แกะอนุกรมวิธานค้างคาว (Chiroptera) Part 5 - ค้างคาวหางโผล่ ค้างคาวปีกถุง ค้างคาวหน้าร่อง

และในที่สุดเราก็ได้ขึ้น ค้างคาว (Nykteris) สายหยางเสียที เย่
กับ B Suborder Yangochiroptera

สร้างคลื่นเสียงสะท้อน อย่างจริงจัง
สร้างด้วยปาก โดยเฉพาะจากกล่องเสียง (Laryngeal echolocation)
ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมีความซับซ้อนที่จมูก อย่างแผ่นย่นทรงใบไม้อะไรแบบสาย A อีกแล้ว
ส่วนใหญ่โครงหน้าก็เรียบและเบสิคๆ

อีกอย่างหนึ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัดคือรูปแบบสัญญาณคลื่นสะท้อน
สาย A ใช้คลื่นความถี่ต่ำ และช่วงความถี่แคบ ตรวจจับวัตถุด้วย Doppler-shift ต้องการการสะท้อนที่มากเพื่อประมวลผล หน้าย่นๆจึงสำคัญ
ส่วนสาย B เป็นความถี่สูง และช่วงความถี่กว้าง เพื่อความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเหยื่อ รวมถึงการรวมฝูง ที่การเลี่ยงบินชนปะทะกันนั้นอาศัยการรับรู้ตำแหน่งที่ฉับไว

และอาหาร
สาย A ถ้ามีตาก็ กินผลไม้ (Frugivory) กินน้ำหวานดอกไม้ (Nectivory) หรือถ้าสร้างคลื่นสะท้อนก็ กินแมลง (Insectivory) อย่างเคร่งครัด
สาย B กินแมลงโดยพื้นฐาน แต่ก็พัฒนาได้ตลอดถึงการ กินเนื้อ (Carnivory) กินปลา (Piscivory) กินเลือด (Sanguivory) กินทั้งพืชและเนื้อ (Omnivory)

ถิ่นที่อยู่ ก็มีความสำคัญ
สาย A พบได้ในโซน อาโฟรยูเรเซีย (Afro-Eurasia) ในขณะที่สาย B ประจำถิ่น ณ โลกใหม่ อย่างแดนอเมริกา
การบินไวในอาณาเขตที่เลื่องชื่อในความรกแน่นป่าไม้ของสายหยาง อีกสิ่งจำเป็นคือปีกที่สั้นแต่แผ่นใหญ่




BA Family Cistugidae + Genus Cistugo
ไม่สามารถหาที่มาชื่อได้ และเหมือนว่าอันนี้จะเป็นเบสที่สุด
พบทางตอนใต้ของแอฟริกาเท่านั้น
กินแมลงตามแบบ A อยู่เลย
และการใช้คลื่นเสียงก็มือสมัครเล่น


C. seabrae - Angolan hairy bat

BB Superfamily Emballonuroidea
หาง (Oura) มีลักษณะเป็นฝัก เหมือน สวมใส่ (Emballon) ปลอก เพื่อเป็นหางเสือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเวลาบินไว
ปลายปีกมีถุงสำหรับปล่อยกลิ่นสร้างอาณาเขต

BB1 Family Emballonuridae
- หน้าเรียบเนียน
- หางยาวมาก ยาวพ้นพังผืดขาหลัง

BB11 Subfamily Emballonurinae
- ล่าแมลงดุเดือดในพื้นที่เปิดโล่ง (Open air insectivory)
- ใช้งานหางปลอกเต็มรูปแบบ

BB11A Genus Emballonura
หางปลอกคลาสสิค


E. monticola - Lesser sheath-tailed bat (ค้างคาวหางโผล่)


E. raffrayana - Raffray's sheath-tailed bat


E. semicaudata - Pacific sheath-tailed bat

BB11B Genus Paremballonura
เติบโตคนละฝั่งคนละฝา เคียงข้าง (Para) กันมา
ขนาดเล็กลง และ พบที่มาดากัสการ์


P. atrata - Peters's sheath-tailed bat

BB11C Genus Coleura
ปลอก (Koleos) ยาว และ ปรับตัวใช้ชีวิตกับหน้าผา


C. afra - African sheath-tailed bat

BB11D Genus Mosia
ที่มาไม่แน่ชัด ตัวเล็กมาก และ กะโหลกเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ


M. nigrescens - Dark sheath-tailed bat

BB11E Genus Centronycteris
กะโหลกมีความกำยำขึ้นและฟันแข็งแรง
เริ่มพัฒนาเขี้ยว ไอ้เจ้าจุดแหลมๆ (Kentron) นั่นน่ะ


C. maximiliani - Shaggy bat

BB11F Genus Cormura
ตัวแน่นบึ้ก ดั่ง ลำต้น (Kormos) ของต้นไม้
หางลดรูปมาแล้วหละ
ทั้งหมดนี้เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักตอนบินอยู่กลางลำตัว


C. brevirostris - Chestnut sac-winged bat

BB11G Genus Peropteryx
Pera แปลว่า Beyond ผมจะต้องใช้คำไทยว่าอะไรดี ไกลโพ้น ไหม
ฐานปีกอยู่ชิดตัวมากขึ้น ข้อต่อปีกยืดหยุ่นมากขึ้น
บินเร็วแต่การจับแมลงไม่แม่นก็เปลืองพลังงานเปล่า
และนี่คือบั๊กแรกแห่งสาย B การแก้ปัญหาคือ ช้าลงแล้วดึงสติกลับมาซะ


P. macrotis - Lesser dog-like bat


P. kappleri - Greater dog-like bat


P. leucoptera - White-winged dog-like bat


P. trinitatis - Trinidad dog-like bat

BB11H Genus Rhynchonycteris
จมูก (Rhynchos) ยื่นยาวและแหลม
มักหลับนอนในพื้นที่โล่ง


R. naso - Proboscis bat

BB11I Genus Sacchopteryx
พัฒนา ถุง (Sakchos) เก็บกลิ่นไปอีกขั้น ตัวผู้มีฟีโรโมนดึงดูดเพศ
และนี่คือก้าวแรกแห่งคลื่นสัญญาณเพื่อเกี้ยวพาราณสี


S. leptura - Lesser sac-winged bat


S. bilineata - Greater sac-winged bat


S. canescens - Frosted sac-winged bat

BB11J Genus Balantiopteryx
เมื่อมีการยั่วเพศแล้วสืบทอดลูกหลานได้ดี ก็เน้นลงตรงนี้
ถุงกลิ่นที่ปีกตัวผู้ขยายใหญ่จนจะเท่า กระเป๋าสตางค์ (Balantion)
ยกระดับการสื่อสารด้วยเคมีชีวภาพ
ชัดเจนใน ความแตกต่างของสองเพศ (Sexual dimorphism)


B. plicata - Gray sac-winged bat


B. io - Thomas's sac-winged bat

BB11K Genus Cyttarops
หน้า (Ops) กว้างขึ้น เพิ่ม ที่ว่าง (Kyttaros) ในกะโหลก
นี่คือการปรับเพิ่มพื้นที่สะท้อนคลื่นโดยไม่ต้องมีจมูกใบไม้


C. alecto - Short-eared bat

BB11L Genus Diclidurus
Diklis รากแปลว่า พับสองชั้น ซึ่งสื่อถึงลักษณะเนื้อเยื่อหางของกลุ่มนี้
ออกแบบเพื่อเหินท้องฟ้าเปิดในที่สูง
การบินทรงพลังและเร็วสุดขั้ว
ขนทั้งตัว (Pelage) สีสว่าง เพื่อพรางตัวใต้แสงจันทร์


D. albus - Northern ghost bat


D. scutatus - Lesser ghost bat


D. ingens - Greater ghost bat

BB12 Subfamily Taphozoinae
ตัวใหญ่และอ้วนท้วมดูสมบูรณ์กว่า
มักอยู่ตามพื้น บินน้อยมาก แถมตั้งรกรากตามซากปรักหักพัง
จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่า สัตว์  (Zoon) แห่ง หลุมศพ (Taphos)

BB12A Genus Taphozous
ผู้เฝ้าสุสานเลเวล 1
ไม่มีอะไรพิเศษแถมหางปลอกก็โผล่เด่นชัด


T. perforatus - Egyptian tomb bat


T. mauritianus - Mauritian tomb bat


T. nudiventris - Naked-rumped tomb bat


T. melanopogon - Black-bearded tomb bat (ค้างคาวปีกถุงเคราดำ)


T. longimanus - Long-winged tomb bat (ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง)


T. theobaldi - Theobald's tomb bat (ค้างคาวปีกถุงใหญ่)


T. achates - Indonesian tomb bat


T. australis - Coastal sheath-tailed bat


T. troughtoni - Troughton's sheath-tailed bat

BB12B Genus Saccolaimus
เลเวล 2 แล้ว จะเป็นผู้คุมวิญญาณ ก็จะต้องสามารถเหาะหน่อยหละ
ไม่เน้นอยู่ที่พื้น ลาดตระเวนว่อนป่าช้า
มีถุงที่ คอ (Laimos) และทั้งสองเพศมีถุงที่ปลายปีก


S. saccolaimus - Naked-rumped pouched bat (ค้างคาวปีกถุงปลอม)


S. peli - Pel's pouched bat

BB2 Family Nycteridae + Genus Nycteris
มีร่องแนวยาวบนหน้า และ หูใหญ่ เพื่อความแม่นยำใน การล่าแมลงตามพื้นผิว (Gleaning insectivory) ณ ป่ารกทึบ
และนี่ก็คือ ค้างคาว อันประจักษ์เป็นที่สุด ด้วยชื่อตามรากกรีกลาติน นิคเทรีส หรือ ปีกแห่งรัตติกาล


N. hispida - Hairy slit-faced bat


N. grandis - Large slit-faced bat


N. aurita - Andersen's slit-faced bat


N. nana - Dwarf slit-faced bat
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


N. major - Ja slit-faced bat


N. woodi - Wood's slit-faced bat


N. madagascariensis - Malagasy slit-faced bat


N. thebaica - Egyptian slit-faced bat


N. tragata - Malayan slit-faced bat (ค้างคาวหน้าร่อง)


N. javanica - Javan slit-faced bat



เอาหละจบครับกับ Part 5
ใน Part 6 เราจะมาดูกันว่า เมื่อการบินไว

เพียงอย่างเดียว นั้นไม่ใช่หัวใจหลักแห่งหนูติดปีก พวกมันจะมีการพัฒนาไปทางไหนได้บ้าง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่