เกมจบสายปั่น! ทรูเอาจริง...ส่งตำรวจไซเบอร์ล่าตัว มือปล่อยข่าว ใช้สร้างเรื่อง AI จุดจบอาจอยู่ที่ศาล

กระทู้ข่าว
โลกโซเชียลอาจไม่ใช่พื้นที่ “โพสต์อะไรก็ได้” อีกต่อไป… เมื่อพฤติกรรมการสร้างข่าวปลอมกำลังก้าวสู่ระดับที่น่ากังวลยิ่งกว่าเดิม
หลังพบการใช้เทคโนโลยี AI ตัดต่อภาพ ใส่ข้อความ และพากย์เสียงบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อโจมตีองค์กรและชี้นำความเชื่อของสังคมอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ดูเหมือนคอนเทนต์ไวรัลหรือคลิปเสียดสี กลับซ่อนรูปแบบการทำงานที่มีลักษณะเป็นขบวนการ มีการปล่อยเนื้อหาในประเด็นเดียวกันผ่านหลายบัญชี
พร้อมกระตุ้นกระแสความเกลียดชังและความเข้าใจผิดในวงกว้าง จนสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนจริง



ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจเดินหน้าเอาผิดทางกฎหมายเต็มรูปแบบ เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) หลังตรวจพบพฤติกรรมของหลายบัญชี TikTok และ Facebook ที่เผยแพร่คลิปและโพสต์ในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีทั้ง
- การตัดต่อภาพ
- ใช้ AI ใส่ข้อความหยาบคาย
- พากย์เสียงเสียดสี
- ชี้นำให้เกิดคอมเมนต์โจมตีจำนวนมาก



พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในวงกว้าง จึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่
เร่งไล่ตรวจสอบและติดตามตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จทั้งหมด
การนำข้อมูลบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพียงกระแสดราม่าบนโลกออนไลน์ที่จบลงด้วยการถกเถียง
แต่เป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา มีบทลงโทษตามกฎหมายจริง และผู้กระทำอาจต้องรับผลทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



🔎 พบพฤติกรรมเป็นระบบ ส่อทำงานเป็นเครือข่าย
จากการตรวจสอบเชิงเทคนิค พบว่าการโพสต์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน และใช้ประเด็นซ้ำในหลายบัญชี จนมีลักษณะคล้าย “การทำงานเป็นขบวนการ” หลักฐานที่รวบรวมได้ในเบื้องต้นชี้ว่า ผู้เกี่ยวข้องมีทั้งบุคคลทั่วไปและบริษัทผลิตสื่อบางส่วน ซึ่งบริษัทได้ส่งมอบข้อมูลทั้งหมดให้ตำรวจเพื่อขยายผลหาผู้ที่อยู่เบื้องหลัง



ด้านนาย จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ ระบุว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ
และไม่ควรนำไปใช้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เพราะการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย
บริษัทจึงยืนยันจะดำเนินคดี “ถึงที่สุด” เพื่อปกป้ององค์กร ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

สะท้อนภาพใหม่ของสงครามข่าวปลอม เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เฟคนิวส์ยุค AI” กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญขององค์กรและสังคมไทย ไม่ใช่แค่ข่าวลือธรรมดา แต่เป็นการผลิตเนื้อหาแบบมีแบบแผนที่สามารถสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นได้จริง
และครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ภาคเอกชนเริ่มเอาจริงกับการใช้กฎหมายรับมือการบิดเบือนข้อมูลบนโลกออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่