เร็วๆมานี้ผมได้ดูหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ของเต๋อ นวพล มาอีกครั้งครับ
เป็นการหยิบมาดูในรอบ 10 ปี จำได้ว่าตอนที่หนังออกมาแรกๆ ผมได้ดูไปรอบหนึ่ง สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่เลย ก็ดูพอให้ผ่านเวลาว่างแต่ก็อาจจะยังไม่ได้เข้าใจอะไรเต็มที่นัก แต่พอหลังจากที่เรียนจบและได้ทำงานมาแล้ว ต้องบอกว่าอินกับตัวหนังมากๆ
ดูตอนสมัยเรียนก็เคยแอบคิดว่ามันมีคนทำงานหนักขนาดนี้ด้วยเหรอ หนังเวอร์ไปหรือเปล่า แต่พอได้มาทำงานจริงก็รับรู้ได้เลยว่าหนังไม่ได้เวอร์เกินไปเลย คนทำงานหนักจนตัวเองเจ็บป่วย มีมากมาย
ดูๆไปก็คิดว่าใช่เลย ชีวิตงานยุ่นนี่คล้ายๆกับชีวิตงานผมเมื่อก่อนเลยนี่นา (ต่างกันตรงที่ไม่ได้มีหมอสุดสวยมารักษา) อาจจะไม่ได้ทำอาชีพเดียวกัน แต่เรื่องเดดไลน์ ความกดดันและชั่วโมงทำงานนี่ใช่เลย แต่ผมไม่ได้อดนอนหลายวันติดแบบยุ่นนะ555 แต่ก็นอนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นพอควร
และผมก็คิดว่าน่าจะคล้ายกับชีวิตของใครหลายคนวัยทำงาน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ แค่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนัก อยู่ออฟฟิศดึกดื่น อดหลับอดนอนและละเลยสุขภาพของตัวเองไป ก็สามารถอินได้เหมือนกัน การได้มาดูหนังเรื่องนี้อีกรอบก็ทำให้เราคิดได้ว่า นี่เรากำลังเป็นยุ่นที่ทำงานหนักจนเกินพอดีหรือเปล่า
ยิ่งฉากแรกๆที่ยุ่นไปฟังหัวหน้าของลูกค้าให้แก้งานนี่ก็ใช่อีก เป็นตัวแทนของหัวหน้างานที่ทำอะไรให้ก็ไม่เคยพอใจ บอกว่ามันน่าจะดีได้กว่านี้ ให้ไปปรับปรุง แต่ก็ไม่ได้มีคำแนะนำหรือไกด์ไลน์ที่ชัดเจนให้ ผมคิดว่าคนทำงานหลายๆคนก็น่าจะได้เจอกันมาบ้างอย่างน้อยซักครั้ง
อีกประเด็นที่ชอบคือ แม่ของยุ่นฝากให้ยุ่นรีทัชภาพให้ แต่ยุ่นก็ยังไม่ได้มีโอกาสทำให้ซักที เพราะมัวแต่ทำงานและไป seek external validation จากคนนอก ทั้งๆที่จริงแล้ว คนนอกอย่างเจ้านายต่างๆนาๆ เวลาคุณล้มป่วยไป ไม่มีใครมาสนใจคุณจริงๆหรอก นอกจากครอบครัวของเราเอง
การทำงานสุจริตเพื่อให้ได้เงินมันก็ดี เราก็ต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน แต่ถ้าเราทำงานหนักเกินจนไม่ได้ใช้ชีวิตเลย ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปนั่งริมทะเล ดูพระอาทิตย์ตกช้าๆ แล้วเราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร.
Freelance ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ : ว่าด้วยเรื่องของการทำงาน
เป็นการหยิบมาดูในรอบ 10 ปี จำได้ว่าตอนที่หนังออกมาแรกๆ ผมได้ดูไปรอบหนึ่ง สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่เลย ก็ดูพอให้ผ่านเวลาว่างแต่ก็อาจจะยังไม่ได้เข้าใจอะไรเต็มที่นัก แต่พอหลังจากที่เรียนจบและได้ทำงานมาแล้ว ต้องบอกว่าอินกับตัวหนังมากๆ
ดูตอนสมัยเรียนก็เคยแอบคิดว่ามันมีคนทำงานหนักขนาดนี้ด้วยเหรอ หนังเวอร์ไปหรือเปล่า แต่พอได้มาทำงานจริงก็รับรู้ได้เลยว่าหนังไม่ได้เวอร์เกินไปเลย คนทำงานหนักจนตัวเองเจ็บป่วย มีมากมาย
ดูๆไปก็คิดว่าใช่เลย ชีวิตงานยุ่นนี่คล้ายๆกับชีวิตงานผมเมื่อก่อนเลยนี่นา (ต่างกันตรงที่ไม่ได้มีหมอสุดสวยมารักษา) อาจจะไม่ได้ทำอาชีพเดียวกัน แต่เรื่องเดดไลน์ ความกดดันและชั่วโมงทำงานนี่ใช่เลย แต่ผมไม่ได้อดนอนหลายวันติดแบบยุ่นนะ555 แต่ก็นอนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นพอควร
และผมก็คิดว่าน่าจะคล้ายกับชีวิตของใครหลายคนวัยทำงาน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ แค่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนัก อยู่ออฟฟิศดึกดื่น อดหลับอดนอนและละเลยสุขภาพของตัวเองไป ก็สามารถอินได้เหมือนกัน การได้มาดูหนังเรื่องนี้อีกรอบก็ทำให้เราคิดได้ว่า นี่เรากำลังเป็นยุ่นที่ทำงานหนักจนเกินพอดีหรือเปล่า
ยิ่งฉากแรกๆที่ยุ่นไปฟังหัวหน้าของลูกค้าให้แก้งานนี่ก็ใช่อีก เป็นตัวแทนของหัวหน้างานที่ทำอะไรให้ก็ไม่เคยพอใจ บอกว่ามันน่าจะดีได้กว่านี้ ให้ไปปรับปรุง แต่ก็ไม่ได้มีคำแนะนำหรือไกด์ไลน์ที่ชัดเจนให้ ผมคิดว่าคนทำงานหลายๆคนก็น่าจะได้เจอกันมาบ้างอย่างน้อยซักครั้ง
อีกประเด็นที่ชอบคือ แม่ของยุ่นฝากให้ยุ่นรีทัชภาพให้ แต่ยุ่นก็ยังไม่ได้มีโอกาสทำให้ซักที เพราะมัวแต่ทำงานและไป seek external validation จากคนนอก ทั้งๆที่จริงแล้ว คนนอกอย่างเจ้านายต่างๆนาๆ เวลาคุณล้มป่วยไป ไม่มีใครมาสนใจคุณจริงๆหรอก นอกจากครอบครัวของเราเอง
การทำงานสุจริตเพื่อให้ได้เงินมันก็ดี เราก็ต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน แต่ถ้าเราทำงานหนักเกินจนไม่ได้ใช้ชีวิตเลย ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ไม่มีเวลาไปนั่งริมทะเล ดูพระอาทิตย์ตกช้าๆ แล้วเราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร.