กระทู้นี้ถ้ามีสิ่งใดผิดพลาดไปต้องขออภัยอาจจะเล่ากระโดดข้ามไปมาบ้าง แค่อยากจะหาพื้นที่ระบายเพื่อบอกเล่าความรู้สึกที่บางทีถูกทับถมมานาน
เราเป็นคนนึงที่ทำธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว ตั้งแต่เรื่องจบมาที่บ้านก็ต้องให้กลับมาทำงานสานต่องานที่บ้านเลย เนื่องจากคนช่วยงานไม่พอ เราจึงกลับมา
ช่วยแต่ก็เป็นช่วงวัยรุ่นก็ยอมรับว่าไม่ค่อยอยากกลับมาทำงานที่บ้านเลย อยากหาประสบการณ์ ได้ลองใช้ชีวิตก่อน แต่ที่บ้านไม่ให้ จึงกลับมาทำแรกๆก็ต้อง
ใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควรจนๆค่อยๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ ก็คิดว่าก็โอเคได้ความรู้ได้ประสบการณ์การทำธุรกิจดี
แต่ประเด็นคือครอบครัวเรา เรามักจะมีปมความคิดตั้งแต่วัยเด็กแล้วละสิ
ที่ในความคิดของเราพ่อแม่มักจะให้ความสำคัญกับพี่ก่อนเสมอ จะชมว่าพี่เก่ง เรียนเก่งกว่า เข้าสังคมเก่งกว่า แต่เราเป็นเด็กธรรมดาคนนึง ที่แทบไม่เคยถูก
ที่บ้านชมอะไร ซึ่งนั่นเราก็เก็บไว้ในใจมาตลอด และก็ทำหน้าที่ในส่วนของเราคือทำงาน ดูแลกิจการมาตลอด ไม่มีครอบครัว เพราะที่บ้านก็ไม่ได้สนับสนุนให้
มี และเราก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ จนอายุอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และชอบอยู่กับตัวเอง เและพราะที่บ้านพี่ก็มีครอบครัวมีหลานแล้ว ที่บ้านจึงกลัวไม่มีคนทำงาน แต่
พี่เราส่วนใหญ่ก็ต้องเลี้ยงลูก งานก็ทำบ้าง วันหยุดเค้าก็ไปเที่ยวกับครอบครัว เราก็ช่วยเลี้ยงหลานด้วย หรือกระทั่งวันหยุดเทศกาลเราก็ไม่สามารถไปเที่ยวที่
ไกลได้ จะไปได้คือไปกับพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่เราไม่ได้อยากไป เราไปเพราะเรารู้ว่าหน้าที่เราคือการช่วยดูแลพ่อแม่ แต่เราก็มีความคิดว่าชีวิตเราถูกตีกรอบมันคง
เป็นจากตัวเราเองด้วย และบางทีเราก็ทะเลาะความคิดเห็นเรื่องงานกับที่บ้าน ก็รู้สึกเบื่อๆ และจัดการตัวเองด้วยการอยู่กับตัวเอง หาอะไรอ่านดูเพื่อลืมๆไป
เราก็คอยดูฟังธรรมะบ้างเพื่อให้ปล่อยวาง แต่ช่วงนี้บางทีคนรอบข้าง ทำให้ความรู้สึกดิ่งเรากลับมาทำให้ต้องรู้สึกคิดแง่ลบ ว่าชีวิตเราจะทำอะไรมากกว่านี้
ได้ไหม หรือเราจะมีความสุขที่เป็นอิสระได้หรือเปล่านะ คิดในใจว่าอายุก็เริ่มเยอะแล้วแต่ยังต้องมานั่งคิดนั่งรู้ใจน้อยใจอยู่อีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราเจออะไร
มากระทบก็ปล่อยวางไปได้เยอะมาก (แต่ก็คงจะเป็นความรู้สึกเศร้าแค่ช่วงนี้และที่ทุกอย่างรอบตัวมันจะดูมืดหม่นไปหมด)
มีใครเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถเข้ามาแชร์กันได้เลยนะ
คนคนนึงที่คิดว่าอายุ30+จะจัดการความคิดแง่ลบได้ดีขึ้น แต่มันกลับยังทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร :(
เราเป็นคนนึงที่ทำธุรกิจส่วนตัวของครอบครัว ตั้งแต่เรื่องจบมาที่บ้านก็ต้องให้กลับมาทำงานสานต่องานที่บ้านเลย เนื่องจากคนช่วยงานไม่พอ เราจึงกลับมา
ช่วยแต่ก็เป็นช่วงวัยรุ่นก็ยอมรับว่าไม่ค่อยอยากกลับมาทำงานที่บ้านเลย อยากหาประสบการณ์ ได้ลองใช้ชีวิตก่อน แต่ที่บ้านไม่ให้ จึงกลับมาทำแรกๆก็ต้อง
ใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควรจนๆค่อยๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ ก็คิดว่าก็โอเคได้ความรู้ได้ประสบการณ์การทำธุรกิจดี
แต่ประเด็นคือครอบครัวเรา เรามักจะมีปมความคิดตั้งแต่วัยเด็กแล้วละสิ
ที่ในความคิดของเราพ่อแม่มักจะให้ความสำคัญกับพี่ก่อนเสมอ จะชมว่าพี่เก่ง เรียนเก่งกว่า เข้าสังคมเก่งกว่า แต่เราเป็นเด็กธรรมดาคนนึง ที่แทบไม่เคยถูก
ที่บ้านชมอะไร ซึ่งนั่นเราก็เก็บไว้ในใจมาตลอด และก็ทำหน้าที่ในส่วนของเราคือทำงาน ดูแลกิจการมาตลอด ไม่มีครอบครัว เพราะที่บ้านก็ไม่ได้สนับสนุนให้
มี และเราก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ จนอายุอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และชอบอยู่กับตัวเอง เและพราะที่บ้านพี่ก็มีครอบครัวมีหลานแล้ว ที่บ้านจึงกลัวไม่มีคนทำงาน แต่
พี่เราส่วนใหญ่ก็ต้องเลี้ยงลูก งานก็ทำบ้าง วันหยุดเค้าก็ไปเที่ยวกับครอบครัว เราก็ช่วยเลี้ยงหลานด้วย หรือกระทั่งวันหยุดเทศกาลเราก็ไม่สามารถไปเที่ยวที่
ไกลได้ จะไปได้คือไปกับพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่เราไม่ได้อยากไป เราไปเพราะเรารู้ว่าหน้าที่เราคือการช่วยดูแลพ่อแม่ แต่เราก็มีความคิดว่าชีวิตเราถูกตีกรอบมันคง
เป็นจากตัวเราเองด้วย และบางทีเราก็ทะเลาะความคิดเห็นเรื่องงานกับที่บ้าน ก็รู้สึกเบื่อๆ และจัดการตัวเองด้วยการอยู่กับตัวเอง หาอะไรอ่านดูเพื่อลืมๆไป
เราก็คอยดูฟังธรรมะบ้างเพื่อให้ปล่อยวาง แต่ช่วงนี้บางทีคนรอบข้าง ทำให้ความรู้สึกดิ่งเรากลับมาทำให้ต้องรู้สึกคิดแง่ลบ ว่าชีวิตเราจะทำอะไรมากกว่านี้
ได้ไหม หรือเราจะมีความสุขที่เป็นอิสระได้หรือเปล่านะ คิดในใจว่าอายุก็เริ่มเยอะแล้วแต่ยังต้องมานั่งคิดนั่งรู้ใจน้อยใจอยู่อีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราเจออะไร
มากระทบก็ปล่อยวางไปได้เยอะมาก (แต่ก็คงจะเป็นความรู้สึกเศร้าแค่ช่วงนี้และที่ทุกอย่างรอบตัวมันจะดูมืดหม่นไปหมด)
มีใครเคยมีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม หรือมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถเข้ามาแชร์กันได้เลยนะ