ยุคตะกั่วบัดกรีแพงต้องใช้สอยอย่างประหยัด

ปีที่แล้วนอกจากราคาทองที่พุ่งสูงขึ้นแบบเหนือความคากหมายแล้ว ตะกั่วบัดกรีก็พุ่งขึ้นตามมาติดๆ แม้อัตราการเพิ่มขึ้นไม่เท่าทองแต่เทียบกับสินค้าต่างๆ แล้วตะกั่วบัดกรีแพงขึ้นอย่างชัดเจน เดิมผมจะใช้ตะกั่ว ULTACORE ขนาด 0.8 mm น้ำหนัก 0.25 ปอนด์ หมดปีละม้วน ราคา 130 กว่าบาทแต่ปีนี้เกือบ 200 บาทแล้วผมต้องไปใช้ขนาด 1.2 mm ที่เส้นใหญ่ราคาถูกกว่าแทน  ราคาที่เพิ่มขึ้นถ้าเป็นช่างมืออาชีพก็ไม่เป็นปัญหาเพราะสามารถบวกราคาเพิ่มได้อยู่แล้วแต่ช่างมือสมัครเล่นทำเป็นงานอดิเรกไม่ได้เงินเมื่อของขึ้นราคาก็ต้องรับภาระเองจึงต้องใช้สอยอย่างประหยัด วิธีที่ผมทำประจำคือเอาตะกั่วจากจุดบัดกรีใหญ่ๆ บนแผ่นปริ๊นที่เสียแล้วหรือนำเศษตะกั่วจากที่ดูดตะกั่วมาใช้บ้าง และวิธีใหม่ที่ใช้ปีแรกคือซื้อตะกั่วจีนราคาถูกมาใช้แต่ตะกั่วจีนใช้ไม่ดีต้องนำตะกั่วอย่างดีมาผสมงานจึงจะเนี๊ยบไร้ที่ติ


ตะกั่วจีนที่ผมซื้อไม่สนยี่ห้อดูแต่ขนาดของเส้นตะกั่วและราคาเท่านั้น ผมซื้อตะกั่วจีน 1 ม้วน ขนาดเส้น 0.8 mm หนัก 150 กรัม ราคา 48 บาท แม้ตะกั่วจะเส้นเล็กถ้าเป็นตะกั่วยี่ห้อญี่ปุ่นจะละลายดีมากแต่ตะกั่วจีนหัวแร้งแช่ขนาด 20 วัตต์ไม่สามารถใช้ได้ หัวแร้งแช่ Hakko 60 วัตต์ยังใช้ตะกั่วจีนบัดกรีสายไฟเส้นใหญ่กว่า 2.5 mm ไม่ได้การละลายไม่สมบูรณ์ต้องใช้ตะกั่วอย่างดีผสมเข้าไปจึงจะบัดกรีได้  เมื่อเจอแบบนี้ผมก็เลยนำตะกั่วจีนมาพันบนตะกั่วญี่ปุ่นโดยใช้สว่านช่วยพันซึ่งทำได้รวดเร็ว หากเส้นตะกั่วขาดก็นำมาบัดกรีต่อกันปกติตะกั่วกับตะกั่วจะบัดกรีติดกันยากแต่เป็นเส้นตะกั่วจีนที่มีจุดหลอมเหลวสูงจะบัดกรีง่ายกว่าสายไฟเสียอีก ในภาพจุดที่ลูกศรชี้คือจุดบัดกรีให้เส้นตะกั่วต่อกัน  เมื่อบัดกรีต่อกันเสร็จก็นำมาม้วนใส่กระบอกปากกานำไปใช้งานกับสายไฟเส้นใหญ่และแผ่นปริ๊นที่มีอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ๆ ได้สะดวกดี แต่งานเล็กๆ ที่ต้องใช้หัวแร้งปลายเล็กพิเศษยังต้องใช้ตะกั่วญี่ปุ่นเส้นเล็กราคาแพงต่อไป

ผลจากการนำตะกั่วจีนมาผสมใช้นอกจากจุดบัดกรีจะแข็งแรงขึ้นเพราะตะกั่วจีนทนความร้อนสูงแล้วยังประหยัดเงินไปได้ปีละ 150 บาท เพราะปีที่แล้วตะกั่ว ULTACORE ม้วน 0.25 ปอนด์ของผมยังเหลือเกินครึ่งขณะที่ตะกั่วจีนในกระบอกปากกาเหลือไม่ถึง 3 เมตร เดือนนี้ต้องซื้อตะกั่วจีนม้วนใหม่มาใช้อีกแล้วครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่