2 Mar 2026/ผมลอกมา จากเฟส ที่ มี คนไทยเป็น เเม่ ชื่อ โน/ ลูกมีไข้....
............
ตอนนี้โนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลกับลูกแล้วแต่โรงพยาบาลญี่ปุ่น…ไม่มีพยาบาลมาคอยวัดไข้ เช็ดตัวเหมือนไทย
คืนนี้โนคงตาค้างทั้งคืนแน่ๆ [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t40/1/16/1f62d.png[/img]เลยถือโอกาสนั่งพิมพ์เล่า “เหตุการณ์หัวค่ำ” ให้เพื่อนๆฟังค่ะ แอบยาวนิดนึงนะคะ
จากโพสต์ก่อน เช้านี้ไปพบหมออีกครั้ง → swab + ตรวจอุจจาระ “ไม่พบอะไร”ส่วนเลือด…เพิ่งเจาะไปวันศุกร์ หมอเลยไม่เจาะเพิ่ม
สรุปเบื้องต้นหมอ “เดาว่าเป็นไมโครพลาสม่า” เพราะค่าแอนติบอดี้ขึ้นในผลเลือดแต่หมอก็ยังไม่มั่นใจว่าเป็น ตัวเก่า (ตอนธันวาคม) หรือ เพิ่งเป็นรอบนี้ใหม่
หมอให้ยาฆ่าเชื้อ Zithromax วันละครั้ง × 3 วัน
ไข้เหมือนจะลง…แต่กลับพุ่งหนักกว่าเดิมหลังกินยาฆ่าเชื้อ วัดไข้ “ไม่มี”
น้องนอนกลางวันเกือบ 2 ชั่วโมงตื่นมาวัดไข้ตอน 13:40ไข้พุ่ง 40.2 → รีบให้ยาเหน็บ + เช็ดตัว
น้องเพลีย หลับไปอีกไข้ค่อยๆลง…จน 17:00 เหลือ 38.7แต่…น้องซึมมาก ไม่ยอมนั่ง จะนอนอย่างเดียวไม่กินอะไรเลย นอกจากนม + น้ำ OS-1
โนก็ยังเช็ดตัว + ให้นอนหมอนน้ำแข็งต่อไป
แล้วตอน 18:20ไข้ขึ้น 41.1กรี๊ดดด!!!!แม่รู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้วจริงๆ”คืนนี้ยังไงก็ต้องขอแอดมิดให้ได้
อ่านถึงตรงนี้…บางคนอาจกำลังคิดว่า“ไข้สูงก็เช็ดตัว กินยา เหน็บยาก็พอไหม?”
เพราะระบบโรงพยาบาลญี่ปุ่นมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ไทย ไปได้ 24 ชั่วโมงอยู่ญี่ปุ่น…ก็ต้องทำตามระบบของเขา
โนเข้าใจดีและโนเองก็ไม่ใช่แม่ที่เอะอะจะพาลูกไปฉุกเฉินแต่ครั้งนี้…สัญชาตญาณมันบอกว่ามันไม่ปกติจริงๆ
เพราะนี่คือไข้สูงต่อเนื่องมาเกือบ 6 วันแล้วค่ะ… แต่รอบก่อนโนเช็ดตัว/ให้ยาลดไข้จนไข้ลงก่อนถึง รพ.
โดนพยาบาลต่อว่า “ว่าทำให้ไข้ลงก่อนมา”รอบนี้เลย “ไม่ทำอะไรแล้ว” รีบโทรฉุกเฉินทันที
โทรฉุกเฉิน…พยาบาลบอกให้เตรียมของแอดมิดพอแจ้งอาการลูกเสร็จ พยาบาลบอกว่า“หมอเวรวันนี้เป็นหมอเฉพาะทางหายใจของผู้ใหญ่
แต่น้องอาการฟังดูไม่ดี ให้รีบมาได้เลยแล้วเตรียมอุปกรณ์แอดมิดมาด้วยนะคะส่วนจะได้แอดหรือไม่ ให้หมอตรวจแล้วแจ้งอีกทีค่ะ”
ตอนนั้นใจโน “ดีขึ้นนิดนึง”อย่างน้อยก็ได้ยินคำว่า มีโอกาสแอดมิดต่างจากคืนวันศุกร์ที่เหมือนปักธงว่า
“มาคืนนี้ยังไงก็ทำอะไรไม่ได้”
มาถึง รพ. แล้ว…เงิบค่ะ (เจอหมอคนเดิม)ถึงโรงพยาบาลประมาณ 19:00วัดไข้ได้ 40.3รอคิวนานมากเพราะมีเด็กฉุกเฉินก่อนหน้า
อาเจียนมาและหมอฉุกเฉินมีคนเดียวแล้วพอถึงคิวเรา…เงิบค่ะ คนที่นั่งอยู่คือ “หมอเด็กเวรคนเดิม”
ที่โนเจอมาตั้งแต่คืนแรก…รวมครั้งที่ 2 และ 3โอ๊ยยยยย ไม่ชอบขี้หน้าหมอคนนี้จริงๆค่ะ
โน: เอ้า คุณหมอมาได้ยังไงคะ วันนี้ไม่ได้อยู่เวรไม่ใช่หรอคะ?
หมอ: อยู่ทำงานเคสอื่นพอดี เห็นชื่อเลยรีบมาดูให้ครับอย่างที่คุยไปเมื่อเช้า ไข้ยังอาจจะสูง ให้รอดูอาการหลังกินยาฆ่าเชื้อครับให้ครบก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นวันพุธค่อยมา
โน: เข้าใจค่ะ แต่ตอนบ่ายน้องซึม นอนตลอด หายใจก็เหมือนเริ่มเหนื่อย และไม่ยอมกินอะไรค่ะ
หมอ: มีไข้ก็เพลียเป็นธรรมดาครับ หายใจก็ผลจากไข้สูงไม่กินอะไร…แต่ยังดื่มได้ไหมครับ
โน: ดื่มนม ดื่ม OS-1 ได้อยู่ค่ะ
หมอ: งั้นยังถือว่าโอเคนะครับ แม่อยากแอดมิดหรอครับโนเลยพยายามโน้มน้าวเต็มที่ เพราะเหมือนมี “ราง” ว่าลูกจะชัก
โน: ถ้าเป็นไปได้อยากแอดมิดค่ะนี่ค่ะหมอ ยื่นมือถือให้ดูตารางไข้ตอนบ่าย…หลังเหน็บยาไข้สูงจาก 40.2 ลงถึงแค่ 38.7 เองคืนนี้กลัวว่าจะชัก หรือมีอาการอักเสบอะไรที่กลัวจะทรุดหนักค่ะ
หมอ: จริงๆลดไป 2 องศาก็ถือว่ายาได้ผลนะครับส่วนเรื่องชัก…อย่างที่บอกครั้งก่อนครับ “ชักแล้วค่อยว่ากัน”ตอนนี้ยังไม่ชักครับ
แต่ถ้าแม่มองว่าไข้ 40 แล้วอยากแอดมิด…งั้นก็ลองค้างไปครับ (หน้ากวนๆ)
โน: รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณคุณหมอที่เข้าใจค่ะ
หมอ: งั้นเดี๋ยวตรวจเลือดอีกครั้ง + เพิ่ม X-rayตรวจอุจจาระ ตรวจปัสสาวะนะครับ
โนถามอีกเรื่องเพราะไม่มั่นใจ
โน: แล้วตอนนี้ลูกไข้ 40.3 ให้ยาลดไข้ได้เลยไหมคะ
หมอ: เดี๋ยวตรวจเสร็จค่อยให้ตอนทำหัตถการบนวอร์ดก็ได้ครับ
(ในใจโนเริ่มตึง…แต่ก็ยังกลั้นไว้)
แค่ไม่กี่วิ…ลูกชักต่อหน้าต่อตา
พอตากิ๊กรู้ว่าต้องแอดมิด ก็ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อข้าง รพ. โนตั้งใจจะเช็ดตัวด้วยผ้าที่เอามาจากบ้าน
แต่โดนเรียกไป X-ray ปอดก่อนเสร็จแล้วหมอบอกให้ออกมานั่งหน้าห้องฉุกเฉิน
รอขึ้นวอร์ดแล้วระหว่างที่โน “หาที่จะเช็ดตัว” แค่ไม่กี่วิ…
อยู่ๆลูกเหมือนสั่นโนรู้ทันทีว่า… “ชัก”
โนรีบวิ่งไปที่ประตูห้องฉุกเฉินตะโกน เคาะ ขอให้ช่วยเปิด“ช่วยเปิดหน่อยค่ะ ลูกชัก!!!”คนไข้ที่รอคิวห้องฉุกเฉินอีก 2 คนทำหน้าตกใจมาก
พยาบาลให้จับลูกนอนตอนนั้นโนมีสติแค่ “ดูว่าเริ่มชักตอน19:32”แต่ไม่ได้กดจับเวลา ไม่ได้ถ่ายคลิป เพราะกำลังอุ้มลูกอยู่
ชักผ่านไป 2 นาทีกว่า…หมอวิ่งกลับมา
หมอ: ชักกี่นาทีแล้ว
โน: กำลังจะ 3 นาทีค่ะ
พยาบาลกลับตอบว่า “พึ่งหยุด”
โนงงเลยค่ะ หยุดอะไร?
หมอบอก “ยังชักอยู่นะ” แล้วถามว่า “กดจับเวลายัง?”
พยาบาลถึงเริ่มจับเวลาตอนนั้น…
หมอถือไซริงค์ขึ้นมา บอกให้โนบอกถ้าครบ 5 นาที
ครบ 5 นาที…ยังไม่หยุดชัก
หมอเลยใส่ยา “ที่กระพุ้งแก้ม”
ไม่ถึงนาที…หยุดชักค่ะ
หมอชมแม่ละเอียด…แต่ใจแม่พังไปแล้ว
หมอถามละเอียดว่าเริ่มยังไง ชักแบบไหน
โนตอบ “เริ่มจากหัวพลิกซ้ายขวา ตัวสั่นเล็กน้อย มือเกร็งยกขึ้นลง ผ่านไป 2 นาทีจากที่ปากอ้าอยู่ปากซีดม่วง เริ่มหุบและเกร็ง ตาลอย สุดท้ายน้ำลายเริ่มฟูมออกมา”
หมอชมว่าแม่ละเอียด สังเกตรอบคอบ ทั้งท่าจับตะแคงนอนขวา การจับเวลา ฯลฯ
(ในใจโนคิดว่า…มันเบสิกที่แม่ต้องรู้ไหม มาชมอะไร
ตอนนั้นโนไม่อยากให้หมอมองหน้า
เพราะน้ำตาเต็มไปหมด
ถึงคนโตเคยชักมาแล้ว 2 รอบ แต่การเห็นลูกชักต่อหน้าต่อตา…
ใจมันเหมือนจะสลาย แต่สมองต้อง “ตั้งสติ” จดจำอาการและดูเวลา
หมออธิบายว่า Dormicum ยาหยุดอาการชักเฉียบพลัน ตัวนี้มักใช้เมื่อชักเกิน 10 นาที
แต่เห็นน้องไม่หยุดที่ 5 นาที หมอเลยให้เลย เพราะ “ให้เร็วก็ดีกว่าให้ช้า”
โชคดีนะครับ ที่คุณแม่ตัดสินใจแอดมิดทำให้ตอนชักเลยอยู่โรงพยาบาลพอดีผมเองเลยได้ช่วยรับมือด้วยครับ
โนถามกลับ…
โน: เมื่อกี้ถ้าเราให้ยาลดไข้ มีโอกาสไม่ชักไหมคะ?
หมอ: ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าชักจากไข้สูง หรือชักจากอะไร แม่ก็บอกเองว่า คนพี่ก็ไม่ชักวันแรก แต่ชักวันหลังๆ ซึ่งถือว่าเป็นเคสที่ไม่ใช่ทั่วไปครับ
โน: แล้วสรุป…ยาลดไข้ให้ตอนนี้ไม่ได้หรอคะ ต้องรอขึ้นวอร์ดอย่างเดียว?
หมอ: แม่เอามาไหมครับ ถ้าเอามาก็เสียบเองเลยครับ
โน: ไม่ได้พกมาค่ะ (ในใจคิด มาโรงพยาบาลให้พกยามาทำไมก่อน) แล้วห้องฉุกเฉินไม่มีหรอคะ?
หมอ: มีสิครับ พยาบาลเอามาเสียบให้ทีครับ
โน: (ในใจด่าไปแล้ว…แล้วทำไมไม่ให้ตั้งแต่แรก โอ๊ยยย)
โนถามเรื่องยากันชัก (ダイアップ) Diazepam หลังชักครั้งแรก
หมอบอก “ยังไม่จำเป็น” เอาไว้หลังชักรอบ 2-3
ทั้งๆที่ตอนพี่มิจัง ลูกคนแรกชักครั้งแรก หมออื่นก็ให้เสียบยานี้ กันชักรอบที่ 2 ทันที
แล้วในลิฟต์…หมอพูดประโยคที่ทำให้โนสตั๊น
รอขึ้นวอร์ด ระหว่างขึ้นลิฟต์ อยู่ๆหมอพูดว่า…
“ขอโทษที่คืนแรกพยาบาลเราปฏิเสธ ทำให้แม่ต้องโทรไปโรงพยาบาลอื่น ถ้าสุดท้ายต้องแอดมิด…รู้งี้แอดมิดไปตั้งแต่คืนนั้น
เจ้าตัวเล็กก็คงไม่ทรมานขนาดนี้เน๊อะ”
โอ๊ยยยยยยยย!!!!!!!!
คือมันอึ้ง…มันสตั๊น…
ใจโนเพิ่งพังจากที่เห็นลูกชัก
แล้วการขอโทษนี้…มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย
มันทำให้ “โกรธมากกว่าเดิม”
โกรธที่คืนแรกไม่ยอมตรวจเลือด ไม่ยอมให้แอดมิด
ยังเคยพูดเหมือนประชดว่าเรา “ใส่ใจสุดๆ”
โกรธจนไม่มีคำพูดออกไปเลย
สมองประมวลไม่ทันจริงๆค่ะ
พอลิฟต์เปิดออก ถึงวอร์ด
หมอเห็นโนยังไม่ตอบ เลยพูดต่อว่า “การชักมันไม่อันตรายครับ แม่ไม่ต้องกลัวแล้วนะครับ ตอนนี้สำคัญคือดูว่าชักจากอะไร
เดี๋ยวหมอจะช่วยหาสาเหตุของไข้ครั้งนี้เต็มที่ครับ”
คืนนี้โนยังอยู่กับลูกบนเตียง รพ. ญี่ปุ่นไม่มีเช็ดตัว ไม่มีมาวัดไข้ให้เหมือนไทย
แม่ก็ต้องเฝ้าทั้งคืนเหมือนเดิม…แต่สิ่งที่ค้างอยู่ในใจที่สุดคือ…ถ้าคืนแรกเขาให้แอดมิดตั้งแต่แรก
วันนี้ลูกจะต้องทรมานขนาดนี้ไหม?
................
เรื่อง ไข้ ชัก เด็ก ทางราชวิทยาลัย กุมาร เคย ออกความรู้ละเอียด เดี๋ยว ค่อยเอามาลง
เเต่ เรื่อง สื่อสาร ที่...การขอโทษนี้…มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย /มันทำให้ “โกรธมากกว่าเดิม” ตอนนนั้น ควรพูดอะไร หรือไม่ ครับ
ลูกคนไทย ที่ ญี่ปุ่น ไข้ 6 วัน ชัก..อยู่ในใจที่สุดคือ… ถ้าคืนแรกเขาให้แอดมิดตั้งแต่แรก วันนี้ลูกจะต้องทรมานขนาดนี้ไหม?