จำเป็นครับ
แต่ขอปูบทก่อนว่ามันคืออะไร
กฎข้อที่ 1 ของนิวตันก็คือแรงเฉื่อย
"แรงเฉื่อย"
ถ้าคุณลองผลักอะไรสัก(ที่ไม่ใช่ล้อหรืออะไรกลมๆ) มันจะหยุดเองโดย อัตโนมัติแล้ว..."ถ้าเราผลักบนธารน้ำแข็งหล่ะ?" กฎข้อที่ 1 ของนิวตันจะอธิบายถึงเหตุการณ์นี้ว่า "หากวัตถุหยุดนิ่งจะหยุดนิ่งไม่สิ้นสุด" และ
"หากวัตถุเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่ไม่มีสิ้นสุด"
พูดให้เขาใจคือ เราผลักวัตถุมันจะพุ่งไปทางนั้นแบบไม่หยุดหลายคนคงเกิดคำถามว่า "แล้วทำไมการผลักวัตถุมันถึง หยุด" เพราะแรงเสียดทานครับ เราผลักด้วย 27 นิวตัน แต่ผลลัพธ์ที่เราได้กลับมีแรงแค่ 3 นิวตัน ดังนั้น แรงเสียดทานคือ 24 นิวตัน
"ทำไมมันถึงไม่จำเป็น"
เมื่อคุณพูดถึงผลรวมของแรง นักคณิตศาสตร์ส่วนมากก็จะพูดว่า "ถ้าผลรวมผมมันใส่ 0 เข้าไปก็ไม่มีค่า" สำหรับหลายคนที่พอเข้าใจระดับหนึ่งคงเข้าใจว่า
"ถ้าเป็นศูนย์ก็แปลว่าระบบมันทำงานอยู่ราบรื่น"
แต่สิ่งที่ผมอยากให้โฟกัสจริงๆก็คือ
ฟิสิกส์ ≠ คณิตศาสตร์
สำหรับฟิสิกส์แล้วทุกอย่างจะต้องมีฐานของมัน มีเหตุผลของมันจริงๆ จึงต้องใช้องค์ประกอบนิวตันทั้ง 3 ข้อเป็นโครงสร้าง
ทุกโจทย์ในฟิสิกส์มันไม่ใช่เลขลอยๆที่จะต้องหาผลลัพธ์อย่างเช่นสูตร F = ma มันไม่ใช่ค่าสมการที่จะต้องแก้แต่มันคือรูปของมัน ที่จะบอกว่าฟิสิกส์มันหน้าตาแบบนี้ถึงเกิดแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำกับรูปสูตรนี้ก็คือ การดูและรับรู้มันเรารู้ว่าเอฟมันคือเท่าไหร่รู้ว่ามวลคือเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่รู้แรงเร่งล่ะ "ก็แทนค่าสิ" การแทนค่ามันไม่ผิดแต่ผมอยากถามพวกคุณว่าพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมต้องแทนค่า แล้วถ้าสมมุติสมการ แรงโน้มถ่วงของไอแซกนิวตัน
F = G(m(_1)*m(_2)/r²)
ผมไม่รู้หรอกว่าคำตอบมันคืออะไรแต่ว่า มันก็คือหลักการในการตอบของมัน มันคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงเกิด
เราจะต้องตั้งคำถามกับมันเสมอว่ามันคืออะไร มากกว่าการนั่งคำนวณเลขและแทนค่า ตามฉบับชาวนักฟิสิกส์ ชาวนักฟิสิกส์ไม่ใช่คนที่สนว่าผลลัพธ์คืออะไรแต่ชาวนักฟิสิกส์สนว่า ที่มามันคืออะไร แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตัวอย่างเช่นกาลิเลโอ ที่พยายามหาค่าของแรงโน้มถ่วง เขาเริ่มใช้ตรรกะการคิดแล้วก็เขียนสูตรมาว่า
"ระยะทาง = ครึ่งเท่าของแรงโน้มถ่วง/ทวีคูณเท่าเวลา"
แล้วก็มาแทนค่ากันจนได้ 9.8 แต่...คุณรู้อะไรไหมมันไม่ใช่ 9.8 แบบ 100% ท่อสำหรับบางพื้นที่แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาแบบอื่นอาจจะได้ 9.87,9.83,9.82 ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันในทุกๆครั้ง ดังนั้นการที่เราจะมาโฟกัสว่าผลลัพธ์คืออะไรแล้วสรุปผลลัพธ์คงเป็นไปไม่ได้นอกจากจะหาค่าเฉลี่ยเป็น 9.8 ซึ่งกาลิเลโอเป็นคนทำให้ชัดเจนมากขึ้นสำหรับชาวนักฟิสิกส์ ว่ามันต่างจากนักคณิตศาสตร์ยังไง หรือจะให้เห็นผลให้ชัดกว่านี้ก็คงน่าจะเป็น ชเลอร์ดิงเงอร์ ที่มักจะเป็นคนให้เหตุผลที่มาที่ไปนัดสัมพันธ์เชื่อมโยง ยังมีเหตุและผล เขาไม่ได้สนใจว่าข้อไหนไม่จำเป็นแต่เขาถามว่า "แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะแล้วทำไมมันถึงต้องเป็นแบบนี้เพราะอะไรมันทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น" นักฟิสิกส์มีคำถาม เสมอให้กับทุกอย่างแม้กระทั่งตรรกะของตัวเอง และก็พร้อมที่จะหักล้างตัดเก่าของตัวเองได้ทุกวินาที สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นความชัดเจนระหว่างนักคณิตศาสตร์กับนักฟิสิกส์แล้วครับ นักฟิสิกส์ไม่ใช่คนที่ท่องจำ เขาคือคนที่จะเรียนแล้วก็พร้อมจะหักล้างสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ สำหรับวันนี้ขอไปก่อนนะครับสวัสดีครับ.
กฏข้อที่ 1 ของนิวตัน จำเป็นอยู่หรอ?
แต่ขอปูบทก่อนว่ามันคืออะไร
กฎข้อที่ 1 ของนิวตันก็คือแรงเฉื่อย
"แรงเฉื่อย"
ถ้าคุณลองผลักอะไรสัก(ที่ไม่ใช่ล้อหรืออะไรกลมๆ) มันจะหยุดเองโดย อัตโนมัติแล้ว..."ถ้าเราผลักบนธารน้ำแข็งหล่ะ?" กฎข้อที่ 1 ของนิวตันจะอธิบายถึงเหตุการณ์นี้ว่า "หากวัตถุหยุดนิ่งจะหยุดนิ่งไม่สิ้นสุด" และ
"หากวัตถุเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่ไม่มีสิ้นสุด"
พูดให้เขาใจคือ เราผลักวัตถุมันจะพุ่งไปทางนั้นแบบไม่หยุดหลายคนคงเกิดคำถามว่า "แล้วทำไมการผลักวัตถุมันถึง หยุด" เพราะแรงเสียดทานครับ เราผลักด้วย 27 นิวตัน แต่ผลลัพธ์ที่เราได้กลับมีแรงแค่ 3 นิวตัน ดังนั้น แรงเสียดทานคือ 24 นิวตัน
"ทำไมมันถึงไม่จำเป็น"
เมื่อคุณพูดถึงผลรวมของแรง นักคณิตศาสตร์ส่วนมากก็จะพูดว่า "ถ้าผลรวมผมมันใส่ 0 เข้าไปก็ไม่มีค่า" สำหรับหลายคนที่พอเข้าใจระดับหนึ่งคงเข้าใจว่า
"ถ้าเป็นศูนย์ก็แปลว่าระบบมันทำงานอยู่ราบรื่น"
แต่สิ่งที่ผมอยากให้โฟกัสจริงๆก็คือ
ฟิสิกส์ ≠ คณิตศาสตร์
สำหรับฟิสิกส์แล้วทุกอย่างจะต้องมีฐานของมัน มีเหตุผลของมันจริงๆ จึงต้องใช้องค์ประกอบนิวตันทั้ง 3 ข้อเป็นโครงสร้าง
ทุกโจทย์ในฟิสิกส์มันไม่ใช่เลขลอยๆที่จะต้องหาผลลัพธ์อย่างเช่นสูตร F = ma มันไม่ใช่ค่าสมการที่จะต้องแก้แต่มันคือรูปของมัน ที่จะบอกว่าฟิสิกส์มันหน้าตาแบบนี้ถึงเกิดแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำกับรูปสูตรนี้ก็คือ การดูและรับรู้มันเรารู้ว่าเอฟมันคือเท่าไหร่รู้ว่ามวลคือเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่รู้แรงเร่งล่ะ "ก็แทนค่าสิ" การแทนค่ามันไม่ผิดแต่ผมอยากถามพวกคุณว่าพวกคุณเข้าใจไหมว่าทำไมต้องแทนค่า แล้วถ้าสมมุติสมการ แรงโน้มถ่วงของไอแซกนิวตัน
F = G(m(_1)*m(_2)/r²)
ผมไม่รู้หรอกว่าคำตอบมันคืออะไรแต่ว่า มันก็คือหลักการในการตอบของมัน มันคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงเกิด
เราจะต้องตั้งคำถามกับมันเสมอว่ามันคืออะไร มากกว่าการนั่งคำนวณเลขและแทนค่า ตามฉบับชาวนักฟิสิกส์ ชาวนักฟิสิกส์ไม่ใช่คนที่สนว่าผลลัพธ์คืออะไรแต่ชาวนักฟิสิกส์สนว่า ที่มามันคืออะไร แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตัวอย่างเช่นกาลิเลโอ ที่พยายามหาค่าของแรงโน้มถ่วง เขาเริ่มใช้ตรรกะการคิดแล้วก็เขียนสูตรมาว่า
"ระยะทาง = ครึ่งเท่าของแรงโน้มถ่วง/ทวีคูณเท่าเวลา"
แล้วก็มาแทนค่ากันจนได้ 9.8 แต่...คุณรู้อะไรไหมมันไม่ใช่ 9.8 แบบ 100% ท่อสำหรับบางพื้นที่แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาแบบอื่นอาจจะได้ 9.87,9.83,9.82 ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันในทุกๆครั้ง ดังนั้นการที่เราจะมาโฟกัสว่าผลลัพธ์คืออะไรแล้วสรุปผลลัพธ์คงเป็นไปไม่ได้นอกจากจะหาค่าเฉลี่ยเป็น 9.8 ซึ่งกาลิเลโอเป็นคนทำให้ชัดเจนมากขึ้นสำหรับชาวนักฟิสิกส์ ว่ามันต่างจากนักคณิตศาสตร์ยังไง หรือจะให้เห็นผลให้ชัดกว่านี้ก็คงน่าจะเป็น ชเลอร์ดิงเงอร์ ที่มักจะเป็นคนให้เหตุผลที่มาที่ไปนัดสัมพันธ์เชื่อมโยง ยังมีเหตุและผล เขาไม่ได้สนใจว่าข้อไหนไม่จำเป็นแต่เขาถามว่า "แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะแล้วทำไมมันถึงต้องเป็นแบบนี้เพราะอะไรมันทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น" นักฟิสิกส์มีคำถาม เสมอให้กับทุกอย่างแม้กระทั่งตรรกะของตัวเอง และก็พร้อมที่จะหักล้างตัดเก่าของตัวเองได้ทุกวินาที สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นความชัดเจนระหว่างนักคณิตศาสตร์กับนักฟิสิกส์แล้วครับ นักฟิสิกส์ไม่ใช่คนที่ท่องจำ เขาคือคนที่จะเรียนแล้วก็พร้อมจะหักล้างสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ สำหรับวันนี้ขอไปก่อนนะครับสวัสดีครับ.