที่ผลักดันให้ใครบางคนเลือกเดินบนเส้นทางที่มืดมน ตัวละครบางคนจึงถูกเรียกว่า Anti-hero ผู้เสียสละในเงามืด ผู้ยอมให้โลกเกลียดเพื่อรักษาบางสิ่งที่โลกไม่เคยรู้

แต่สงครามในชีวิตจริงไม่มีมุมกล้อง ไม่มีตอนย้อนอดีต ไม่มีฉากสารภาพความจริงก่อนม่านจะปิดลง ผู้คนเห็นเพียงผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อหน้า และตัดสินกันจากเศษเสี้ยวของความจริงที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ส่วนแรงจูงใจ ความเสียสละ หรือความจำเป็นที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวนั้น มักจมหายไปโดยไม่มีใครดำลงไปค้นหา

_____

มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการความจริงทั้งหมด พวกเขาต้องการเพียง “เรื่องเล่าที่เข้าใจง่าย” ต้องมี “คนดี” และ “คนเลว” ต้องมีฝ่ายที่ควรถูกสรรเสริญ และฝ่ายที่ควรถูกเกลียด เมื่อเรื่องราวซับซ้อนเกินไป จิตใจก็จะตัดทอนมันให้เรียบง่าย แล้วโยนความผิดทั้งหมดลงบนใครสักคน
โลกจึงถูกแบ่งเป็นฝ่ายถูกกับฝ่ายผิด หรือฮีโร่กับผู้ร้าย
แต่ในความเป็นจริง หลายเหตุการณ์คือการปะทะกันของความจริงหลายชุด ความจริงของคนหนึ่งอาจเป็นบาดแผลของอีกคนหนึ่ง ความจริงของผู้ชนะอาจกลายเป็นประวัติศาสตร์ ส่วนความจริงของผู้แพ้มักถูกจมอยู่ใต้น้ำเหมือนส่วนล่างของภูเขาน้ำแข็ง

เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ความจริงชนะเสมอ เราอยู่ในโลกที่ “เรื่องเล่าที่ทรงพลังกว่า” มักชนะ และบางครั้ง คนที่รู้ความจริงทั้งหมดกลับเป็นคนที่พูดมันไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าดึงภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนขึ้นมา เรือของใครบางคนอาจจมลงทันที..

เมื่อเราเอาคำว่า “ผู้ปิดทองหลังพระในเงามืด” ไปวางบนการเมืองจริง ๆ มันจึงเกิดปัญหา เพราะคนกลุ่มหนึ่งจะมองว่าเขาเสียสละ แต่อีกกลุ่มหนึ่งจะมองว่าเขาทำลาย นั่นคือเหตุผลที่ตัวละครแบบนี้ในโลกจริงไม่มีวันได้รับฉันทามติเหมือนในเรื่องเล่า มักมีเพียง 3 ลักษณะที่ติดตัวพวกเขาไป..
เขาทำสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ
เขาเชื่อว่ามันจำเป็น
ประวัติศาสตร์จะตัดสินเขาไม่เหมือนกันในแต่ละยุค

สิ่งที่คนรุ่นหนึ่งเรียกว่า “ปีศาจ” คนรุ่นถัดไปอาจเรียกว่า “ผู้เสียสละ” หรือกลับกันก็ได้ เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนด้วยความจริงทั้งหมด แต่มักเขียนด้วยมุมมองของคนที่ยังมีชีวิตอยู่..

_____

ในโลกการ์ตูนหรือเรื่องเล่า ตัวละครอย่าง อิทาจิหรือคุมะ ถูกเขียนมาให้เป็นโศกนาฏกรรมเชิงอุดมคติ คือการยอม "เปื้อนเลือด" เพื่อรักษาสันติภาพในภาพรวม คุมะะยอมละทิ้งชื่อราชาและพ่อ เพื่อกลายเป็นอาวุธที่ไร้จิตวิญญาณ (PX-0) เพียงเพื่อปกป้องอนาคตของลูกสาวและอุดมการณ์คณะปฏิวัติ เขาเลือกที่จะเป็นเครื่องจักรเพื่อให้คนอื่นมีชีวิต..

แต่ในสงครามชีวิตจริง ปัจจัยที่ทำให้ความเป็น Anti-hero แบบนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเราไม่เคยเห็นความคิดในใจของผู้กระทำเหมือนที่เราเห็นอิทาจิ สงครามจริงเต็มไปด้วย Propaganda จนแยกไม่ออกว่าใครคือผู้ปิดทองหลังพระ หรือใครคืออาชญากรสงครามที่สร้างภาพ

ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ ในชีวิตจริงคนปิดทองหลังพระ…อาจไม่มีแม้แต่พระให้ปิด บ่อยครั้งองค์กรหรืออุดมการณ์ที่เรายอมเปื้อนเลือดเพื่อรักษาไว้ กลับเป็นเพียงหัวโขนที่เน่าเฟะ แผ่นหลังขององค์พระแท้จริงแล้วถูกปลวกกัดกินจนกลวงโบ๋ การเป็น Anti-hero ในโลกจริงจึงไม่ใช่บทบาทที่น่าถวิลหา แต่มันคือการก้าวลงสู่ขุมนรกที่ไร้ก้นบึ้ง

_____

สภาวะนี้ถูกสะท้อนชัดเจนที่สุดผ่านตัวละครโบรุโตะ ในปัจจุบัน โบรุโตะคือ The Void (ความว่างเปล่า) เขายังมีลมหายใจ แต่ในสายตาของโลก เขาไม่มีที่ยืน ไม่มีชื่อเดิม ไม่มีสายสัมพันธ์ ความจริงของเขาถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่รอให้ความเกลียดชังของคนอื่นเข้ามาเติมเต็ม เขาคือภาชนะที่ต้องแบกรับทั้งบาปที่ตัวเองไม่ได้ก่อและเจตจำนงของโอซึซึกิ

การที่โบรุโตะต้องสูญเสียทุกอย่าง อาจเป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่สภาวะเดียวกับ ชิไบ (พระเจ้าผู้ละทิ้งกายหยาบ) เพราะการจะเข้าถึงพลังระดับพระเจ้าได้นั้นต้อง "ว่างเปล่า" เสียก่อน ต้องไม่มีสายสัมพันธ์ ไม่มีอัตตา และไม่มีตัวตนในโลกมนุษย์ โบรุโตะไม่ได้แลกแค่ร่างกาย... แต่เขาแลก 'โอกาสสุดท้าย' ที่จะเป็นมนุษย์ เพื่อกลายเป็นพลังงานที่ไร้รูปร่างในจักรวาลที่เหงาที่สุด

_____

คุณคิดว่าความเจ็บปวดจากการถูกเข้าใจผิดไปตลอดกาล กับการหายไปเหมือนไม่เคยมีตัวตน อย่างไหนมันกัดกินวิญญาณของมนุษย์ได้รุนแรงกว่ากัน??

มนุษย์เราเองหวาดกลัวการถูกลืมมากกว่าการถูกเกลียด เพราะการถูกเกลียดคือการมี "ตัวตน" ที่ทรงพลังรูปแบบหนึ่ง มันคือความเจ็บปวดที่พิสูจน์ว่าเราเคยมีผลกระทบต่อโลก อิทาจิและคุมะเลือกทางนี้เพราะต้องการให้ความเกลียดชังกลายเป็น "เครื่องมือ" แบกรับสันติภาพ

ส่วนการหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น คือความเมตตาของความว่างเปล่า หรือการหวนคืนทุกสิ่งสู่ The Void มันคือการยอมรับว่าชีวิตไม่มีน้ำหนัก หยดน้ำตาที่คุณเคยเสียไปจะถูกลบออกไปจากระบบราวกับไม่เคยถูกเขียนขึ้น..

ในโลกที่ "ความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว" การถูกจดจำในฐานะคนเลวมักนำไปสู่ห่วงโซ่ความแค้นที่ไม่จบสิ้น แต่การหายไปอย่างสมบูรณ์คือการ "ตัดตอน" วงจรเหล่านั้น มันคือความเสียสละที่เงียบเชียบที่สุด คือการยอมให้ความหมายของตัวเองเป็นศูนย์ เพื่อไม่ให้ความบิดเบือนนั้นกลายเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงโลกอีกต่อไป

การถูกจำผิด คือนรกที่ยังวนเวียน... แต่การถูกลืม คือนิพพานของผู้ที่ไม่อยากเหลือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดไว้ให้ใคร.. เหมือนกับที่โบรุโตะกำลังกระทำอยู่
โลกแห่งความจริงไม่ได้ถูกเขียนด้วยพู่กันที่จุ่มน้ำหมึกแห่งความยุติธรรม แต่มันถูกสลักด้วยลิ่มแห่งความอำมหิตและการหลงลืม ความเสียสละในท้ายที่สุด อาจไม่ได้นำไปสู่สันติภาพเสมอไป แต่มันอาจนำไปสู่ความว่างเปล่าที่ไร้ความหมาย

เพราะความจริงไม่ได้เป็นของคนที่ทำ... แต่มันเป็นของคนที่ยังเหลือลมหายใจพอที่จะเล่าเรื่อง สุดท้ายและเมื่อฝุ่นของสงครามจางหาย ประวัติศาสตร์ก็มักถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอแม้ว่าหมึกที่ใช้เขียนมัน จะต้องผสมด้วยการบิดเบือนความจริงบางส่วนไปก็ตาม..
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่