และในที่สุดเราก็ได้ขึ้น ค้างคาว (
Nykteris) สายหยางเสียที เย่
กับ B Suborder
Yangochiroptera
สร้างคลื่นเสียงสะท้อน อย่างจริงจัง
สร้างด้วยปาก โดยเฉพาะจากกล่องเสียง (Laryngeal echolocation)
ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมีความซับซ้อนที่จมูก อย่างแผ่นย่นทรงใบไม้อะไรแบบสาย A อีกแล้ว
ส่วนใหญ่โครงหน้าก็เรียบและเบสิคๆ
อีกอย่างหนึ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัดคือรูปแบบสัญญาณคลื่นสะท้อน
สาย A ใช้คลื่นความถี่ต่ำ และช่วงความถี่แคบ ตรวจจับวัตถุด้วย Doppler-shift ต้องการการสะท้อนที่มากเพื่อประมวลผล หน้าย่นๆจึงสำคัญ
ส่วนสาย B เป็นความถี่สูง และช่วงความถี่กว้าง เพื่อความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเหยื่อ รวมถึงการรวมฝูง ที่การเลี่ยงบินชนปะทะกันนั้นอาศัยการรับรู้ตำแหน่งที่ฉับไว
และอาหาร
สาย A ถ้ามีตาก็ กินผลไม้ (Frugivory) กินน้ำหวานดอกไม้ (Nectivory) หรือถ้าสร้างคลื่นสะท้อนก็ กินแมลง (Insectivory) อย่างเคร่งครัด
สาย B กินแมลงโดยพื้นฐาน แต่ก็พัฒนาได้ตลอดถึงการ กินเนื้อ (Carnivory) กินปลา (Piscivory) กินเลือด (Sanguivory) กินทั้งพืชและเนื้อ (Omnivory)
ถิ่นที่อยู่ ก็มีความสำคัญ
สาย A พบได้ในโซน อาโฟรยูเรเซีย (Afro-Eurasia) ในขณะที่สาย B ประจำถิ่น ณ โลกใหม่ อย่างแดนอเมริกา
การบินไวในอาณาเขตที่เลื่องชื่อในความรกแน่นป่าไม้ของสายหยาง อีกสิ่งจำเป็นคือปีกที่สั้นแต่แผ่นใหญ่
BA Family
Cistugidae + Genus
Cistugo
ไม่สามารถหาที่มาชื่อได้ และเหมือนว่าอันนี้จะเป็นเบสที่สุด
พบทางตอนใต้ของแอฟริกาเท่านั้น
กินแมลงตามแบบ A อยู่เลย
และการใช้คลื่นเสียงก็มือสมัครเล่น
C. seabrae - Angolan hairy bat
BB Superfamily
Emballonuroidea
หาง (
Oura) มีลักษณะเป็นฝัก เหมือน สวมใส่ (
Emballon) ปลอก เพื่อเป็นหางเสือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเวลาบินไว
ปลายปีกมีถุงสำหรับปล่อยกลิ่นสร้างอาณาเขต
BB1 Family
Emballonuridae
- หน้าเรียบเนียน
- หางยาวมาก ยาวพ้นพังผืดขาหลัง
BB11 Subfamily
Emballonurinae
- ล่าแมลงดุเดือดในพื้นที่เปิดโล่ง (Open air insectivory)
- ใช้งานหางปลอกเต็มรูปแบบ
BB11A Genus
Emballonura
หางปลอกคลาสสิค
E. monticola - Lesser sheath-tailed bat (ค้างคาวหางโผล่)
E. raffrayana - Raffray's sheath-tailed bat
E. semicaudata - Pacific sheath-tailed bat
BB11B Genus
Paremballonura
เติบโตคนละฝั่งคนละฝา เคียงข้าง (
Para) กันมา
ขนาดเล็กลง และ พบที่มาดากัสการ์
P. atrata - Peters's sheath-tailed bat
BB11C Genus
Coleura
ปลอก (
Koleos) ยาว และ ปรับตัวใช้ชีวิตกับหน้าผา
C. afra - African sheath-tailed bat
BB11D Genus
Mosia
ที่มาไม่แน่ชัด ตัวเล็กมาก และ กะโหลกเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ
M. nigrescens - Dark sheath-tailed bat
BB11E Genus
Centronycteris
กะโหลกมีความกำยำขึ้นและฟันแข็งแรง
เริ่มพัฒนาเขี้ยว ไอ้เจ้าจุดแหลมๆ (
Kentron) นั่นน่ะ
C. maximiliani - Shaggy bat
BB11F Genus
Cormura
ตัวแน่นบึ้ก ดั่ง ลำต้น (
Kormos) ของต้นไม้
หางลดรูปมาแล้วหละ
ทั้งหมดนี้เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักตอนบินอยู่กลางลำตัว
C. brevirostris - Chestnut sac-winged bat
BB11G Genus
Peropteryx
Pera แปลว่า Beyond ผมจะต้องใช้คำไทยว่าอะไรดี ไกลโพ้น ไหม
ฐานปีกอยู่ชิดตัวมากขึ้น ข้อต่อปีกยืดหยุ่นมากขึ้น
บินเร็วแต่การจับแมลงไม่แม่นก็เปลืองพลังงานเปล่า
และนี่คือบั๊กแรกแห่งสาย B การแก้ปัญหาคือ ช้าลงแล้วดึงสติกลับมาซะ
P. macrotis - Lesser dog-like bat
P. kappleri - Greater dog-like bat
P. leucoptera - White-winged dog-like bat
P. trinitatis - Trinidad dog-like bat
BB11H Genus
Rhynchonycteris
จมูก (
Rhynchos) ยื่นยาวและแหลม
มักหลับนอนในพื้นที่โล่ง
R. naso - Proboscis bat
BB11I Genus
Sacchopteryx
พัฒนา ถุง (
Sakchos) เก็บกลิ่นไปอีกขั้น ตัวผู้มีฟีโรโมนดึงดูดเพศ
และนี่คือก้าวแรกแห่งคลื่นสัญญาณเพื่อเกี้ยวพาราณสี
S. leptura - Lesser sac-winged bat
S. bilineata - Greater sac-winged bat
S. canescens - Frosted sac-winged bat
BB11J Genus
Balantiopteryx
เมื่อมีการยั่วเพศแล้วสืบทอดลูกหลานได้ดี ก็เน้นลงตรงนี้
ถุงกลิ่นที่ปีกตัวผู้ขยายใหญ่จนจะเท่า กระเป๋าสตางค์ (
Balantion)
ยกระดับการสื่อสารด้วยเคมีชีวภาพ
ชัดเจนใน ความแตกต่างของสองเพศ (Sexual dimorphism)
B. plicata - Gray sac-winged bat
B. io - Thomas's sac-winged bat
BB11K Genus
Cyttarops
หน้า (
Ops) กว้างขึ้น เพิ่ม ที่ว่าง (
Kyttaros) ในกะโหลก
นี่คือการปรับเพิ่มพื้นที่สะท้อนคลื่นโดยไม่ต้องมีจมูกใบไม้
C. alecto - Short-eared bat
BB11L Genus
Diclidurus
Diklis รากแปลว่า พับสองชั้น ซึ่งสื่อถึงลักษณะเนื้อเยื่อหางของกลุ่มนี้
ออกแบบเพื่อเหินท้องฟ้าเปิดในที่สูง
การบินทรงพลังและเร็วสุดขั้ว
ขนทั้งตัว (Pelage) สีสว่าง เพื่อพรางตัวใต้แสงจันทร์
D. albus - Northern ghost bat
D. scutatus - Lesser ghost bat
D. ingens - Greater ghost bat
BB12 Subfamily
Taphozoinae
ตัวใหญ่และอ้วนท้วมดูสมบูรณ์กว่า
มักอยู่ตามพื้น บินน้อยมาก แถมตั้งรกรากตามซากปรักหักพัง
จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่า สัตว์ (
Zoon) แห่ง หลุมศพ (
Taphos)
BB12A Genus
Taphozous
ผู้เฝ้าสุสานเลเวล 1
ไม่มีอะไรพิเศษแถมหางปลอกก็โผล่เด่นชัด
T. perforatus - Egyptian tomb bat
T. mauritianus - Mauritian tomb bat
T. nudiventris - Naked-rumped tomb bat
T. melanopogon - Black-bearded tomb bat (ค้างคาวปีกถุงเคราดำ)
T. longimanus - Long-winged tomb bat (ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง)
T. theobaldi - Theobald's tomb bat (ค้างคาวปีกถุงใหญ่)
T. achates - Indonesian tomb bat
T. australis - Coastal sheath-tailed bat
T. troughtoni - Troughton's sheath-tailed bat
BB12B Genus
Saccolaimus
เลเวล 2 แล้ว จะเป็นผู้คุมวิญญาณ ก็จะต้องสามารถเหาะหน่อยหละ
ไม่เน้นอยู่ที่พื้น ลาดตระเวนว่อนป่าช้า
มีถุงที่ คอ (
Laimos) และทั้งสองเพศมีถุงที่ปลายปีก
S. saccolaimus - Naked-rumped pouched bat (ค้างคาวปีกถุงปลอม)
S. peli - Pel's pouched bat
BB2 Family
Nycteridae + Genus
Nycteris
มีร่องแนวยาวบนหน้า และ หูใหญ่ เพื่อความแม่นยำใน การล่าแมลงตามพื้นผิว (Gleaning insectivory) ณ ป่ารกทึบ
และนี่ก็คือ ค้างคาว อันประจักษ์เป็นที่สุด ด้วยชื่อตามรากกรีกลาติน นิคเทรีส หรือ ปีกแห่งรัตติกาล
N. hispida - Hairy slit-faced bat
N. grandis - Large slit-faced bat
N. aurita - Andersen's slit-faced bat
N. nana - Dwarf slit-faced bat
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้สถานีต่อไป นานา
N. major - Ja slit-faced bat
N. woodi - Wood's slit-faced bat
N. madagascariensis - Malagasy slit-faced bat
N. thebaica - Egyptian slit-faced bat
N. tragata - Malayan slit-faced bat (ค้างคาวหน้าร่อง)
N. javanica - Javan slit-faced bat
เอาหละจบครับกับ Part 5
ใน Part 6 เราจะมาดูกันว่า เมื่อการบินไว

เพียงอย่างเดียว นั้นไม่ใช่หัวใจหลักแห่งหนูติดปีก พวกมันจะมีการพัฒนาไปทางไหนได้บ้าง
แกะอนุกรมวิธานค้างคาว (Chiroptera) Part 5 - ค้างคาวหางโผล่ ค้างคาวปีกถุง ค้างคาวหน้าร่อง
กับ B Suborder Yangochiroptera
สร้างคลื่นเสียงสะท้อน อย่างจริงจัง
สร้างด้วยปาก โดยเฉพาะจากกล่องเสียง (Laryngeal echolocation)
ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมีความซับซ้อนที่จมูก อย่างแผ่นย่นทรงใบไม้อะไรแบบสาย A อีกแล้ว
ส่วนใหญ่โครงหน้าก็เรียบและเบสิคๆ
อีกอย่างหนึ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัดคือรูปแบบสัญญาณคลื่นสะท้อน
สาย A ใช้คลื่นความถี่ต่ำ และช่วงความถี่แคบ ตรวจจับวัตถุด้วย Doppler-shift ต้องการการสะท้อนที่มากเพื่อประมวลผล หน้าย่นๆจึงสำคัญ
ส่วนสาย B เป็นความถี่สูง และช่วงความถี่กว้าง เพื่อความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเหยื่อ รวมถึงการรวมฝูง ที่การเลี่ยงบินชนปะทะกันนั้นอาศัยการรับรู้ตำแหน่งที่ฉับไว
และอาหาร
สาย A ถ้ามีตาก็ กินผลไม้ (Frugivory) กินน้ำหวานดอกไม้ (Nectivory) หรือถ้าสร้างคลื่นสะท้อนก็ กินแมลง (Insectivory) อย่างเคร่งครัด
สาย B กินแมลงโดยพื้นฐาน แต่ก็พัฒนาได้ตลอดถึงการ กินเนื้อ (Carnivory) กินปลา (Piscivory) กินเลือด (Sanguivory) กินทั้งพืชและเนื้อ (Omnivory)
ถิ่นที่อยู่ ก็มีความสำคัญ
สาย A พบได้ในโซน อาโฟรยูเรเซีย (Afro-Eurasia) ในขณะที่สาย B ประจำถิ่น ณ โลกใหม่ อย่างแดนอเมริกา
การบินไวในอาณาเขตที่เลื่องชื่อในความรกแน่นป่าไม้ของสายหยาง อีกสิ่งจำเป็นคือปีกที่สั้นแต่แผ่นใหญ่
BA Family Cistugidae + Genus Cistugo
ไม่สามารถหาที่มาชื่อได้ และเหมือนว่าอันนี้จะเป็นเบสที่สุด
พบทางตอนใต้ของแอฟริกาเท่านั้น
กินแมลงตามแบบ A อยู่เลย
และการใช้คลื่นเสียงก็มือสมัครเล่น
C. seabrae - Angolan hairy bat
BB Superfamily Emballonuroidea
หาง (Oura) มีลักษณะเป็นฝัก เหมือน สวมใส่ (Emballon) ปลอก เพื่อเป็นหางเสือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเวลาบินไว
ปลายปีกมีถุงสำหรับปล่อยกลิ่นสร้างอาณาเขต
BB1 Family Emballonuridae
- หน้าเรียบเนียน
- หางยาวมาก ยาวพ้นพังผืดขาหลัง
BB11 Subfamily Emballonurinae
- ล่าแมลงดุเดือดในพื้นที่เปิดโล่ง (Open air insectivory)
- ใช้งานหางปลอกเต็มรูปแบบ
BB11A Genus Emballonura
หางปลอกคลาสสิค
E. monticola - Lesser sheath-tailed bat (ค้างคาวหางโผล่)
E. raffrayana - Raffray's sheath-tailed bat
E. semicaudata - Pacific sheath-tailed bat
BB11B Genus Paremballonura
เติบโตคนละฝั่งคนละฝา เคียงข้าง (Para) กันมา
ขนาดเล็กลง และ พบที่มาดากัสการ์
P. atrata - Peters's sheath-tailed bat
BB11C Genus Coleura
ปลอก (Koleos) ยาว และ ปรับตัวใช้ชีวิตกับหน้าผา
C. afra - African sheath-tailed bat
BB11D Genus Mosia
ที่มาไม่แน่ชัด ตัวเล็กมาก และ กะโหลกเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ
M. nigrescens - Dark sheath-tailed bat
BB11E Genus Centronycteris
กะโหลกมีความกำยำขึ้นและฟันแข็งแรง
เริ่มพัฒนาเขี้ยว ไอ้เจ้าจุดแหลมๆ (Kentron) นั่นน่ะ
C. maximiliani - Shaggy bat
BB11F Genus Cormura
ตัวแน่นบึ้ก ดั่ง ลำต้น (Kormos) ของต้นไม้
หางลดรูปมาแล้วหละ
ทั้งหมดนี้เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักตอนบินอยู่กลางลำตัว
C. brevirostris - Chestnut sac-winged bat
BB11G Genus Peropteryx
Pera แปลว่า Beyond ผมจะต้องใช้คำไทยว่าอะไรดี ไกลโพ้น ไหม
ฐานปีกอยู่ชิดตัวมากขึ้น ข้อต่อปีกยืดหยุ่นมากขึ้น
บินเร็วแต่การจับแมลงไม่แม่นก็เปลืองพลังงานเปล่า
และนี่คือบั๊กแรกแห่งสาย B การแก้ปัญหาคือ ช้าลงแล้วดึงสติกลับมาซะ
P. macrotis - Lesser dog-like bat
P. kappleri - Greater dog-like bat
P. leucoptera - White-winged dog-like bat
P. trinitatis - Trinidad dog-like bat
BB11H Genus Rhynchonycteris
จมูก (Rhynchos) ยื่นยาวและแหลม
มักหลับนอนในพื้นที่โล่ง
R. naso - Proboscis bat
BB11I Genus Sacchopteryx
พัฒนา ถุง (Sakchos) เก็บกลิ่นไปอีกขั้น ตัวผู้มีฟีโรโมนดึงดูดเพศ
และนี่คือก้าวแรกแห่งคลื่นสัญญาณเพื่อเกี้ยวพาราณสี
S. leptura - Lesser sac-winged bat
S. bilineata - Greater sac-winged bat
S. canescens - Frosted sac-winged bat
BB11J Genus Balantiopteryx
เมื่อมีการยั่วเพศแล้วสืบทอดลูกหลานได้ดี ก็เน้นลงตรงนี้
ถุงกลิ่นที่ปีกตัวผู้ขยายใหญ่จนจะเท่า กระเป๋าสตางค์ (Balantion)
ยกระดับการสื่อสารด้วยเคมีชีวภาพ
ชัดเจนใน ความแตกต่างของสองเพศ (Sexual dimorphism)
B. plicata - Gray sac-winged bat
B. io - Thomas's sac-winged bat
BB11K Genus Cyttarops
หน้า (Ops) กว้างขึ้น เพิ่ม ที่ว่าง (Kyttaros) ในกะโหลก
นี่คือการปรับเพิ่มพื้นที่สะท้อนคลื่นโดยไม่ต้องมีจมูกใบไม้
C. alecto - Short-eared bat
BB11L Genus Diclidurus
Diklis รากแปลว่า พับสองชั้น ซึ่งสื่อถึงลักษณะเนื้อเยื่อหางของกลุ่มนี้
ออกแบบเพื่อเหินท้องฟ้าเปิดในที่สูง
การบินทรงพลังและเร็วสุดขั้ว
ขนทั้งตัว (Pelage) สีสว่าง เพื่อพรางตัวใต้แสงจันทร์
D. albus - Northern ghost bat
D. scutatus - Lesser ghost bat
D. ingens - Greater ghost bat
BB12 Subfamily Taphozoinae
ตัวใหญ่และอ้วนท้วมดูสมบูรณ์กว่า
มักอยู่ตามพื้น บินน้อยมาก แถมตั้งรกรากตามซากปรักหักพัง
จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่า สัตว์ (Zoon) แห่ง หลุมศพ (Taphos)
BB12A Genus Taphozous
ผู้เฝ้าสุสานเลเวล 1
ไม่มีอะไรพิเศษแถมหางปลอกก็โผล่เด่นชัด
T. perforatus - Egyptian tomb bat
T. mauritianus - Mauritian tomb bat
T. nudiventris - Naked-rumped tomb bat
T. melanopogon - Black-bearded tomb bat (ค้างคาวปีกถุงเคราดำ)
T. longimanus - Long-winged tomb bat (ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง)
T. theobaldi - Theobald's tomb bat (ค้างคาวปีกถุงใหญ่)
T. achates - Indonesian tomb bat
T. australis - Coastal sheath-tailed bat
T. troughtoni - Troughton's sheath-tailed bat
BB12B Genus Saccolaimus
เลเวล 2 แล้ว จะเป็นผู้คุมวิญญาณ ก็จะต้องสามารถเหาะหน่อยหละ
ไม่เน้นอยู่ที่พื้น ลาดตระเวนว่อนป่าช้า
มีถุงที่ คอ (Laimos) และทั้งสองเพศมีถุงที่ปลายปีก
S. saccolaimus - Naked-rumped pouched bat (ค้างคาวปีกถุงปลอม)
S. peli - Pel's pouched bat
BB2 Family Nycteridae + Genus Nycteris
มีร่องแนวยาวบนหน้า และ หูใหญ่ เพื่อความแม่นยำใน การล่าแมลงตามพื้นผิว (Gleaning insectivory) ณ ป่ารกทึบ
และนี่ก็คือ ค้างคาว อันประจักษ์เป็นที่สุด ด้วยชื่อตามรากกรีกลาติน นิคเทรีส หรือ ปีกแห่งรัตติกาล
N. hispida - Hairy slit-faced bat
N. grandis - Large slit-faced bat
N. aurita - Andersen's slit-faced bat
N. nana - Dwarf slit-faced bat
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
N. major - Ja slit-faced bat
N. woodi - Wood's slit-faced bat
N. madagascariensis - Malagasy slit-faced bat
N. thebaica - Egyptian slit-faced bat
N. tragata - Malayan slit-faced bat (ค้างคาวหน้าร่อง)
N. javanica - Javan slit-faced bat
เอาหละจบครับกับ Part 5
ใน Part 6 เราจะมาดูกันว่า เมื่อการบินไว
เพียงอย่างเดียว นั้นไม่ใช่หัวใจหลักแห่งหนูติดปีก พวกมันจะมีการพัฒนาไปทางไหนได้บ้าง