ผู้ว่า ธปท. คนแรกที่กล้าเปิดศึกทุนเทา

ผู้ว่าฯ คนแรกที่กล้าเปิดศึกทุนเทา เปิดโปงช่องโหว่รายใหญ่ที่ ธปท แก้ไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจการเมืองช่วย
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ทำสิ่งที่ผู้ว่าฯ คนก่อนๆ ไม่กล้าทำ เขาประกาศศึกกับทุนเทาอย่างเปิดเผย พร้อมยอมรับตรงๆ ว่า ธนาคารชาติทำได้แค่ไหน ทำไม่ได้อะไร และอะไรที่ต้องอาศัยอำนาจการเมือง
นี่ไม่ใช่แค่การออกมาตรการใหม่ แต่เป็นการเปิดโปงช่องโหว่ของระบบการเงินไทยที่ถูกใช้ประโยชน์มานานหลายสิบปี
------
มาตรการปราบทุนเทาที่เริ่มเห็นผล
ผู้ว่าฯ วิทัยเริ่มต้นด้วยการออกกฎใหม่ที่ตรงไปตรงมา การถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ให้ธนาคารทราบ และในอนาคตอาจลดเพดานลงเหลือ 3 ล้านบาท มาตรการนี้จะเริ่มใช้ภายในกลางเดือนมีนาคมนี้

ผลงานมาเร็วกว่าที่คิด ระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ พบการถอนเงินสดที่น่าสงสัย 450 ล้านบาท โดย 200 ล้านบาทเป็นแบงก์ 100 และ 500 ส่งให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบแล้ว

ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ก่อนหน้านี้ไม่นานมีการเลือกตั้ง ใครที่ติดตามการเมืองไทยก็รู้ว่า แบงก์ 100 และ 500 จำนวนหลายร้อยล้านไปทำอะไร
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังออกมาตรการคุมเข้มการค้าทองผ่านแอป ตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ ผู้ซื้อขายเกิน 50 ล้านบาทต่อวันจะถูกจำกัด ส่วนผู้ซื้อขายเกิน 20 ล้านจะถูกรายงานต่อธนาคารชาติ เหตุผลคือทองคำกลายเป็นช่องทางโอนเงินออกนอกประเทศที่ "ไม่มีการกำกับดูแล" ทำให้ธนาคารชาติขาดข้อมูล
และที่สำคัญ มีการจำกัดซื้อเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน

ผู้ว่าฯ พูดชัดเจนมากในงานสัมมนาว่า "ถ้ามีเงินสดจะหลบไปซื้อดอลลาร์ก็ติดว่าเกิน 800,000 ไม่ได้ จะหลบไปซื้อทองก็มีข้อจำกัดถูกรายงาน ส่วน USDT ก็ตามไปดูอยู่ครับ ก็ค่อยๆ ปิด ค่อยๆ ทำไป ประเทศก็จะดีขึ้น"
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพูดถึง "ทุนเทา" อย่างเปิดเผย วางแผนรับมือแบบครอบคลุม และยอมรับว่ายังมีช่องโหว่ที่กำลังตามปิด
--------

ทุนเทารายย่อย: จับได้ 60-70%
มาตรการเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับทุนเทาระดับ 10-500 ล้านบาท กลุ่มนี้มักใช้วิธีที่ตรงไปตรงมา ถอนเงินสดจำนวนมาก แล้วนำไปซื้อทองคำหรือดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่างเช่น นายทุนท้องถิ่นที่มีเงิน 200 ล้านบาท ต้องการส่งออกนอกประเทศ เดิมทีเขาจะถอนเงินสด 200 ล้าน แบ่งเป็นคนละ 10-20 ล้าน ไปซื้อทองคำจาก 5-6 ร้าน แล้วขนทองไปขายที่สิงคโปร์หรือฮ่องกง

ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ถอนเงินเกิน 5 ล้านต้องแจ้งวัตถุประสงค์ ซื้อทองเกิน 20 ล้านต่อวันถูกรายงาน ซื้อดอลลาร์เกิน 800,000 บาทต่อคนไม่ได้ ต้นทุนสูงขึ้นมาก ความเสี่ยงสูงขึ้น
หรือกลุ่มที่ต้องการเงินสดไปซื้อเสียง 50-100 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ก็แค่ถอนเงินก้อนใหญ่จากหลายธนาคาร แต่ตอนนี้ต้องกระจายหลายคน หลายบัญชี หลายสาขา ใช้เวลานานขึ้น มีโอกาสถูกจับมากขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ผมประเมินว่า มาตรการปัจจุบันจับทุนเทารายย่อยได้ 60-70%
-------

ทุนเทาระดับกลาง: จับได้ 40-50%
แต่เมื่อขนาดเงินเพิ่มขึ้นเป็น 500-5,000 ล้านบาท เกมเปลี่ยนไป กลุ่มนี้มีทรัพยากรและความชาญฉลาดมากพอที่จะหาช่องทางอื่น
วิธีแรกคือ กระจายผ่านหลายคน ใช้พนักงานบริษัท 100-200 คน แต่ละคนถอน 2-3 ล้านบาท จาก 5-6 ธนาคาร กระจายออกไป 2-3 เดือน แต่ละธุรกรรมไม่โดน flag เพราะต่ำกว่า 5 ล้าน แต่รวมกันได้ 500-1,000 ล้าน

วิธีที่สองคือ ใช้ธุรกิจที่ต้องใช้เงินสดจริง เช่น ตั้งบริษัทรับซื้อผลผลิตเกษตร "ซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร" ถอนเงินสด 100 ล้านบาท ในกระดาษดูถูกต้อง แต่ความจริงอาจไม่ได้ซื้อของจริงทั้งหมด หรือซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด เงินส่วนต่างกลายเป็นเงินสดที่ "สะอาด"

หรือใช้ธุรกิจก่อสร้าง "จ่ายค่าแรงงาน" ถอนเงินสดหลายสิบล้าน แต่ค่าแรงที่จ่ายจริงอาจน้อยกว่า ส่วนต่างกลายเป็นเงินสด
วิธีที่สามคือ Crypto P2P ซื้อ USDT ผ่านการซื้อขายแบบ peer-to-peer ไม่ผ่าน exchange ที่ถูกกำกับ โอนเงินบาทให้คนในไทย ได้ USDT ส่งไปที่ wallet ในต่างประเทศ ขายได้ดอลลาร์ทันที ผู้ว่าฯ พูดเองว่า "USDT ก็ตามไปดูอยู่" หมายความว่ายังไม่มีมาตรการที่แข็งแกร่งพอ
เพราะช่องทางเหล่านี้ ประสิทธิภาพในการจับทุนเทาระดับกลางลดลงเหลือ 40-50%
------

ทุนเทารายใหญ่: จับได้แค่ 20-30%
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทุนเทาระดับพันล้านหรือหมื่นล้านบาท เขาไม่ได้ใช้วิธีที่ผู้ว่าฯ กำลังปิดอยู่เลย

Trade-Based Money Laundering: ช่องทางหลักของปลาใหญ่
นี่คือวิธีที่ซับซ้อนและถูกกฎหมายมากที่สุด ใช้การค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือฟอกเงิน

**ตัวอย่างที่ 1: Over-invoicing การนำเข้า**
บริษัทไทยนำเข้าเครื่องจักรจากบริษัทในสิงคโปร์ ราคาตลาดจริง 100 ล้านบาท แต่ออกใบแจ้งหนี้ 500 ล้านบาท บริษัทไทยโอนเงิน 500 ล้านไปสิงคโปร์ตามใบแจ้งหนี้
เครื่องจักรมาถึงไทย ศุลกากรตรวจสอบ เห็นใบแจ้งหนี้ 500 ล้าน เสียภาษีตามนั้น ทุกอย่างถูกกฎหมาย แต่ความจริงคือ บริษัทสิงคโปร์กับบริษัทไทยเป็นของคนเดียวกัน เงินส่วนต่าง 400 ล้านบาทอยู่ในบัญชีสิงคโปร์แล้ว
ศุลกากรจะรู้ได้อย่างไร? เครื่องจักรไม่มี "ราคามาตรฐาน" ที่ชัดเจน แต่ละรุ่นแต่ละ spec ราคาต่างกัน ถ้าไม่มี expertise เฉพาะทาง จะบอกไม่ได้ว่าราคานี้สูงเกินจริงหรือไม่

**ตัวอย่างที่ 2: Under-invoicing การส่งออก**
บริษัทไทยส่งออกยางพาราไปจีน ราคาตลาด 1,000 ล้านบาท แต่ออกใบแจ้งหนี้เพียง 200 ล้านบาท บริษัทจีนโอนเงิน 200 ล้านมาไทย บริษัทไทยรับเงินตามใบแจ้งหนี้ เสียภาษีจากรายได้ 200 ล้าน
แต่ความจริง บริษัทจีนขายยางพาราต่อในราคา 1,000 ล้าน กำไรส่วนต่าง 800 ล้านอยู่ในบัญชีจีน และบริษัทจีนก็เป็นของคนเดียวกันกับบริษัทไทย
รัฐไทยเสียรายได้จากภาษีที่ควรได้ 800 ล้าน และเงิน 800 ล้านนี้อยู่ต่างประเทศตลอดไป

**ตัวอย่างที่ 3: Multiple Invoicing ซ้อนหลายชั้น**
บริษัทไทยขายสินค้าให้บริษัทสิงคโปร์ 100 ล้าน → บริษัทสิงคโปร์ขายต่อให้บริษัทฮ่องกง 300 ล้าน → บริษัทฮ่องกงขายต่อให้บริษัทดูไบ 500 ล้าน → บริษัทดูไบขายให้ลูกค้าจริง 550 ล้าน
แต่บริษัททั้ง 4 แห่งเป็นของคนเดียวกัน กำไร 450 ล้านบาทกระจายอยู่ในสิงคโปร์ ฮ่องกง ดูไบ แต่ละธุรกรรมถูกกฎหมาย มี paper trail ครบ ตรวจสอบได้ยาก

มาตรการของผู้ว่าฯ วิทัยจับวิธีนี้ไม่ได้เลย เพราะเงินไม่ได้ผ่านรูปแบบ "ถอนสด" "ซื้อทอง" "ซื้อดอลลาร์" มันผ่านระบบธนาคารปกติ เป็นการโอนเงินค้าขายที่ถูกกฎหมาย
การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัย Transfer Pricing Regulation ที่เข้มงวด ต้องอาศัยกรมศุลกากรและกรมสรรพากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่อำนาจของธนาคารชาติ
-----

Shell Companies & Offshore Structures: ปกปิดเจ้าของจริง
วิธีที่สองที่ทุนเทารายใหญ่ใช้คือ การสร้างโครงสร้างบริษัทหลายชั้นที่ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริง
**โครงสร้างตัวอย่างจุ๊บๆ*
นายเอ มีเงิน 5,000 ล้านบาทที่ต้องการส่งออกนอกประเทศ
เขาตั้ง บริษัท A ในไทย → ถือหุ้นโดย บริษัท B ในสิงคโปร์ → ถือหุ้นโดย บริษัท C ในบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ → ถือหุ้นโดย Trust ในเจอร์ซีย์ → Beneficiary ไม่ต้องเปิดเผย
บริษัท A ในไทยทำกำไร 5,000 ล้าน จ่ายเงินปันผลให้บริษัท B ในสิงคโปร์ ภาษีเงินปันผลระหว่างประเทศตาม tax treaty อาจเป็น 10% เท่านั้น เงิน 4,500 ล้านไปถึงสิงคโปร์
บริษัท B โอนเงินไปให้บริษัท C ในรูป "ค่าที่ปรึกษา" หรือ "ค่าลิขสิทธิ์" บริษัท C โอนเงินให้ Trust ในรูป "เงินกู้" ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี
สุดท้าย เงิน 5,000 ล้านอยู่ใน Trust ที่นายเอสามารถใช้ได้ แต่ในกระดาษ นายเอไม่ใช่เจ้าของอะไรเลย เขาเป็นแค่ "ผู้รับประโยชน์" ของ Trust ที่ไม่ต้องเปิดเผยชื่อ
ถ้ามีคนมาสืบ จะเห็นว่า บริษัท A ถูกถือหุ้นโดย "บริษัทสิงคโปร์" แต่บริษัทสิงคโปร์ถูกถือหุ้นโดย "บริษัท BVI" ซึ่งเป็น nominee company ที่ไม่เปิดเผยเจ้าของจริง ตามไปต่อก็ไปเจอ Trust ที่ปิดข้อมูล
**นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ นี่คือโครงสร้างจริงที่ใช้กันทั่วไป**
มาตรการของผู้ว่าฯ วิทัยจับไม่ได้เลย เพราะเงินไม่ได้ "ถอนสด" หรือ "ซื้อทอง" เงินโอนผ่านธนาคารอย่างถูกต้อง จ่ายเงินปันผลตาม tax treaty เสียภาษีครบถ้วน
การแก้ปัญหานี้ต้องมี Beneficial Ownership Registry ที่บังคับให้ทุกบริษัททุกประเทศต้องเปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของจริงๆ ต้องห้ามใช้ nominee ต้องมีฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้ามประเทศ
แต่นี่ต้องออกกฎหมายใหม่ ต้องเจรจากับต่างประเทศ ต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่อำนาจของธนาคารชาติ
-------


Cr. FB Boyles bigmove club

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่