เปิดความลับอุปกรณ์ช่วยชีวิตนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯ 'Blood Chit' หรือใบเบิกทางในแดนศัตรู หลังเพจดังเผยข้อมูลกรณีเครื่องบิน F-15E Strike Eagle ถูกยิงตก พบเป็นข้อความร้องขอความช่วยเหลือที่เย็บติดไว้ในเสื้อรบ ครอบคลุมหลายภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม เผยกลยุทธ์ใช้ 'มนุษยธรรมและรางวัล' เป็นใบเบิกทางกลับบ้านในวินาทีชีวิต
วันนี้ (3 มี.ค.) เพจ "Army Military Force" เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ "ใบเบิกทางชีวิต" หรือ "Blood Chit" ประจำตัวที่เย็บติดไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตของนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดของเครื่องบิน F-15E Strike Eagle ที่ถูกยิงตก
สำหรับ"Blood Chit" ไม่ใช่แค่เศษผ้า แต่เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้เพื่อขอความช่วยเหลือจากพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง โดยนักบินสหรัฐฯ จะพกติดตัวไว้เสมอเพื่อใช้ในกรณีที่ต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินในเขตศัตรู ข้อความบนใบเบิกทางถูกจัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ, อาหรับ, ตุรกี, เปอร์เซีย และเคิร์ด เพื่อครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการในปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญว่า
"ฉันเป็นชาวอเมริกันและฉันพูดภาษาของคุณไม่ได้ ฉันจะไม่ทำร้ายคุณ โปรดให้ฉันได้รับอาหาร น้ำ ที่พัก และการรักษา... รัฐบาลสหรัฐฯ จะมอบรางวัลให้หากคุณช่วยเหลือและส่งตัวฉันคืนให้กับกองกำลังที่เป็นมิตร"
หากย้อนกลับไปในยุค สงครามเวียดนาม ใบเบิกทางชีวิตมีความละเอียดซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางภาษาอย่างมาก โดยพบว่ามีการพิมพ์ข้อความไว้ถึง 14 ภาษา เพื่อให้นักบินที่ตกในป่าหรือหมู่บ้านห่างไกลสามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้ ภาษาที่ปรากฏในสมัยนั้น ได้แก่
อังกฤษ, พม่า, ไทย, ลาว, เขมร, เวียดนาม, มาลายู, อินโดนีเซีย, จีน (ดั้งเดิม/สมัยใหม่), ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก/ไวซายัน),ฝรั่งเศส และ ดัตช์
ข้อความภาษาไทยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนสัญชาติอเมริกัน พูดภาษาของท่านไม่ได้ โชคร้ายทำให้ข้าพเจ้าต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่านในเรื่องอาหาร... รัฐบาลของข้าพเจ้าจะตอบแทนในความช่วยเหลือของท่าน"
หัวใจสำคัญของ Blood Chit คือการระบุ "หมายเลขประจำตัว" ของนักบินและสัญญาเรื่อง "รางวัลตอบแทน" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือนักบินจากเงื้อมมือของฝ่ายศัตรู
แม้ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีระบุพิกัดดาวเทียม (GPS) จะก้าวหน้าไปมาก แต่ "Blood Chit" ยังคงเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ขาดไม่ได้ เพราะในวินาทีแห่งความเป็นความตาย "มิตรภาพจากคนแปลกหน้า" อาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้นักบินได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เปิดความลับ "Blood Chit" ยันต์กันตายนักบินมะกัน! ใบเบิกทาง 14 ภาษา แม้แต่ "ภาษาไทย" ก็มี
วันนี้ (3 มี.ค.) เพจ "Army Military Force" เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ "ใบเบิกทางชีวิต" หรือ "Blood Chit" ประจำตัวที่เย็บติดไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตของนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกรณีล่าสุดของเครื่องบิน F-15E Strike Eagle ที่ถูกยิงตก
สำหรับ"Blood Chit" ไม่ใช่แค่เศษผ้า แต่เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้เพื่อขอความช่วยเหลือจากพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง โดยนักบินสหรัฐฯ จะพกติดตัวไว้เสมอเพื่อใช้ในกรณีที่ต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินในเขตศัตรู ข้อความบนใบเบิกทางถูกจัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ, อาหรับ, ตุรกี, เปอร์เซีย และเคิร์ด เพื่อครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการในปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญว่า
"ฉันเป็นชาวอเมริกันและฉันพูดภาษาของคุณไม่ได้ ฉันจะไม่ทำร้ายคุณ โปรดให้ฉันได้รับอาหาร น้ำ ที่พัก และการรักษา... รัฐบาลสหรัฐฯ จะมอบรางวัลให้หากคุณช่วยเหลือและส่งตัวฉันคืนให้กับกองกำลังที่เป็นมิตร"
หากย้อนกลับไปในยุค สงครามเวียดนาม ใบเบิกทางชีวิตมีความละเอียดซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางภาษาอย่างมาก โดยพบว่ามีการพิมพ์ข้อความไว้ถึง 14 ภาษา เพื่อให้นักบินที่ตกในป่าหรือหมู่บ้านห่างไกลสามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้ ภาษาที่ปรากฏในสมัยนั้น ได้แก่
อังกฤษ, พม่า, ไทย, ลาว, เขมร, เวียดนาม, มาลายู, อินโดนีเซีย, จีน (ดั้งเดิม/สมัยใหม่), ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก/ไวซายัน),ฝรั่งเศส และ ดัตช์
ข้อความภาษาไทยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนสัญชาติอเมริกัน พูดภาษาของท่านไม่ได้ โชคร้ายทำให้ข้าพเจ้าต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่านในเรื่องอาหาร... รัฐบาลของข้าพเจ้าจะตอบแทนในความช่วยเหลือของท่าน"
หัวใจสำคัญของ Blood Chit คือการระบุ "หมายเลขประจำตัว" ของนักบินและสัญญาเรื่อง "รางวัลตอบแทน" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือนักบินจากเงื้อมมือของฝ่ายศัตรู
แม้ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีระบุพิกัดดาวเทียม (GPS) จะก้าวหน้าไปมาก แต่ "Blood Chit" ยังคงเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ขาดไม่ได้ เพราะในวินาทีแห่งความเป็นความตาย "มิตรภาพจากคนแปลกหน้า" อาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้นักบินได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย