ภาค 2 จากกระทู้ เงินเก็บ 20 ล้านบาทเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือไม่

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะทุกคน

ความเดิมของกระทู้เมื่อปี 2565 เราได้ตั้งคำถามไว้ เพราะตอนนั้นเบื่องาน อยากลาออก แล้วก็คิดว่าถ้ามีเงินเก็บ (ขอเรียกทรัพย์สิน เพราะเดี๋ยวมีคนมาบอกว่าเราเขียนผิดอีก) 20 ล้านบาท เราจะกลับมาคิดเรื่องนี้อีกที (เรื่องลาออก) ซึ่งหมายถึง เกษียณเร็วแบบฟีล การลาออกครั้งสุดท้าย

จนกระทั่ง เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

หุ้น - เงินสด - สหกรณ์ออมทรัพย์ [ไม่นับที่ดิน บ้าน รถ] ครบ 20 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย [อายุ 39 ย่าง 40 ปีในเร็ววัน] โสด - ไม่มีพันธะ ปัจจุบันอยู่บ้านเก่าเกิน 40 ปี (มรดก) ก็ต้องซ่อมเรื่อย ๆ ตามสภาพ รถอายุเกือบ 15 ปี 1 คัน ไม่คิดจะซื้อบ้านใหม่ ไม่คิดจะซื้อรถ จนกว่าจะพังไปข้าง

กระทู้เมื่อปี 2565 เรามี 15 ล้าน ปีนี้ 2569 เรามี 20 ล้าน  ซึ่งเงินก้อนนี้ ทำให้เรามี passive income ประมาณ 950,000+- บาท ต่อปี

เอาละ จะมาบอกการเปลี่ยนแปลงให้ฟัง

- เราเริ่มมองหางานใหม่ แบบเดียวกับที่ทำ แต่หางานในต่างประเทศ เน้น จีน เกาหลี แต่พบว่าเค้าแทบไม่รับสาขาเรา คือไม่อยู่ใน scope ความสนใจของประเทศเขา ก็ยังไม่ยอมแพ้นะ ยังพยายามเข้าเว็บหางาน ดูกลุ่มเฟส เผื่อเค้าเปิดรับสมัครงาน

- เราเริ่มอยากออกจากประเทศ (มาก ๆ) จากเดิมที่ไม่อะไรมาก ที่อยากไปเพราะเบื่อการเมือง เบื่อความสกปรก (เป็นคนชอบเห็นเมืองสะอาด ๆ) ตอนแรกชอบยุโรป แต่สู้ไม่ไหว (ค่าครองชีพ) ปันใจกลับมาเอเชีย แต่ก็รู้แหละว่าลำบากมาก ถ้าไม่หางานทำ ไม่มีทางได้อยู่ยาว ๆ

- เสียดายเรื่องความสัมพันธ์กับคน คือเราเป็นคนใจดี เพื่อนที่รักกันมายืมเงิน หายไปเลย มีมากสุดหลักล้าน ไม่งั้นเราจะมี 20 ล้านเร็วกว่านี้ราว 2 ปี เราพยายามทำเป็นลืม ๆ แต่ความสัมพันธ์มันเสียหายไป เราก็รู้สึกแย่นะ และรู้สึกว่า “รู้งี้” สรุปได้ว่า เราทำดีกับเขา ไม่ได้แปลว่าเขาต้องดีหรือจริงใจตอบเรา และเราต้องลืมมันไปให้ได้

- สุขภาพ เราทำประกันสุขภาพเฉพาะในไทยไว้ 25 ล้านบาท หมายความว่าป่วยได้ต่อปี 25 ล้าน (ตามที่เข้าใจ) แต่ก็ยังไม่ป่วย ไม่ได้นอนโรงพยาบาลมาน่าจะเกิน 5 ปีละ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพดี

- วันที่มี 20 ล้าน เชื่อไหมว่า แค่รู้สึกว่าถึงเป้าหมาย แต่ไม่ได้รู้สึก ว้าว กรี๊ดดีใจ ไม่มีเลย วันนั้นเมื่อ 2565 เงินนี้ดูเหมือนพอเกษียณ แต่พอดูเงินเฟ้อ อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอนเนอะ

- งานที่ทำอยู่ เรารู้สึกว่า เราไม่ได้พัฒนาตนเอง เราต้องมาเก็บล้าง กวาดถู งานระดับทั่วไป เพราะคนอื่นอาจจะไม่ใส่ใจ แต่เราคิดว่า จะงานเล็กงานน้อย ก็ต้องทำให้ออกมาดีที่สุด แต่คนในองค์กรอาจจะคิดว่าก็ได้เงินเดือนก็จะทำไปเรื่อย ๆ แต่พอเราอยู่ในองค์กรที่มีอะไรแบบนี้เยอะ ๆ มันก็ทำให้รู้สึกว่าเราอยากย้ายไปองค์กรอื่นอยากเจอคนเก่ง

- ทุกวันนี้ยังคงทำงานเยอะ ปวดมือ ปวดแขน เสาร์ อาทิตย์ก็ต้องทำ (หยุดเสาร์ - อา น้อยกว่าที่ไม่หยุด) ปีนี้ต้องไป ตปท อีกหลายทริป (เวลาไปก็จะทำตัวเป็นคนดูแลการเงินอีก) จริง ๆ โดยกมลเป็นคนขี้เกียจ เลยรู้สึกชอบบ้างไม่ชอบบ้างเวลางานเยอะ และพองานเยอะ จะหงุดหงิดง่าย แสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง มันส่งผลเสียต่อตัวเอง คนรอบข้าง ใครทำงานด้วยเขาก็เครียด

- ในส่วนของการใช้เงิน มีคนที่ต้องเลี้ยงดู เช่น จ้างเค้าทำโน่นนี่ จ้างแม่บ้าน รับผิดชอบตนเอง เลี้ยงหมา 1 ตัว เอาเงินให้บิดารายเดือน (แต่จะไม่ให้ก็ได้ เน้นให้เอาบุญ) แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นคนขี้งกกับตัวเอง เช่น ไปต่างประเทศ เน้นกินถูก ไม่ซื้ออาหารในสนามบินเด็ดขาด เน้นเดิน นั่งใต้ดิน ไม่นั่งแท็กซี่ (เวลาไป ตปท) ส่วนอยู่ไทย ก็ไม่ซื้อเสื้อผ้า เว้นจำเป็น ไม่ซื้อหนังสือ เน้นอ่านฟรีตามห้องสมุด ไม่ไปเที่ยวอีก (ไม่ไปเที่ยวมานานหลายปีมาก) เพราะด้วยงาน ทำงานมาบินเยอะมาก ก็คิดซะว่า เวลาย้ายที่นอน เวลากลางวันทำงานไป กลางคืนค่อยหาของกิน เดินดูเมือง ก็ถือว่าเที่ยวในช่วงว่าง ๆ

- ความสุข - สุขภาพจิต หงุดหงิดง่าย แทบไม่ได้เจอเพื่อนฝูงเพราะอยู่ไกล คุยกันทักหากันบ้างผ่านไลน์ เน้นการอยู่คนเดียว เพราะความจำเป็นเรื่องงาน
อันนี้ก็แอบเศร้า แต่ก็ไม่คิดที่จะไปทำงานใกล้บ้าน

สรุปก็คือการมีเงินมันไม่ได้สร้างความสุข มันทำให้เราเข้าใจว่าเราพอจะมีทางรอดหลังเกษียณอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่ทำงานเลยหลังจากนี้เราก็อาจจะอยู่อย่างลำบากอีกนั่นแหละเพราะไม่มีใครรู้ถึงเรื่องของเงินเฟ้อและอนาคตของประเทศไทย สุดท้ายสิ่งที่ทำให้มีความสุขก็คือวันธรรมดาวันหนึ่งหนึ่งที่เราได้ช่วยเหลือผู้คนหรือได้เอาสุนัขมากอดมาหอม สุดท้ายสิ่งที่ทำให้มีความสุขคือสิ่งที่มันเป็นสิ่งสามัญจริงๆ สำหรับ introvert เราว่าสัตว์เลี้ยงช่วยได้ ยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่