"โรงไฟฟ้าในลาว ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลเซ็นสัญญาซื้อไฟมา คือโครงการของกลุ่มทุนใหญ่ไทยที่ข้ามพรมแดนไปลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของเพื่อนบ้านแล้วกกลับมาทำสัญญาผูกมัดให้คนไทยต้องควักเงินจ่ายในราคาแพงผ่านใบเสร็จค่าไฟทุกสิ้นเดือน”
สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานข้อความที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ไว้ในเฟสบุค โดยหลายสำนักข่าวต่างพาดหัวในทำนอง “ทวี ชี้ไทยส่งออกน้ำมันไปลาว แลกไฟฟ้าซ่อนเงื่อนงำสัญญาไม่เป็นธรรม ผลักภาระค่าไฟแพงให้ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน”
ปัจจุบันแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยเขื่อนเหมือนกับขั้นบันไดโดยบนแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีนมี 13 เขื่อน ขณะที่แม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลจากจีนผ่านพม่าเข้าสู่ประเทศลาวโดยตั้งแต่บริเวณชายแดนไทย-ลาว ด้าน จ.เชียงราย ไปจนถึงชายแดนลาว-กัมพูชามีทั้งเขื่อนสร้างแล้วเสร็จ กำลังก่อสร้าง และมีแผนที่จะสร้าง 11 แห่ง
https://www.facebook.com/share/1AeMi42k8M/?mibextid=wwXIfr
ที่น่าสนใจตามข้อความที่ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง ระบุว่า “กลุ่มทุนใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนสร้างเขื่อนในลาว”
ใครเป็นใครกันบ้าง?
สำหรับเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วซึ่งเป็นทุนใหญ่จากไทย คือเขื่อนไซยะบุรี ตั้งอยู่ที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ผู้ถือหุ้นคือซีเคพาวเวอร์ ซึ่งบริษัท ช.การช่างถือหุ้นใหญ่ โดย ผู้ให้เงินกู้คือ ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.เพื่อการนำเข้าและส่งออกฯ ธ.ทิสโก
เขื่อนปากแบง ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองปากแบงในลาวแต่ห่างจากชายแดนไทยด้าน จ.เชียงรายเพียง 97 กม.ขณะนี้กำลังเริ่มก่อสร้าง โดยผู้พัฒนาโครงการคือบริษัทปากแบงพาวเวอร์ มีผู้ถือหุ้นคือ บริษัทไชน่าต้าถังโอเวอร์ซีอินเวสต์เมนต์ และ บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ โดยได้มีการลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ไปเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566
เขื่อนหลวงพระบางกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยผู้พัฒนาโครงการและถือหุ้นใหญ่คือบริษัทหลวงพระบางพาวเวอร์ จำกัดซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยบริษัทซีเค พาวเวอร์ บริษัทกัลฟ์ ไฮโดรพาวเวอร์ ขณะที่บริษัท ช.การช่าง บริษัททีทีดับบลิว และบริษัทพีทีร่วมถือหุ้นด้วยในสัดส่วนที่น้อยลง
เขื่อนภูงอย กั้นแม่น้ำโขงห่างจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทยด้าน อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ โดยบริษัทเจริญเอนเนอยี แอนต์วอเตอร์เ(สัญชาติไทย) บริษัทโคเรียเวสเทินพาวเวอร์ และบริษัทโอเวอร์ซีอินฟราฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานออกแบบเขื่อนและรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
เขื่อนปากลาย กั้นแม่น้ำโขงเหนือเมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี อยู่ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.เชียงคานเพียง 90 กม. ผู้พัฒนาโครงการคือบริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ และได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566
นอกจากนี้ตามแผนงานเดิมยังมีเขื่อนบ้านกุ่ม ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงพรมแดนไทย-ลาวที่บ้านกุ่ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โดยเดิมทีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้พัฒนาโครงการ ต่อมาเมื่อปี 2562 บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ ได้ร่วมกับบริษัทเอกชนของลาวเป็นผู้ดำเนินการแทนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไร
เป็นที่น่าสังเกตว่าเขื่อนต่างๆที่กั้นแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่เป็นทุนใหญ่จากต่างชาติโดยเฉพาะทุนไทย จนแทบไม่เห็นบริษัทเอกชนหรือทุนลาวเข้ามามีส่วนร่วมใดๆ ดังนั้นนายทุนใหญ่ของไทยจึงค่อนข้างมีอิทธิพลกับรัฐบาลลาวเป็นอย่างยิ่ง และสามารถเข้าถึงคณะผู้ปกครองระดับแขวงได้เป็นอย่างดี
----------
หมายเหตุ-ข้อมูลนี้นำมาจากการเก็บรวบรวมในโอกาสต่างๆทั้งจากสื่อ เว็บไซต์และเวทีต่างๆ ซึ่งรายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Mymekong
ใครเป็นใคร ทุนใหญ่เขื่อนแม่น้ำโขง
สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานข้อความที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ไว้ในเฟสบุค โดยหลายสำนักข่าวต่างพาดหัวในทำนอง “ทวี ชี้ไทยส่งออกน้ำมันไปลาว แลกไฟฟ้าซ่อนเงื่อนงำสัญญาไม่เป็นธรรม ผลักภาระค่าไฟแพงให้ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน”
ปัจจุบันแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยเขื่อนเหมือนกับขั้นบันไดโดยบนแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีนมี 13 เขื่อน ขณะที่แม่น้ำโขงตอนล่างที่ไหลจากจีนผ่านพม่าเข้าสู่ประเทศลาวโดยตั้งแต่บริเวณชายแดนไทย-ลาว ด้าน จ.เชียงราย ไปจนถึงชายแดนลาว-กัมพูชามีทั้งเขื่อนสร้างแล้วเสร็จ กำลังก่อสร้าง และมีแผนที่จะสร้าง 11 แห่ง
https://www.facebook.com/share/1AeMi42k8M/?mibextid=wwXIfr
ที่น่าสนใจตามข้อความที่ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง ระบุว่า “กลุ่มทุนใหญ่ของไทยเข้าไปลงทุนสร้างเขื่อนในลาว”
ใครเป็นใครกันบ้าง?
สำหรับเขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วซึ่งเป็นทุนใหญ่จากไทย คือเขื่อนไซยะบุรี ตั้งอยู่ที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ผู้ถือหุ้นคือซีเคพาวเวอร์ ซึ่งบริษัท ช.การช่างถือหุ้นใหญ่ โดย ผู้ให้เงินกู้คือ ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.เพื่อการนำเข้าและส่งออกฯ ธ.ทิสโก
เขื่อนปากแบง ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองปากแบงในลาวแต่ห่างจากชายแดนไทยด้าน จ.เชียงรายเพียง 97 กม.ขณะนี้กำลังเริ่มก่อสร้าง โดยผู้พัฒนาโครงการคือบริษัทปากแบงพาวเวอร์ มีผู้ถือหุ้นคือ บริษัทไชน่าต้าถังโอเวอร์ซีอินเวสต์เมนต์ และ บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ โดยได้มีการลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ไปเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566
เขื่อนหลวงพระบางกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยผู้พัฒนาโครงการและถือหุ้นใหญ่คือบริษัทหลวงพระบางพาวเวอร์ จำกัดซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยบริษัทซีเค พาวเวอร์ บริษัทกัลฟ์ ไฮโดรพาวเวอร์ ขณะที่บริษัท ช.การช่าง บริษัททีทีดับบลิว และบริษัทพีทีร่วมถือหุ้นด้วยในสัดส่วนที่น้อยลง
เขื่อนภูงอย กั้นแม่น้ำโขงห่างจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทยด้าน อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ โดยบริษัทเจริญเอนเนอยี แอนต์วอเตอร์เ(สัญชาติไทย) บริษัทโคเรียเวสเทินพาวเวอร์ และบริษัทโอเวอร์ซีอินฟราฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานออกแบบเขื่อนและรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
เขื่อนปากลาย กั้นแม่น้ำโขงเหนือเมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี อยู่ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.เชียงคานเพียง 90 กม. ผู้พัฒนาโครงการคือบริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ และได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566
นอกจากนี้ตามแผนงานเดิมยังมีเขื่อนบ้านกุ่ม ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงพรมแดนไทย-ลาวที่บ้านกุ่ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โดยเดิมทีบริษัทอิตาเลียนไทยเป็นผู้พัฒนาโครงการ ต่อมาเมื่อปี 2562 บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ ได้ร่วมกับบริษัทเอกชนของลาวเป็นผู้ดำเนินการแทนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไร
เป็นที่น่าสังเกตว่าเขื่อนต่างๆที่กั้นแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่เป็นทุนใหญ่จากต่างชาติโดยเฉพาะทุนไทย จนแทบไม่เห็นบริษัทเอกชนหรือทุนลาวเข้ามามีส่วนร่วมใดๆ ดังนั้นนายทุนใหญ่ของไทยจึงค่อนข้างมีอิทธิพลกับรัฐบาลลาวเป็นอย่างยิ่ง และสามารถเข้าถึงคณะผู้ปกครองระดับแขวงได้เป็นอย่างดี
----------
หมายเหตุ-ข้อมูลนี้นำมาจากการเก็บรวบรวมในโอกาสต่างๆทั้งจากสื่อ เว็บไซต์และเวทีต่างๆ ซึ่งรายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Mymekong