ถึงจะ​โง่​ทางธรรม​เพราะ​กิเลส​ปิดอยู่​แต่ก็ปิดไม่อยู่​🙏🙏

"สิ่งอื่นทั้งหลาย ไม่มี...ความรู้
แต่ใจนี้...มีความรู้  ถึงจะโง่เพราะอำนาจ
ของกิเลสครอบงำให้โง่ ก็ตาม แต่ความรู้นั้นปิดไม่อยู่ต้องรู้...อยู่เสมอ

เมื่อได้เปิดเมฆ คือกิเลสซึ่งปิดกำบังอย่างหนาแน่นออกไปโดยลำดับ ด้วยจิตตภาวนาแล้ว... ย่อม จะรู้จะเห็นโดยลำดับลำดา
ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ ส่วนใดก็ตาม จะไม่ต้องถามผู้อื่นใด เพราะศาสนธรรมประกาศไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรม ว่าตรัสไว้ชอบแล้ว ทางนี้เป็นทางที่จะให้รู้ให้เห็น เป็นทางที่จะให้ละให้ถอน ในสิ่งที่ควรละควรถอน ในสิ่งที่ควรบำเพ็ญ เป็นสิ่งที่จะให้คนผู้ประพฤติปฏิบัติฉลาดรอบรู้ กับกลมายาของกิเลส  ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจ ของเราทุกๆท่าน และให้สิ่งเหล่านี้เหินห่างจางออกไป
จากจิตใจ ด้วยจิตตภาวนาโดยความมีสติ...

ความมีสติเป็นสิ่งสำคัญมากในการภาวนา
ถ้าไม่มี...สติ นั่งอยู่สักกี่วัน กี่คืนก็ตาม ย่อม
จะไม่เห็นผลเห็นประโยชน์
เพราะสติเป็นธรรมชาติที่ควบคุมความรู้นั้น
ไว้ให้อยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง ที่ตนต้องการ เช่น
กำหนดพุทโธ ก็ให้อยู่ในพุทโธ
กำหนดธรรมบทใด ก็ให้มีสติอยู่ในธรรมบทนั้น เมื่อเรากำหนดไว้โดยเฉพาะสืบเนื่องกันไปโดยลำดับลำดา กระแสของจิตย่อมจะรวมเข้าสู่จุดเดียว คือความรู้ได้แก่ใจ แล้ว..จะสงบเย็น

ความสงบเย็นของใจ ที่เกิดขึ้นจากสมาธินี้
ผิดกับความสงบกับความเย็นใดๆ
ความสุขที่เกิดขึ้นจากใจนี้...เป็นความสุขที่แปลกต่างจากสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น นี่ท่านเรียกว่าความสงบที่เกิดขึ้นในสมาธิ...
คำว่าสมาธิ คือความตั้งมั่น ความสงบ ของใจเกิดจากการภาวนาหลายครั้ง หลายหนแล้ว ย่อมเป็นการสร้างฐานแห่งความมั่นคงขึ้นมาในตัวของตัวเอง...

จนกลายเป็นสมาธิ...
คือความแน่นหนามั่นคงขึ้น ภายในจิตใจ นี่!ตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้
ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้  ต้องเห็นไปตามลำดับนี้...
ไม่เป็นอย่างอื่น

เมื่อจิตมีความสงบเย็นลงไปแล้ว...
ท่านสอนให้พิจารณาทางด้านวิปัสสนา
คำว่าวิปัสสนา แปลว่า ความรู้แจ้งเห็นจริง
รู้แจ้งในสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ของท่าน
ทั้งหลายนี้เอง ไม่ใช่รู้แจ้งในสิ่งที่...ไม่มี
ท่านสอนให้พิจารณาเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์
เรื่องความเกิด ความตาย ความแปรสภาพ ความทุกข์ ความทรมาน

ความไม่เป็นสัตว์ เป็นบุคคลภายในตัวของเรา ทั้งๆ ที่เรายึดเราถืออยู่ด้วยอำนาจของกิเลส บังคับให้ยึดให้ถือให้หลงงมงาย ธรรมะจึงสอนทางด้านปัญญา ให้สอดส่องมองทะลุเข้าไปในสิ่งที่มีที่เป็นทั้งหลาย ให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว...
ย่อมจะคลายสิ่งที่เคยยึด เคยถือออกมาได้
ว่านิจฺจํ อย่างนี้ นี่! เป็นเรื่องของกิเลสจับจองเอาไว้ว่าเที่ยง

หลักธรรมชาติที่แท้จริง...
ที่ธรรมท่านสอนเอาไว้ว่า...ไม่เที่ยงในตัวของเรานี้  ทุกสัด ทุกส่วนหาสิ่งที่เที่ยง...ไม่ได้
คำว่าทุกข์ก็เหมือนกัน ทุกข์ขนาดไหนเต็มอยู่ในหัวใจของเรา เราก็ไม่มีทางทราบได้
เพราะกิเลสปิดบัง ทราบได้แต่ว่าทุกข์
หาทางออก หรือสติปัญญาใคร่ครวญพินิจพิจารณาความเป็นทุกข์นั้น...มีสาเหตุมา
จากไหน เราก็ทราบไม่ได้ นี่ละ! เป็นของสำคัญ  ท่านจึงสอนให้พิจารณาทางด้านปัญญา

เมื่อพิจารณาทางด้านปัญญา
จะพิจารณาเรื่องอสุภะอสุภัง ในร่างกายของเรานี้ซึ่งเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก
ย่อมเห็นอย่างชัดเจนตามความเป็นจริงนั้น...
หาที่ค้าน ไม่ได้ จะพิจารณาเรื่องอนิจฺจํ ก็แปรอยู่ตลอดเวลา ทุกฺขํ ก็บีบบังคับอยู่ทั้งทางร่าง
กายและจิตใจ อนตฺตา ก็หาสาระอันใดว่าเป็นตนของตน เป็นที่ไว้วางใจ ไม่ได้

สติปัญญาเมื่อหยั่งเข้าพิจารณา
หลายครั้ง หลายคนย่อมรู้แจ้งแทงทะลุไป
โดยลำดับ แล้วเปิดเผยตัวเองออกเป็นระยะๆ จากนั้น...ก็สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา

ภายในขันธ์รู้รอบขอบชิดไปหมด
ไม่ว่าขันธ์นอกขันธ์ใน ไม่ว่าสภาวธรรมอันใด ถ้าลงสติปัญญาได้หยั่งไปถึงไหนแล้ว ความสว่างกระจ่างแจ้ง ย่อมถนัดชัดเจนขึ้นมาโดยลำดับ นั่นแลเป็นบ่อแห่งความถอดถอนกิเลส หรือเป็นบ่อแห่งความคลายตัวของจิต...
ที่เคยยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอำนาจของกิเลสที่ท่านเรียกว่าอุปาทาน นี่! หลักของการภาวนาได้แนะนำให้พี่น้องทั้งหลาย  นำไปประพฤติปฏิบัติ...

ถ้าอยากจะเห็นความแปลกประหลาด
และอัศจรรย์ของจิต กับธรรม ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างจิต กับธรรม จนกระทั่งถึงธรรมกับจิตกลายเป็นอันเดียว จะไม่พ้นจากงานจิตตภาวนาอันเป็นเรื่องสำคัญนี้ไปได้เลย ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ที่อยู่ในป่า ในเขาท่าน
ก็ปฏิบัติอย่างนี้...
ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้

พูดถึงเรื่องปัญญา...
ปัญญามีหลายขั้นหลายตอน มีหลายภูมิ ปัญญาขั้นหยาบๆ เราต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาบังคับบัญชา ให้ปัญญาทำงาน เพราะปัญญายังไม่เห็นคุณค่าแห่งงานของตน จึงต้องได้ใช้การบังคับบัญชาให้พิจารณา จนกระทั่งปัญญานี้ ได้เข้าใจตามที่สติบังคับตามที่ตนบังคับนั้นแล้ว...

ปัญญา ก็จะมีความขยันหมั่นเพียร
มีแก่ใจไปเอง เมื่อปัญญาได้ทราบโดยลำดับ ปัญญา จะมีความขยันหมั่นเพียร มีความอุตส่าห์พยายาม มีความอยากรู้ อยากเห็นในสิ่งที่เป็นจริงทั้งหลาย ซึ่งยิ่งไปกว่านี้ ละเอียดไปกว่านี้โดยลำดับลำดา
สุดท้าย ก็กลายเป็นภาวนามยปัญญาขึ้นมา

คำว่าปัญญานั้นท่านอธิบายไว้๓ ตอน
ว่าเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง
๑.สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟัง และเกิดขึ้นจากจินตามยปัญญาคือการใคร่ครวญพินิจพิจารณา ใครที่ชอบใคร่ครวญผู้นั้น...มักจะเกิดปัญญา
นี่เป็นข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ คือภาวนามยปัญญานี้
ไม่ขึ้นอยู่กับอันใดทั้งสิ้น แม้แต่สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา ก็ไหลรวมเข้าสู่ภาวนา
มยปัญญาแห่งเดียว

เมื่อภาวนามยปัญญาได้เริ่มไหวตัว
คือเริ่มคิดค้นพินิจพิจารณาในสภาวธรรม
ทั้งหลายทั้งภายนอกภายใน ไม่มีขอบเขต."



พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ธรรมไม่ลำเอียง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.  ๒๕๓๑
ณ กรมประชาสัมพันธ์ กทม.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่