
- ดูจบถึงบางอ้อได้อยู่ว่าทำไมถึงถอดออกจากโปรแกรมกระทันหัน คงเพราะวิธีการเล่าของหนังไม่ได้เป็นไปตามที่เสียงส่วนข้างมากคาดการณ์ว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถซื้อใจให้เข้าไปชมได้ง่ายกว่าแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้น่าติดตามเพราะระหว่างทางยังคงสไตล์ของหนังแนวนี้ให้พอลุ้นหัวใจเต้นตุบเป็นระยะ แม้วิธีการย่างก้าวแบบนี้จะเพิ่งนึกถึงตอนดูเรื่อง The Cured (2017) ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันตรงที่เน้นสำรวจการเอาชีวิตรอดในเชิง Drama มากกว่าความบันเทิงในแง่ของความสยองตามโหมดของหนังแนวนี้ ซึ่งถ้าฉายก็คงเป็นอันรู้กันได้ไม่ยากว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ?

- ตลอดระยะเวลาที่สังเกตุกว่า 1 ชั่วโมง 34 นาที ตัวหนังจะเดินไปข้างหน้าด้วยความเรียบง่ายและเชื่องช้าที่มีความกึ่งแมสกึ่งอินดี้ไม่โดดไปทางใดผ่านตัว Ava นางเอกของเรื่องที่กำลังนั่งเครื่องบินเดินทางไปยังที่หนึ่งโดยมีจุดประสงค์ประจำบ้านคือ ตามหาผัวที่หายตัวไปไลน์ไม่ตอบระหว่างปฏิบัติในหน้าที่ที่หนังกำลังจะพาไปไขข้อสงสัยทันทีที่ขานางแตะถึงพื้นก็จะเห็นบรรยากาศรายล้อมที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังบนความโกลาหลของบรรดาผู้คนที่ยืนต่อแถวรายงานตัวอาสาสมัครช่วยเก็บศพคนตุยจำนวนมหาศาลร่วมกับกองทัพ ที่จำลอง Situation บนหน้างานในแง่ของการทำงานที่นึกถึงงานตามองค์กรอย่าง Unicef ก็ดีหรือ Amnesty ก็ดีขึ้นมายังไงยังงั้น พอมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายที่มีซอมบี้เดินเพ่นพ่านแล้วมันอดที่จะลุ้นไม่ได้ว่าจะโผล่มากินตับกี่โมง ? ในเมื่อซากเอ่ย กลิ่นเอ่ยยังคงลอยโชยอยู่อย่างนี้

- ระหว่างสาละวนอยู่กับการเก็บศพตามบ้านต่าง ๆ มีความรู้สึกวูบขึ้นมานิด ๆ แต่ไม่ได้น่าเบื่อจนต้องแวะไปทำอย่างอื่นเพื่อฆ่าเวลาขนาดนั้นด้วยเพราะจุดประสงค์ที่นางวางไว้ยังคงเดินต่อด้วยความซื่อสัตย์ผ่านความถวิลในตัวผัวที่ปรากฎเป็นภาพย้อนความหลังในช่วงทั้ง 2 มี Somethings ต่อกันรวมถึงตัวละครสมทบที่มีน้อยนิดอย่าง Clay หนุ่มเซอร์ที่เจอกันระหว่างเก็บศพหรือ Riley ทหารปริศนาที่เข้ามาช่วยขณะตามหาเบาะแสผัวตัวดีหลังจากปลีกตัวออกจากงานอาสาเหล่านี้มันทำให้ผมประติดประต่อในสิ่งที่ประเคนมาได้สะดวกว่าหนทางต่อไปจะเป็นอย่างไร ? ในเมื่อทุกสิ่งถูก set ในสเกลที่จำกัดแม้กระทั่งความตื่นเต้นของหนังแนวนี้ที่นาน ๆ จะมากระตุกขวัญให้เรารู้สึกเสวไส้ในความเล่นแร่แปรสภาพของซอมบี้แต่ละตัวที

- ความซื่อตรงต่อแนวทางและจุดประสงค์ที่ยังคงท่องต่อไปว่ากูมาเพื่ออะไร ? กลายเป็นดาบอีกคมที่ทำให้เริ่มรำคาญในความรำพึงแต่ผัวจนรู้สึกว่ามันไม่ไปไหนซะทีทั้งที่ตัวเรื่องก็เดินช้าอยู่แล้ว แต่กระนั้นก็สามารถถีบตัวต่อไปยังคำตอบที่ใกล้จะเฉลยในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าได้อยู่ว่าผัวตัวดีหายศีรษะไปอย่างไร ? ขณะเดียวกันก็ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจในเมื่อมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าฝูงซอมบี้ที่ควรต้องตระหนักนั่นคือคนด้วยกันเอง พอถึงจุดหมุดหมายก่อนจากกลายเป็นว่าผมหมดแรงที่จะรับฟังความในใจที่ดูเหมือนให้ความหวังเข้าข้างตนเองไปซะก่อน แม้พอคาดการณ์ได้อยู่และไม่ได้บอกที่มาให้ทราบว่าทำไมถึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ซึ่งคิดว่าหนังไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้แต่แรกอยู่แล้วแต่อย่างน้อยการแสดงของ Daisy ทำให้ผมเห็นใจในความแบกภาระอันสิ้นหวังที่เกาะกินใจมนุษยชาติมายาวนานจนหลังแทบหักแทนเลยว่าการมีชีวิตอย่างไร้จุดหมายก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตุยไปแล้วดี ๆ นี่เอง

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.188 We Bury The Dead (2024) : อาสาเก็บศพ เผื่อพบตัวสามี
- ดูจบถึงบางอ้อได้อยู่ว่าทำไมถึงถอดออกจากโปรแกรมกระทันหัน คงเพราะวิธีการเล่าของหนังไม่ได้เป็นไปตามที่เสียงส่วนข้างมากคาดการณ์ว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถซื้อใจให้เข้าไปชมได้ง่ายกว่าแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้น่าติดตามเพราะระหว่างทางยังคงสไตล์ของหนังแนวนี้ให้พอลุ้นหัวใจเต้นตุบเป็นระยะ แม้วิธีการย่างก้าวแบบนี้จะเพิ่งนึกถึงตอนดูเรื่อง The Cured (2017) ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันตรงที่เน้นสำรวจการเอาชีวิตรอดในเชิง Drama มากกว่าความบันเทิงในแง่ของความสยองตามโหมดของหนังแนวนี้ ซึ่งถ้าฉายก็คงเป็นอันรู้กันได้ไม่ยากว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ?
- ตลอดระยะเวลาที่สังเกตุกว่า 1 ชั่วโมง 34 นาที ตัวหนังจะเดินไปข้างหน้าด้วยความเรียบง่ายและเชื่องช้าที่มีความกึ่งแมสกึ่งอินดี้ไม่โดดไปทางใดผ่านตัว Ava นางเอกของเรื่องที่กำลังนั่งเครื่องบินเดินทางไปยังที่หนึ่งโดยมีจุดประสงค์ประจำบ้านคือ ตามหาผัวที่หายตัวไปไลน์ไม่ตอบระหว่างปฏิบัติในหน้าที่ที่หนังกำลังจะพาไปไขข้อสงสัยทันทีที่ขานางแตะถึงพื้นก็จะเห็นบรรยากาศรายล้อมที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังบนความโกลาหลของบรรดาผู้คนที่ยืนต่อแถวรายงานตัวอาสาสมัครช่วยเก็บศพคนตุยจำนวนมหาศาลร่วมกับกองทัพ ที่จำลอง Situation บนหน้างานในแง่ของการทำงานที่นึกถึงงานตามองค์กรอย่าง Unicef ก็ดีหรือ Amnesty ก็ดีขึ้นมายังไงยังงั้น พอมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายที่มีซอมบี้เดินเพ่นพ่านแล้วมันอดที่จะลุ้นไม่ได้ว่าจะโผล่มากินตับกี่โมง ? ในเมื่อซากเอ่ย กลิ่นเอ่ยยังคงลอยโชยอยู่อย่างนี้
- ระหว่างสาละวนอยู่กับการเก็บศพตามบ้านต่าง ๆ มีความรู้สึกวูบขึ้นมานิด ๆ แต่ไม่ได้น่าเบื่อจนต้องแวะไปทำอย่างอื่นเพื่อฆ่าเวลาขนาดนั้นด้วยเพราะจุดประสงค์ที่นางวางไว้ยังคงเดินต่อด้วยความซื่อสัตย์ผ่านความถวิลในตัวผัวที่ปรากฎเป็นภาพย้อนความหลังในช่วงทั้ง 2 มี Somethings ต่อกันรวมถึงตัวละครสมทบที่มีน้อยนิดอย่าง Clay หนุ่มเซอร์ที่เจอกันระหว่างเก็บศพหรือ Riley ทหารปริศนาที่เข้ามาช่วยขณะตามหาเบาะแสผัวตัวดีหลังจากปลีกตัวออกจากงานอาสาเหล่านี้มันทำให้ผมประติดประต่อในสิ่งที่ประเคนมาได้สะดวกว่าหนทางต่อไปจะเป็นอย่างไร ? ในเมื่อทุกสิ่งถูก set ในสเกลที่จำกัดแม้กระทั่งความตื่นเต้นของหนังแนวนี้ที่นาน ๆ จะมากระตุกขวัญให้เรารู้สึกเสวไส้ในความเล่นแร่แปรสภาพของซอมบี้แต่ละตัวที
- ความซื่อตรงต่อแนวทางและจุดประสงค์ที่ยังคงท่องต่อไปว่ากูมาเพื่ออะไร ? กลายเป็นดาบอีกคมที่ทำให้เริ่มรำคาญในความรำพึงแต่ผัวจนรู้สึกว่ามันไม่ไปไหนซะทีทั้งที่ตัวเรื่องก็เดินช้าอยู่แล้ว แต่กระนั้นก็สามารถถีบตัวต่อไปยังคำตอบที่ใกล้จะเฉลยในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าได้อยู่ว่าผัวตัวดีหายศีรษะไปอย่างไร ? ขณะเดียวกันก็ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจในเมื่อมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าฝูงซอมบี้ที่ควรต้องตระหนักนั่นคือคนด้วยกันเอง พอถึงจุดหมุดหมายก่อนจากกลายเป็นว่าผมหมดแรงที่จะรับฟังความในใจที่ดูเหมือนให้ความหวังเข้าข้างตนเองไปซะก่อน แม้พอคาดการณ์ได้อยู่และไม่ได้บอกที่มาให้ทราบว่าทำไมถึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ซึ่งคิดว่าหนังไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้แต่แรกอยู่แล้วแต่อย่างน้อยการแสดงของ Daisy ทำให้ผมเห็นใจในความแบกภาระอันสิ้นหวังที่เกาะกินใจมนุษยชาติมายาวนานจนหลังแทบหักแทนเลยว่าการมีชีวิตอย่างไร้จุดหมายก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตุยไปแล้วดี ๆ นี่เอง
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้