สรุปไทม์ไลน์ สหรัฐ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน จากเจรจานิวเคลียร์สู่การโจมตีทางทหาร กลายเป็นจุดชนวนความตึงเครียดตะวันออกกลาง




สรุปไทม์ไลน์ สหรัฐ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน จากเจรจานิวเคลียร์สู่การโจมตีทางทหาร กลายเป็นจุดชนวนความตึงเครียดตะวันออกกลาง



https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10155353



สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านหลายแห่ง รวมถึงกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่และต่อเนื่อง” ทำประชากรทั่วโลกหวั่นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่สร้างผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก


การโจมตีเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน หลังจากที่ทรัมป์ได้แสดงท่าทีข่มขู่มาหลายสัปดาห์ และเกิดขึ้นแปดเดือนหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่านเป็นเวลา 12 วัน ทางทีมข่าวสดจะมาสรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ








ก่อนเกิดการโจมตีอย่างเป็นทางการ (กลาง – ปลาย ก.พ. 2026)

เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้โจมตีสถานที่นิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน ส่งผลให้ผู้บัญชาการระดับสูงหลายคนเสียชีวิต ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้ไกล่เกลี่ยจากโอมานประกาศความคืบหน้าในการเจรจาที่เจนีวา ซึ่งมีรายงานว่าอิหร่านตกลงที่จะไม่สะสมยูเรเนียมและจะยอมให้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ

ความพยายามเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธยังไม่บรรลุผล แม้มีการประชุมที่เจนีวา แต่ไม่มีข้อตกลงยุติข้อพิพาทได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่อาจยืดเยื้อหลายสัปดาห์ และยอมรับว่าหากเกิดการโจมตีอิหร่าน IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม) จะตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในภูมิภาค


ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง แต่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้า นายโอมาน ผู้ไกล่เกลี่ย กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน แต่การเจรจาที่กินเวลานานหลายชั่วโมงจบลงโดยไม่มีสัญญาณของการบรรลุข้อตกลงใดๆ ที่จะช่วยป้องกันการโจมตีจากสหรัฐฯ ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดอยู่

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ หากวอชิงตันแยก “ประเด็นนิวเคลียร์และประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์” ออกจากกัน แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยืนกรานว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา






สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

เช้าวันที่ 28 ก.พ. (เวลาท้องถิ่น) สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งในกรุงเตหะราน

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มโจมตีทางอากาศและทางทหารต่ออิหร่าน ในปฏิบัติครั้งนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ปฏิบัติการมหาพิโรธ (Operation Epic Fury)” โดยมุ่งเป้าไปยังศูนย์ควบคุมขีปนาวุธ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, องค์ประกอบนิวเคลียร์ที่สำคัญ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ทั่วประเทศอิหร่าน ซึ่งรวมถึงกรุงเตหะรานด้วย

เวลาที่เกิดการโจมตี: มีรายงานเกิดเสียงระเบิดและควันในหลายพื้นที่ของ กรุงเตหะราน และการโจมตีในเมืองใหญ่หลายแห่งในอิหร่านเกิดขึ้นอีกหลายระลอกตลอดทั้งวัน พร้อมตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่านเกือบทั้งหมด







การตอบโต้ของอิหร่านหลังถูกโจมตี

กองกำลังอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนตอบโต้หลายลูกทั้งใส่เป้าหมายในอิสราเอลและประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย 4 ประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ได้แก่

- ฐานทัพอากาศอัลอูเดดในประเทศกาตาร์
- ฐานทัพอากาศอัล-ซาเล็มในประเทศคูเวต
- ฐานทัพอากาศอัล-ดัฟรา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- กองบัญชาการกองเรือที่ห้าของสหรัฐฯ ในบาห์เรน
- ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย
- มีรายงานว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

คลื่นลูกใหม่ของการโจมตีตอบโต้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดย IRGC ประกาศว่า “ทรัพย์สินและกองกำลังของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั้งหมดเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม”

แม้ว่ากองกำลังของสหรัฐฯ จะรายงานการสกัดเป้าหมายได้ในหลายกรณี แต่มีรายงานความเสียหายบางส่วนในประเทศพันธมิตรและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่






แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และอิสราเอล (ครั้งแรกหลังโจมตี)

หลังการโจมตีเริ่มขึ้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ครั้งแรก โดยเน้นสาระสำคัญดังนี้:

ยอมรับว่า สหรัฐฯ เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอลอย่างเต็มรูปแบบ (การประสานงานกันล่วงหน้ามาเป็นเดือน) กล่าวว่าภารกิจนี้มีชื่อว่า “ปฏิบัติการมหาวิโรธ”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะโพสต์คลิปวิดีโอทางโซเชียลมีเดีย ประกาศว่า เป้าหมายหลักคือ “การทำลายขีปนาวุธระดับยุทธศาสตร์ของอิหร่านและเครือข่ายการผลิตอาวุธที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ”

ประธานาธิบดีและคำแถลงของผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีนี้เป็น “ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่และต่อเนื่อง” และเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจยับยั้งภัยคุกคามระยะยาว

คาทซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า การเปิดฉากโจมตีอิหร่านแบบชิงลงมือก่อน เพื่อกำจัดภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินพิเศษและถาวร

“ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของกองบัญชาการป้องกันประเทศ ในขณะนี้ กองทัพอากาศอิสราเอลกำลังปฏิบัติการสกัดกั้นและโจมตีภัยคุกคามเมื่อจำเป็น เพื่อขจัดภัยคุกคามนั้น”







ผลกระทบจากการโจมตีอิหร่าน

ความสูญเสียและผลลัพธ์ในอิหร่าน

สำนักข่าว AP รายงานว่า อิหร่านยืนยันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านวัย 86 ปี เสียชีวิตแล้วในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งสร้างผลกระทบทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรงในประเทศอิหร่าน (ยืนยัน 1 มี.ค.)

มีรายงานการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและกองกำลัง รวมไปถึงประชาชนบางส่วน ซึ่งบางแห่งเช่นโรงเรียนและพื้นที่พลเรือนได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วย โฆษกของสภากาชาดอิหร่านแจ้งต่อสื่อท้องถิ่นว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 201 คน และบาดเจ็บอีก 747 คนทั่วประเทศ ณ เวลา 20:45 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)

ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประกาศไว้อาลัยและตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเพื่อบริหารประเทศ


ผลกระทบระดับภูมิภาคและโลก

- ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เนื่องจากความกังวลว่าความขัดแย้งจะกดดันเสถียรภาพในภูมิภาคและอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก

- บางประเทศในภูมิภาคปิดน่านฟ้าและนำฐานทัพเข้าสู่โหมดเตรียมรับมือการโจมตีเช่นกัน






ปฏิกิริยาต่อสถานการณ์จากต่างประเทศ

รัสเซีย: ประณามการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่ชอบธรรมและละเมิดอธิปไตย” และเรียกร้องให้มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน


องค์การสหประชาชาติ (UN)แสดงความกังวลว่าการใช้กำลังทหารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ


โอมาน:รัฐมนตรีต่างประเทศ บาดร์ อัลบูไซดี กล่าวว่า การเจรจาอย่างจริงจังและกระตือรือร้นที่ประเทศของเขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้น “ถูกบั่นทอนลงอีกครั้ง” ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเรียกร้องให้สหรัฐฯ “อย่าเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้อีก”

กาตาร์ประณามการโจมตีของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยของชาติอย่างโจ่งแจ้ง” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่าประเทศสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ


ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เตือนว่าความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านนั้น “มีผลกระทบร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ” พร้อมเสริมว่า “การยกระดับความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นอันตรายต่อทุกคน ต้องยุติลง”




สรุป สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เพราะ

- ทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน
- กำหนดเป้าหมายไปที่กองทัพเรือของอิหร่าน
- ขัดขวางกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในภูมิภาคนี้
- การทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

ขอบคุณที่มาจาก REUTERS AP Aljazeera

... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10155353
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่