เรื่องของน้ำมันในประเทศไทย ข้อมูลความจริงที่คนไทยควรรับรู้และทำความเข้าใจ ไม่ยาว อ่านง่าย ทำความเข้าใจง่าย

เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันไทยที่มีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความรู้ที่แท้จริง จนอาจสร้างความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความแตกแยกได้ ในฐานะคนทำงานที่ต้องสืบค้นข้อมูลเชิงลึก ผม(เจ้าของโพส พีระชาติ อินตา)จึงรวบรวม ข้อมูลจริงเชิงวิชาการ ที่อัปเดตล่าสุดพร้อมหลักฐานอ้างอิงจากหน่วยงานรัฐมาชี้แจงให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เราอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่มโนเอาเอง

ประเด็นแรกที่ต้องขยี้ให้ชัดตามข้อกฎหมายคือ น้ำมันดิบที่ขุดได้คือทรัพย์สินของเอกชน ภายใต้ระบบสัมปทานและพระราชบัญญัติปิโตรเลียม บริษัทเอกชนเขาหอบเงินแสนล้านมาเสี่ยงลงทุนเอง ถ้าไม่เจอก็เจ๊งเอง รัฐไม่ได้ไปควักเนื้อด้วย แต่ถ้าขุดเจอเขาต้องจ่าย ค่าภาคหลวงและภาษี ให้รัฐไทยก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งในปี 2568-2569 รัฐจัดเก็บรายได้จากส่วนนี้มาเป็นงบประมาณแผ่นดินครับ ส่วนน้ำมันที่เหลือคือ "สินค้า" ของเอกชน เขาจะขายให้ใครที่ให้ราคาดีที่สุดตามกลไกการค้าเสรี ไม่ใช่รัฐแอบเอาไปขายเมืองนอกอย่างที่เข้าใจผิดกันครับ

ทีนี้เรื่องที่ว่าเรามีโรงกลั่น 6 แห่ง แต่ทำไมกลั่นน้ำมันตัวเองไม่ได้ โรงกลั่นไทยออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่น้ำมันดิบในอ่าวไทยหลายแหล่งมีคุณสมบัติที่เรียกว่า HighMercuryCrude หรือมีสารปรอทปนเปื้อนสูงครับ สารปรอทพวกนี้คือ ยาพิษทางวิศวกรรม ถ้าฝืนเอาเข้าโรงกลั่นที่ไม่ได้ออกแบบมาดักจับโดยเฉพาะ เครื่องจักรราคาเป็นหมื่นล้านจะพังพินาศทันทีครับ และปริมาณน้ำมันดิบปรอทสูงพวกนี้มีไม่มากพอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุนสร้างหน่วยกำจัดสารพิษขึ้นมาใหม่ครับ สู้ส่งออกไปขายให้โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่มีระบบ การผสมเจือจาง (Blending) ได้ดีกว่าเรา แล้วเอาเงินนั้นมาซื้อน้ำมันเกรดที่เรากลั่นได้จริงมาใช้ มันคือความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ที่นักวิชาการทั่วโลกยอมรับ

ส่วนเรื่องแหล่งสงขลาE ที่มีการตั้งข้อสังเกต พี่น้องต้องดูหลักฐานทาง ธรณีวิทยาปิโตรเลียม ในหนึ่งแหล่งสัมปทานมันมีชั้นหินกักเก็บหลายชั้นที่ซ้อนทับกัน ชั้นบนอาจจะคุณภาพดีสารปนเปื้อนน้อย โรงกลั่นไทยก็รับซื้อไป แต่ชั้นล่างลงไปอาจจะมีสารปรอทพุ่งสูงจนกลั่นในประเทศไม่ได้ ล็อตนั้นเขาก็ต้องส่งออกครับ มันคือวิทยาศาสตร์ใต้ดินที่พิสูจน์ได้จากการทดสอบหลุม ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูลครับ

อีกหนึ่งประเด็นที่คนมักเอามาปั่นให้โกรธแค้นคือเรื่อง ส่งออกไปขายให้คนอื่นใช้น้ำมันถูกกว่าเรา ราคาหน้าโรงกลั่นน่ะมันเท่ากันครับ แต่สิ่งที่ทำให้ราคาขายปลีกในบ้านเราดูแพงกว่า คือเรื่องของ ภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมัน ที่รัฐจัดเก็บเฉพาะการใช้ในประเทศครับ เวลาเราส่งออกน้ำมัน เราไม่ได้เก็บภาษีหรือเงินกองทุนของไทยไปด้วยตามหลักสากลเพื่อไม่ให้เกิดภาษีซ้ำซ้อนข้ามประเทศ เพื่อนบ้านเขาก็ไปเก็บภาษีในบ้านเขาเองตามนโยบายของเขา เราจึงเห็นราคาที่หัวจ่ายเขาถูกกว่าเรา ทั้งที่ซื้อน้ำมันไปจากโรงกลั่นเดียวกันในไทยนี่แหละครับ

สำหรับเรื่องส่งออกไป ประเทศลาวประมาณ7เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานระบุชัดว่านั่นคือ น้ำมันสำเร็จรูป (เบนซิน-ดีเซล) ที่ผ่านการกลั่นแล้ว ไม่ใช่น้ำมันดิบครับ ลาวไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเองจึงต้องซื้อจากไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการกลั่นของภูมิภาค นี่คือการทำธุรกิจสร้างรายได้เข้าประเทศ ไม่ใช่การเอาทรัพยากรไปทิ้งขว้างครับ

สุดท้ายเรื่องมิเตอร์ออนไลน์ ปัจจุบันกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติใช้ระบบ มาตรวัดปริมาณปิโตรเลียมมาตรฐานสากล (Fiscal Metering System) ที่ตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยรัฐและพยานจากบริษัทผู้ร่วมทุนตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลทุกหยดถูกบันทึกเพื่อใช้คำนวณเงินเข้ารัฐอย่างโปร่งใส บริษัทระดับโลกไม่มีใครยอมเสี่ยงคุกมาโกงตัวเลขหน้าหลุมให้เสียชื่อเสียงหรอก



ที่มาเรื่อง
ที่มาภาพ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่