จากกระทู้เดิมที่เขียนถึงลูก ๆ ผ่านพันทิป
คิดว่า ต้องมีคงสงสัยแน่ ๆ ว่า ลูก ๆ จะมาได้อ่านไหม ?
พันทิป out ไปแล้วไหมสำหรับคน Gen Z ?
ดิฉันเคยคิดแบบนั้น
แต่...สำหรับพันทิป เป็นอะไรที่พิเศษนิดนึง
ดิฉันไม่ได้บอกลูกจริง ๆ จัง ๆ ว่า ตัวเองเล่นพันทิปในล็อคอินอะไร
ส่งกระทู้บางเรื่องที่เขียนให้ลูกบางคนอ่านบ้าง แต่เค้าดูเหมือนเฉย ๆ
ไม่รู้ว่าอ่านหรือไม่อ่าน
จนวันหนึ่ง ดิฉันทะเลาะกับลูกคนเล็ก (ใช่ค่ะ แม่หมาน้อย ที่เธอไฟ้โตะกับดิฉันมาตั้งแต่เด็ก)
ลูกบอกว่า น้อยใจที่ดิฉันไม่เล่าเรื่องบางเรื่องของพี่ ๆ ให้เค้าฟัง แต่มาเล่าผ่านพันทิป
อ้าว... แอบติดตามแม่อยู่เงียบ ๆ นี่หว่า

เขียนในกระทู้ก็ดีไปอย่าง ตรงที่ลูกจะเข้ามาอ่านเมื่อไรก็ได้
ถ้าเขียนแล้วส่งให้ทางเมล์ จะเหมือนกดดันลูกมากเกินไป
ส่วนในเฟสส่วนตัว ดิฉันไม่ค่อยเขียนอะไรมาก ส่วนมาก update เรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตเท่านั้น
ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นลึก ๆ ของตัวเอง และไม่ค่อยเล่าอะไรมาก
เพราะไม่อยากให้เพื่อน ญาติ หรือคนที่เป็นเพื่อนบนเฟสที่เรามีปฏิสัมพันธ์กันในสังคมจริง ๆ มาตั้งคำถามว่า เรากำลังวิจารณ์เค้าอยู่รึเปล่า ?
เพื่อความสงบสุข และประหยัดเวลาอธิบาย อะไร อะไร ...
ก็เขียนแบบไม่มีคนรู้จัก ไม่มีตัวตน เป็นนามแฝงในพันทิป ทำให้กล้าพูด กล้าแสดงความเห็นมากกว่า
มาเขียนต่อตรงนี้ ละกันค่ะ
เพราะคิดว่า ความเห็นบางอย่างอาจจะพอใช้ได้สำหรับคนบางรุ่น
ถ้าใช้ไม่ได้ ไม่เข้าประเด็น ไม่เหมาะกับบริบท ก็ทิ้งมันไว้เป็นความเห็นแบบนี้ล่ะค่ะ
อย่างน้อยก็ถือซะว่าเป็นรอยประทับทางความคิดของคนรุ่น gen X คนหนึ่ง
ลูกรัก
1. คำฝรั่ง คำนึงที่แม่ชอบมากคือ If only the age could , only the youth knew.
สำหรับแม่มันเป็นคำที่แหลมคมนะคะ และเป็นเหมือน paradox หรือความย้อนแย้งที่เราจะพบในชีวิต
ตอนเราอายุยังน้อย เราพลังงานล้นเหลือ ... เพียงแต่เรายังรู้น้อย ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไร
หรือไม่แจ้งชัดว่า อะไรผิดถูก ทำให้หลายครั้ง เราต้องจ่ายค่าบทเรียนชีวิตในราคาแพง
แต่ตอนอายุมากขึ้น เรารู้มากขึ้นแล้ว แต่เรากลับขาดพลังชีวิตที่จะทำตามฝัน ในสิ่งที่เราแน่ชัดว่า เรารู้ว่าเราต้องการอะไร
แบบเดียวกันเลยกับเรื่องกิน
ตอนอายุน้อย เรากินได้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีเงินกิน (อย่างน้อยก็ในเคสแม่)

สมัยนั้น การกินบุฟเฟต์ซัมมอนไม่จำกัดของโออิชิ สมัยคุณตันยังไม่ขายกิจการ ถือเป็นความหรูหราที่เราจะต้องเก็บเงินไปกินได้แค่เดือนสองเดือนครั้ง
แต่ตอนนี้ เราอาจจะจ่ายค่าบุฟเฟต์ได้ทุกวัน แต่สังขารไม่อำนวยให้กินขนาดนั้นได้อีกแล้วค่ะ
ที่ยกเรื่องนี้มาเล่า คือจะบอกว่า ทุกช่วงวัยมีความท้าทายของมันค่ะ ไม่มีตอนไหนของชีวิตที่ดีที่สุดหรือดีพร้อมไปหมด
ทุกบท ทุกตอนของชีวิตมันมีข้อจำกัดของมันหมด
แม่แค่จะบอกว่า อย่าไปกังวลอะไรให้มันมากนัก
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีความสุขมากที่สุดตามอัตภาพที่มี
อย่าไขว่คว้ามองหาความสุขในวันข้างหน้า
ความหวังอาจหล่อเลี้ยงให้เรามีความสุข แต่อย่ายึดติดอยู่กับความหวังตลอดเวลา จนปล่อยให้อนาคตและความหวังเป็นเพียงความสุขเดียว
ในสภาพการณ์นี้ ก็มีความสุขแบบสภาพการณ์นี้
นึกอะไรไม่ออก ก็กลับมาที่ลมหายใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทำความรู้สึกตรงกลางอกเพื่อให้ใจสงบขึ้น
แล้วไปต่อค่ะ
2. แม่จะภูมิใจ ถ้าลูกของแม่ปฏิบัติต่อคนที่เหนือกว่า (ไม่ว่าจะเหนือกว่าสักกี่ขั้น) กับคนที่ด้อยกว่าแบบเสมอภาคกัน
เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพตัวเองมากพอที่จะไม่ “แหยแฝ่น” กับคนใหญ่กว่า และไม่ “ผยอง” กับคนที่ด้อยกว่า
ความเคารพตัวเองสำคัญที่สุด
ถ้าลูกมองตาตัวเองในกระจก นึกทบทวนสิ่งที่ทำมา และบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่า “แกใช้ได้ว่ะ”
แม่ว่า อันนี้สำคัญกว่าการได้รับคำยกย่องจากคนอื่นอีกหลายเท่านัก เพราะตัวเรารู้ดีที่สุดว่า เราได้ทำอะไรลงไป ด้วย “เจตนา”อะไร
ถ้าพูดเพราะกับคณบดี ก็พูดดี ๆ กับภารโรงด้วย
ถ้ากล้าเหวี่ยงใส่แมสเซนเจอร์เพียงเพราะเค้าส่งของให้ลูกช้า
ก็ต้องกล้ามองตานายแล้วอธิบายไปดี ๆ ว่า เพราะนายส่งงานให้ลูกเกินจากเวลาที่นัดไว้มาก มันเลยทำให้พลาดเส้นตาย
3. อย่าเสพติดไลค์ หัวใจ หรืออะไรลวก ๆ หยาบ ๆ ปลอม ๆ ที่ไม่ค่อยเป็นแก่นสารมากนักเลยค่ะ
การได้รับคำยกย่องจากคนไม่จริงใจ หรือหวังประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว มันลวงตา
และเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการได้รับคำวิจารณ์ในทางลบหรือถูกด่าอย่างจริงใจ ไม่ใส่สี จากศัตรูที่เปิดหน้าชนกับเราซะอีก
4. เพื่อนรุ่นน้องที่แม่รักและนับถือคนหนึ่ง (ใช่ค่ะ ใช้คำว่านับถือได้เลย) อวยพรวันเกิดให้ลูกชายเค้าว่า
“ขอให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดีและกรุณาต่อคนอื่น”
ฝรั่ง (อืม... อ้างฝรั่งอีกแล้วเนอะแม่เนี่ย)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คนที่ได้มาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอน ป.5 และต้องพยายามสปีดแบบใส่เกียร์หมาเพื่อไล่ตามให้ทันเนี่ย พอมันมีการเข้าถึงภาษาที่อยากจะเรียน มันก็จะกระหายอ่าน กระหายเรียน จนคำก็ฝรั่งสองคำก็ฝรั่ง
บอกว่า In the world where you can choose to be ANYTHING, choose to be kind.
อันนี้เป็นคำอวยพรที่แม่ชอบมาก และขอก๊อปมาอวยพรให้ลูกด้วยเช่นกันค่ะว่า
ถ้าไม่แน่ใจว่า ต้องทำยังไง ? ให้ใจดี ให้กรุณาไว้ก่อน
แต่บ่องตงจ้ะ
แม่เองก็ใช่จะกรุณาได้กับทุกคนอย่างเสมอภาค แต่จำไว้ ถ้าทำใจให้กรุณาหรือดีกับใครไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ก็อย่าทำร้ายเค้า
5. ในวัยยี่สิบกว่าขนาดพวกลูก นอกจากเรียนให้จบ รับผิดชอบตัวเองในเบื้องต้นให้ได้ก่อนแล้ว ถ้าลูกจะกระตือรือร้นอยากหาแฟน แม่ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ
ลูกคงไม่ถามแม่ว่า ควรเลือกยังไงดี ?
แต่แม่เองนี่แหละ ที่กระเหี้ยนกระหืออยากแชร์กับลูกถึงบรรทัดฐานที่คู่ชีวิตที่ดีควรมี
- ลูกจะเลือกคู่ชีวิตเพศอะไรก็ได้ ขอเพียงให้คน ๆ นั้นมีสามคุณลักษณะสำคัญที่เป็นแก่นแกนที่ดี คือ
มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม
มีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบคนอื่น
และมีความรู้คุณคน
สามอย่างนี้ควรเป็นคุณธรรมขั้นต่ำที่ควรทำอย่างพอเหมาะพอดี
- อย่าหย่อนมาตรฐานทั้งสามลงเด็ดขาด แม้ว่า ในเปลือกนอกของคน ๆ นั้นจะเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติเปลือกนอกที่ดูดียังไงก็ตาม
รวย สวย หล่อ เก่ง การงานดี เป็นสิ่งที่เรียกว่า “มีก็ดี” แต่ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องมี”
โอปรา วินฟรีย์ เคยบอกไว้ว่า “คนส่วนมากต้องการจะนั่งลิมูซีนกับคุณ แต่สิ่งที่คุณต้องการคือ คนที่มานั่งรถเมล์กับคุณในวันที่ลิมูซีนคุณพังต่างหาก”
อ้อ...แต่สำคัญมากอีกอย่างคือ
อย่าเลือก loser อย่าเลือกคนที่ไม่สนับสนุนลูก อย่าเลือกคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีการใช้ชีวิตของลูกบางอย่าง
หรือคนที่รับมือกับลูกไม่ได้ แทนที่จะคุยและขอกันดี ๆ แต่กลับด้อยค่าลูกด้วยคำต่ำ ๆ
เจอบ่อยคือ ประเภทไม่ชอบให้แฟนแต่งตัวเปรี้ยว ถ้าหวงก็พูดกันดี ๆ ขอกันดี ๆ ไม่ใช่ไปว่า ว่า สิบเอ็ด รอ ดอ, คัน หรือกระทั่งใช้คำต่ำ ๆ อย่าง ngian
ที่ร้ายกว่านั้นคือใช้คำว่า ดอก
สามสี่คำนี้ แม่ได้ยินแล้วเอามือทาบอก ... ถ้าจะว่ากันขนาดนี้ เลิกกันไปดีกว่า ไม่ต้องยกมือขึ้นตบให้เสียมือด้วยนะ
6. ใช้แบรนด์เนมเถอะค่ะ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ลูกชอบจริง ๆ ชื่นชมถึงคุณภาพ การออกแบบและวัตถุดิบ
และลูกสามารถซื้อได้จริง ๆ โดยไม่ต้องขายตัว ขายตับ ขายไต
มันอาจจะมีคำพูดเล่น ๆ ที่เค้าบอกอย่างเดียวว่า “โอ๊ย...ของพวกนี้นะหรือ ... มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะ”
ค่ะ ... ถ้าลูกชอบ ซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่กระทบกับแผนการเงินที่ต้องกันไว้ในสิ่งที่จำเป็น และไม่ได้ซื้อเพียงเพราะต้องการ “ตามกระแส”
ขอให้ลูกยิ้มเย็น ๆ แล้วตอบกลับไปว่า
“ค่ะ... มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องมีรสนิยมและรู้จักเลือกให้เหมาะกับตัวด้วยนะคะ”
แต่แม่คงเศร้า ถ้าลูกซื้อเพียงเพราะคำเกร่อ ๆ แบบ “ของมันต้องมี” หรือ “คนอื่นเค้ายังมี”
การซื้อตามกระแสสังคมจนลืมดูความเหมาะสมทางฐานะและการใช้งานน่ะ มันกลวงมากเลย
ถ้าแฟนลูกซื้อให้ ด้วยเงินที่ได้มาอย่างเหมาะสมถูกต้อง
และลูกชอบมันจริง ๆ ก็จงรับและใช้อย่างภูมิใจในโอกาสที่เหมาะสม
แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองถือแบรนด์เนมราคาเจ็ดหมื่น
แต่มีเงินในกระเป๋าใบนั้นเพียงสามร้อย น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีกนะลูก
ปลอมเปลือกแบบนี้ ไม่ดีงามค่ะ
รถก็เหมือนกัน เงินเหลือจะซื้อรถดี ก็แล้วแต่ความชอบลูก
แต่ถ้ายังผ่อนคอนโดแบบเดือนชนเดือนอยู่
นั่ง MRT,BTS รถเมล์ สองแถว กะป๊อ มูฟมี หรือเดินเอาเถอะค่ะ แต่อย่านั่งมอไซค์นะลูกนะ แม่เป็นห่วง
วันที่ซื้อรถแพงได้แล้ว ก็จงขับสุภาพ และปฏิบัติตามกฎจราจรด้วยนะคะลูก อย่าดื่มแล้วขับ
วันที่ถือแบรนด์ ก็อย่าเอาแต่กระหน่ำโพสต์อวดลง IG ให้เกินงามนัก
อย่าให้คนเค้าว่าได้ว่า “มีเงินซื้อได้แต่แบรนด์ ซื้อได้แต่รถ แต่ซื้อรสนิยมและสำนึกไม่ได้นะคะ”
7. ถึงแม่จะไม่แต่งหน้า และทาแต่ครีมกันแดด
แต่แม่ก็อยากบอกลูกว่า สวยได้สวย แต่งหน้า แต่งตัวได้ แต่งเถอะค่ะลูก
บางทีไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเป็นวิวที่สบายตา ละมุนตาสำหรับคนอื่น
คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ สวย หล่อ ไม่ได้แปลว่า ดีเสมอไปก็จริง เราไม่ควรด่วนตัดสินคนที่รูปร่างหน้าตาภายนอกก็จริง
แต่มันก็จะดีกว่า ถ้าลูกจะแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยงาม เรียบร้อย เหมาะสมตามฐานานุรูป
เพราะบางที เราก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อความสบายตาของคนอื่น
ตัวแม่เอง ถ้าหน้าซีดโทรมนัก เวลาไปงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศพ
แม่ถือคติว่าเราต้องทาปากนิดหน่อยเสมอ
เพราะอย่างที่ผู้ใหญ่เคยสอนไว้ค่ะ “อย่าให้เค้าค่อนได้ว่า ผีมาเผาผี”
เขียนถึงลูก ๆ ผ่านพันทิป 02
คิดว่า ต้องมีคงสงสัยแน่ ๆ ว่า ลูก ๆ จะมาได้อ่านไหม ?
พันทิป out ไปแล้วไหมสำหรับคน Gen Z ?
ดิฉันเคยคิดแบบนั้น
แต่...สำหรับพันทิป เป็นอะไรที่พิเศษนิดนึง
ดิฉันไม่ได้บอกลูกจริง ๆ จัง ๆ ว่า ตัวเองเล่นพันทิปในล็อคอินอะไร
ส่งกระทู้บางเรื่องที่เขียนให้ลูกบางคนอ่านบ้าง แต่เค้าดูเหมือนเฉย ๆ
ไม่รู้ว่าอ่านหรือไม่อ่าน
จนวันหนึ่ง ดิฉันทะเลาะกับลูกคนเล็ก (ใช่ค่ะ แม่หมาน้อย ที่เธอไฟ้โตะกับดิฉันมาตั้งแต่เด็ก)
ลูกบอกว่า น้อยใจที่ดิฉันไม่เล่าเรื่องบางเรื่องของพี่ ๆ ให้เค้าฟัง แต่มาเล่าผ่านพันทิป
อ้าว... แอบติดตามแม่อยู่เงียบ ๆ นี่หว่า
เขียนในกระทู้ก็ดีไปอย่าง ตรงที่ลูกจะเข้ามาอ่านเมื่อไรก็ได้
ถ้าเขียนแล้วส่งให้ทางเมล์ จะเหมือนกดดันลูกมากเกินไป
ส่วนในเฟสส่วนตัว ดิฉันไม่ค่อยเขียนอะไรมาก ส่วนมาก update เรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตเท่านั้น
ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นลึก ๆ ของตัวเอง และไม่ค่อยเล่าอะไรมาก
เพราะไม่อยากให้เพื่อน ญาติ หรือคนที่เป็นเพื่อนบนเฟสที่เรามีปฏิสัมพันธ์กันในสังคมจริง ๆ มาตั้งคำถามว่า เรากำลังวิจารณ์เค้าอยู่รึเปล่า ?
เพื่อความสงบสุข และประหยัดเวลาอธิบาย อะไร อะไร ...
ก็เขียนแบบไม่มีคนรู้จัก ไม่มีตัวตน เป็นนามแฝงในพันทิป ทำให้กล้าพูด กล้าแสดงความเห็นมากกว่า
มาเขียนต่อตรงนี้ ละกันค่ะ
เพราะคิดว่า ความเห็นบางอย่างอาจจะพอใช้ได้สำหรับคนบางรุ่น
ถ้าใช้ไม่ได้ ไม่เข้าประเด็น ไม่เหมาะกับบริบท ก็ทิ้งมันไว้เป็นความเห็นแบบนี้ล่ะค่ะ
อย่างน้อยก็ถือซะว่าเป็นรอยประทับทางความคิดของคนรุ่น gen X คนหนึ่ง
ลูกรัก
1. คำฝรั่ง คำนึงที่แม่ชอบมากคือ If only the age could , only the youth knew.
สำหรับแม่มันเป็นคำที่แหลมคมนะคะ และเป็นเหมือน paradox หรือความย้อนแย้งที่เราจะพบในชีวิต
ตอนเราอายุยังน้อย เราพลังงานล้นเหลือ ... เพียงแต่เรายังรู้น้อย ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไร
หรือไม่แจ้งชัดว่า อะไรผิดถูก ทำให้หลายครั้ง เราต้องจ่ายค่าบทเรียนชีวิตในราคาแพง
แต่ตอนอายุมากขึ้น เรารู้มากขึ้นแล้ว แต่เรากลับขาดพลังชีวิตที่จะทำตามฝัน ในสิ่งที่เราแน่ชัดว่า เรารู้ว่าเราต้องการอะไร
แบบเดียวกันเลยกับเรื่องกิน
ตอนอายุน้อย เรากินได้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีเงินกิน (อย่างน้อยก็ในเคสแม่)
สมัยนั้น การกินบุฟเฟต์ซัมมอนไม่จำกัดของโออิชิ สมัยคุณตันยังไม่ขายกิจการ ถือเป็นความหรูหราที่เราจะต้องเก็บเงินไปกินได้แค่เดือนสองเดือนครั้ง
แต่ตอนนี้ เราอาจจะจ่ายค่าบุฟเฟต์ได้ทุกวัน แต่สังขารไม่อำนวยให้กินขนาดนั้นได้อีกแล้วค่ะ
ที่ยกเรื่องนี้มาเล่า คือจะบอกว่า ทุกช่วงวัยมีความท้าทายของมันค่ะ ไม่มีตอนไหนของชีวิตที่ดีที่สุดหรือดีพร้อมไปหมด
ทุกบท ทุกตอนของชีวิตมันมีข้อจำกัดของมันหมด
แม่แค่จะบอกว่า อย่าไปกังวลอะไรให้มันมากนัก
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีความสุขมากที่สุดตามอัตภาพที่มี
อย่าไขว่คว้ามองหาความสุขในวันข้างหน้า
ความหวังอาจหล่อเลี้ยงให้เรามีความสุข แต่อย่ายึดติดอยู่กับความหวังตลอดเวลา จนปล่อยให้อนาคตและความหวังเป็นเพียงความสุขเดียว
ในสภาพการณ์นี้ ก็มีความสุขแบบสภาพการณ์นี้
นึกอะไรไม่ออก ก็กลับมาที่ลมหายใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทำความรู้สึกตรงกลางอกเพื่อให้ใจสงบขึ้น
แล้วไปต่อค่ะ
2. แม่จะภูมิใจ ถ้าลูกของแม่ปฏิบัติต่อคนที่เหนือกว่า (ไม่ว่าจะเหนือกว่าสักกี่ขั้น) กับคนที่ด้อยกว่าแบบเสมอภาคกัน
เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพตัวเองมากพอที่จะไม่ “แหยแฝ่น” กับคนใหญ่กว่า และไม่ “ผยอง” กับคนที่ด้อยกว่า
ความเคารพตัวเองสำคัญที่สุด
ถ้าลูกมองตาตัวเองในกระจก นึกทบทวนสิ่งที่ทำมา และบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจว่า “แกใช้ได้ว่ะ”
แม่ว่า อันนี้สำคัญกว่าการได้รับคำยกย่องจากคนอื่นอีกหลายเท่านัก เพราะตัวเรารู้ดีที่สุดว่า เราได้ทำอะไรลงไป ด้วย “เจตนา”อะไร
ถ้าพูดเพราะกับคณบดี ก็พูดดี ๆ กับภารโรงด้วย
ถ้ากล้าเหวี่ยงใส่แมสเซนเจอร์เพียงเพราะเค้าส่งของให้ลูกช้า
ก็ต้องกล้ามองตานายแล้วอธิบายไปดี ๆ ว่า เพราะนายส่งงานให้ลูกเกินจากเวลาที่นัดไว้มาก มันเลยทำให้พลาดเส้นตาย
3. อย่าเสพติดไลค์ หัวใจ หรืออะไรลวก ๆ หยาบ ๆ ปลอม ๆ ที่ไม่ค่อยเป็นแก่นสารมากนักเลยค่ะ
การได้รับคำยกย่องจากคนไม่จริงใจ หรือหวังประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว มันลวงตา
และเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการได้รับคำวิจารณ์ในทางลบหรือถูกด่าอย่างจริงใจ ไม่ใส่สี จากศัตรูที่เปิดหน้าชนกับเราซะอีก
4. เพื่อนรุ่นน้องที่แม่รักและนับถือคนหนึ่ง (ใช่ค่ะ ใช้คำว่านับถือได้เลย) อวยพรวันเกิดให้ลูกชายเค้าว่า
“ขอให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดีและกรุณาต่อคนอื่น”
ฝรั่ง (อืม... อ้างฝรั่งอีกแล้วเนอะแม่เนี่ย)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
บอกว่า In the world where you can choose to be ANYTHING, choose to be kind.
อันนี้เป็นคำอวยพรที่แม่ชอบมาก และขอก๊อปมาอวยพรให้ลูกด้วยเช่นกันค่ะว่า
ถ้าไม่แน่ใจว่า ต้องทำยังไง ? ให้ใจดี ให้กรุณาไว้ก่อน
แต่บ่องตงจ้ะ
แม่เองก็ใช่จะกรุณาได้กับทุกคนอย่างเสมอภาค แต่จำไว้ ถ้าทำใจให้กรุณาหรือดีกับใครไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ก็อย่าทำร้ายเค้า
5. ในวัยยี่สิบกว่าขนาดพวกลูก นอกจากเรียนให้จบ รับผิดชอบตัวเองในเบื้องต้นให้ได้ก่อนแล้ว ถ้าลูกจะกระตือรือร้นอยากหาแฟน แม่ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ
ลูกคงไม่ถามแม่ว่า ควรเลือกยังไงดี ?
แต่แม่เองนี่แหละ ที่กระเหี้ยนกระหืออยากแชร์กับลูกถึงบรรทัดฐานที่คู่ชีวิตที่ดีควรมี
- ลูกจะเลือกคู่ชีวิตเพศอะไรก็ได้ ขอเพียงให้คน ๆ นั้นมีสามคุณลักษณะสำคัญที่เป็นแก่นแกนที่ดี คือ
มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม
มีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบคนอื่น
และมีความรู้คุณคน
สามอย่างนี้ควรเป็นคุณธรรมขั้นต่ำที่ควรทำอย่างพอเหมาะพอดี
- อย่าหย่อนมาตรฐานทั้งสามลงเด็ดขาด แม้ว่า ในเปลือกนอกของคน ๆ นั้นจะเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติเปลือกนอกที่ดูดียังไงก็ตาม
รวย สวย หล่อ เก่ง การงานดี เป็นสิ่งที่เรียกว่า “มีก็ดี” แต่ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องมี”
โอปรา วินฟรีย์ เคยบอกไว้ว่า “คนส่วนมากต้องการจะนั่งลิมูซีนกับคุณ แต่สิ่งที่คุณต้องการคือ คนที่มานั่งรถเมล์กับคุณในวันที่ลิมูซีนคุณพังต่างหาก”
อ้อ...แต่สำคัญมากอีกอย่างคือ
อย่าเลือก loser อย่าเลือกคนที่ไม่สนับสนุนลูก อย่าเลือกคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีการใช้ชีวิตของลูกบางอย่าง
หรือคนที่รับมือกับลูกไม่ได้ แทนที่จะคุยและขอกันดี ๆ แต่กลับด้อยค่าลูกด้วยคำต่ำ ๆ
เจอบ่อยคือ ประเภทไม่ชอบให้แฟนแต่งตัวเปรี้ยว ถ้าหวงก็พูดกันดี ๆ ขอกันดี ๆ ไม่ใช่ไปว่า ว่า สิบเอ็ด รอ ดอ, คัน หรือกระทั่งใช้คำต่ำ ๆ อย่าง ngian
ที่ร้ายกว่านั้นคือใช้คำว่า ดอก
สามสี่คำนี้ แม่ได้ยินแล้วเอามือทาบอก ... ถ้าจะว่ากันขนาดนี้ เลิกกันไปดีกว่า ไม่ต้องยกมือขึ้นตบให้เสียมือด้วยนะ
6. ใช้แบรนด์เนมเถอะค่ะ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ลูกชอบจริง ๆ ชื่นชมถึงคุณภาพ การออกแบบและวัตถุดิบ
และลูกสามารถซื้อได้จริง ๆ โดยไม่ต้องขายตัว ขายตับ ขายไต
มันอาจจะมีคำพูดเล่น ๆ ที่เค้าบอกอย่างเดียวว่า “โอ๊ย...ของพวกนี้นะหรือ ... มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะ”
ค่ะ ... ถ้าลูกชอบ ซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่กระทบกับแผนการเงินที่ต้องกันไว้ในสิ่งที่จำเป็น และไม่ได้ซื้อเพียงเพราะต้องการ “ตามกระแส”
ขอให้ลูกยิ้มเย็น ๆ แล้วตอบกลับไปว่า
“ค่ะ... มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ต้องมีรสนิยมและรู้จักเลือกให้เหมาะกับตัวด้วยนะคะ”
แต่แม่คงเศร้า ถ้าลูกซื้อเพียงเพราะคำเกร่อ ๆ แบบ “ของมันต้องมี” หรือ “คนอื่นเค้ายังมี”
การซื้อตามกระแสสังคมจนลืมดูความเหมาะสมทางฐานะและการใช้งานน่ะ มันกลวงมากเลย
ถ้าแฟนลูกซื้อให้ ด้วยเงินที่ได้มาอย่างเหมาะสมถูกต้อง
และลูกชอบมันจริง ๆ ก็จงรับและใช้อย่างภูมิใจในโอกาสที่เหมาะสม
แต่อย่าปล่อยให้ตัวเองถือแบรนด์เนมราคาเจ็ดหมื่น
แต่มีเงินในกระเป๋าใบนั้นเพียงสามร้อย น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีกนะลูก
ปลอมเปลือกแบบนี้ ไม่ดีงามค่ะ
รถก็เหมือนกัน เงินเหลือจะซื้อรถดี ก็แล้วแต่ความชอบลูก
แต่ถ้ายังผ่อนคอนโดแบบเดือนชนเดือนอยู่
นั่ง MRT,BTS รถเมล์ สองแถว กะป๊อ มูฟมี หรือเดินเอาเถอะค่ะ แต่อย่านั่งมอไซค์นะลูกนะ แม่เป็นห่วง
วันที่ซื้อรถแพงได้แล้ว ก็จงขับสุภาพ และปฏิบัติตามกฎจราจรด้วยนะคะลูก อย่าดื่มแล้วขับ
วันที่ถือแบรนด์ ก็อย่าเอาแต่กระหน่ำโพสต์อวดลง IG ให้เกินงามนัก
อย่าให้คนเค้าว่าได้ว่า “มีเงินซื้อได้แต่แบรนด์ ซื้อได้แต่รถ แต่ซื้อรสนิยมและสำนึกไม่ได้นะคะ”
7. ถึงแม่จะไม่แต่งหน้า และทาแต่ครีมกันแดด
แต่แม่ก็อยากบอกลูกว่า สวยได้สวย แต่งหน้า แต่งตัวได้ แต่งเถอะค่ะลูก
บางทีไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเป็นวิวที่สบายตา ละมุนตาสำหรับคนอื่น
คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ สวย หล่อ ไม่ได้แปลว่า ดีเสมอไปก็จริง เราไม่ควรด่วนตัดสินคนที่รูปร่างหน้าตาภายนอกก็จริง
แต่มันก็จะดีกว่า ถ้าลูกจะแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยงาม เรียบร้อย เหมาะสมตามฐานานุรูป
เพราะบางที เราก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อความสบายตาของคนอื่น
ตัวแม่เอง ถ้าหน้าซีดโทรมนัก เวลาไปงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศพ
แม่ถือคติว่าเราต้องทาปากนิดหน่อยเสมอ
เพราะอย่างที่ผู้ใหญ่เคยสอนไว้ค่ะ “อย่าให้เค้าค่อนได้ว่า ผีมาเผาผี”