สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวพันทิป
วันนี้มีประเด็นที่สงสัยมานาน และอยากชวนทุกคนมาขบคิดกันค่ะ ในขณะที่พาดหัวข่าวทุกสำนักบอกตรงกันว่า "วิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดในรอบหลายสิบปี" จนมหาวิทยาลัยแม่ในกรุงเทพฯ หลายแห่งต้องแย่งตัวเด็กกันอุตลุด บางคณะต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีคนเรียน...
แต่ทำไม? เรายังเห็นมหาวิทยาลัยชื่อดังขยาย "วิทยาเขต" ไปตามจังหวัดต่างๆ กันไม่หยุดเลยคะ?
จากที่ลองสังเกตและรวบรวมข้อมูลมา มันมีหลายประเด็นที่น่ากังวลใจมาก ดังนี้ค่ะ:
1. งบประมาณก้อนโตที่จมไปกับอิฐปูน การเปิดวิทยาเขตใหม่ครั้งหนึ่ง ใช้เงินภาษีมหาศาล ทั้งค่าก่อสร้างอาคารแลนด์มาร์คสวยๆ ค่าจ้างบุคลากรสายสนับสนุน และงบบริหารจัดการ แต่ในความเป็นจริง หลายวิทยาเขตกลับมีเด็กเรียนน้อยมากจนน่าใจหาย อาคารเรียนบางแห่งดูเงียบเหงาเหมือนตึกร้างตั้งแต่วันแรกๆ แบบนี้คือความคุ้มค่าของภาษีจริงๆ หรือคะ?
2. การกระจายโอกาส หรือ การแย่งเค้ก? รัฐบอกว่าการขยายวิทยาเขตคือ "การกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มหาวิทยาลัยใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปเปิดคณะยอดฮิตแข่งกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (ราชภัฏ/ราชมงคล) ที่เขามีอยู่เดิม กลายเป็นว่าแทนที่จะส่งเสริมกัน กลับไป "กินรวบ" เด็กในพื้นที่ด้วยพลังของ Brand Name มหาวิทยาลัยชื่อดังแทน
3. คุณภาพที่ "ไม่เท่ากัน" แต่จ่าย "เท่าเดิม" อันนี้ประเด็นคลาสสิกเลยค่ะ จบจากวิทยาเขตหลัก vs วิทยาเขตย่อย ในใบปริญญาอาจจะชื่อเดียวกัน แต่ในสายตา HR หรือสังคมจริงๆ เขามองเท่ากันไหม? อาจารย์ที่สอนคือชุดเดียวกันจริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่การเอาชื่อเสียงมาเร่ขายเพื่อดึงเด็กให้มาจ่ายค่าเทอมเฉยๆ?
4. วงจรระบบราชการที่หยุดไม่ได้ หรือจริงๆ แล้ว การขยายวิทยาเขตไม่ได้ทำเพื่อ "เด็ก" แต่ทำเพื่อ "รักษาฐานงบประมาณ" ของตัวมหาวิทยาลัยเอง? เพราะถ้าไม่ขยาย ไม่ขอโครงการใหม่ งบประมาณปีหน้าก็ลด อัตรากำลังพนักงานก็ไม่เพิ่ม กลายเป็นว่าเราต้องทุ่มภาษีลงไปเพื่อเลี้ยงระบบให้เดินต่อได้ โดยที่ปลายทาง (เด็ก) อาจไม่ได้ประโยชน์สูงสุด
สุดท้ายนี้ อยากชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งที่เป็นศิษย์เก่า อาจารย์ หรือพ่อแม่ผู้ปกครองค่ะว่า...
คิดว่าการขยายวิทยาเขตในยุคเด็กน้อยแบบนี้ ยังจำเป็นอยู่ไหม?
เราควร "ควบรวม" และ "เน้นคุณภาพ" มากกว่าการ "เน้นปริมาณ" หรือยัง?
มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่ะ ก่อนที่จะมี "อนุสาวรีย์" ที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์จริงๆ เพิ่มมากขึ้น
ขยายวิทยาเขตไม่หยุด vs เด็กเกิดใหม่ลดฮวบ: เรากำลังกระจายโอกาส หรือแค่สร้าง "อนุสาวรีย์ภาษี" ที่ไม่มีคนเรียน?
วันนี้มีประเด็นที่สงสัยมานาน และอยากชวนทุกคนมาขบคิดกันค่ะ ในขณะที่พาดหัวข่าวทุกสำนักบอกตรงกันว่า "วิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดในรอบหลายสิบปี" จนมหาวิทยาลัยแม่ในกรุงเทพฯ หลายแห่งต้องแย่งตัวเด็กกันอุตลุด บางคณะต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีคนเรียน...
แต่ทำไม? เรายังเห็นมหาวิทยาลัยชื่อดังขยาย "วิทยาเขต" ไปตามจังหวัดต่างๆ กันไม่หยุดเลยคะ?
จากที่ลองสังเกตและรวบรวมข้อมูลมา มันมีหลายประเด็นที่น่ากังวลใจมาก ดังนี้ค่ะ:
1. งบประมาณก้อนโตที่จมไปกับอิฐปูน การเปิดวิทยาเขตใหม่ครั้งหนึ่ง ใช้เงินภาษีมหาศาล ทั้งค่าก่อสร้างอาคารแลนด์มาร์คสวยๆ ค่าจ้างบุคลากรสายสนับสนุน และงบบริหารจัดการ แต่ในความเป็นจริง หลายวิทยาเขตกลับมีเด็กเรียนน้อยมากจนน่าใจหาย อาคารเรียนบางแห่งดูเงียบเหงาเหมือนตึกร้างตั้งแต่วันแรกๆ แบบนี้คือความคุ้มค่าของภาษีจริงๆ หรือคะ?
2. การกระจายโอกาส หรือ การแย่งเค้ก? รัฐบอกว่าการขยายวิทยาเขตคือ "การกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มหาวิทยาลัยใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปเปิดคณะยอดฮิตแข่งกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (ราชภัฏ/ราชมงคล) ที่เขามีอยู่เดิม กลายเป็นว่าแทนที่จะส่งเสริมกัน กลับไป "กินรวบ" เด็กในพื้นที่ด้วยพลังของ Brand Name มหาวิทยาลัยชื่อดังแทน
3. คุณภาพที่ "ไม่เท่ากัน" แต่จ่าย "เท่าเดิม" อันนี้ประเด็นคลาสสิกเลยค่ะ จบจากวิทยาเขตหลัก vs วิทยาเขตย่อย ในใบปริญญาอาจจะชื่อเดียวกัน แต่ในสายตา HR หรือสังคมจริงๆ เขามองเท่ากันไหม? อาจารย์ที่สอนคือชุดเดียวกันจริงหรือเปล่า? หรือเป็นแค่การเอาชื่อเสียงมาเร่ขายเพื่อดึงเด็กให้มาจ่ายค่าเทอมเฉยๆ?
4. วงจรระบบราชการที่หยุดไม่ได้ หรือจริงๆ แล้ว การขยายวิทยาเขตไม่ได้ทำเพื่อ "เด็ก" แต่ทำเพื่อ "รักษาฐานงบประมาณ" ของตัวมหาวิทยาลัยเอง? เพราะถ้าไม่ขยาย ไม่ขอโครงการใหม่ งบประมาณปีหน้าก็ลด อัตรากำลังพนักงานก็ไม่เพิ่ม กลายเป็นว่าเราต้องทุ่มภาษีลงไปเพื่อเลี้ยงระบบให้เดินต่อได้ โดยที่ปลายทาง (เด็ก) อาจไม่ได้ประโยชน์สูงสุด
สุดท้ายนี้ อยากชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งที่เป็นศิษย์เก่า อาจารย์ หรือพ่อแม่ผู้ปกครองค่ะว่า...
คิดว่าการขยายวิทยาเขตในยุคเด็กน้อยแบบนี้ ยังจำเป็นอยู่ไหม?
เราควร "ควบรวม" และ "เน้นคุณภาพ" มากกว่าการ "เน้นปริมาณ" หรือยัง?
มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่ะ ก่อนที่จะมี "อนุสาวรีย์" ที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์จริงๆ เพิ่มมากขึ้น