พ่อ แม่ ที่ต้องหาคำตอบให้ชีวิตการเรียนของลูก

สิ่งที่อยู่ไกลตัวจะเข้ามาในชีวิตผ่านลูก หนึ่งในนั้นคือ การเป็นผู้ปกครอง เด็ก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา

เมื่อเข้าสู่วัยเรียน ร.ร.ประถมของเราเองคือ ร.ร.ที่เดิน-ขี่จักรยานไปเรียนได้ เอาใกล้ไว้ก่อน แต่ของลูกคือดีหน่อย ให้เรียนอนุบาลและประถมเป็นเอกชน (แต่เขาว่าเป็นเอกชนที่ค่าใช้จ่ายถูกในย่านบางนานี้) ที่จริงแล้ว เขาสอนถึง ม.6 และเราก็ยอมจ่ายค่าเทอม ม.1 ตั้งแต่ปิดเทอม ป.6 (โควต้าเด็ก ร.ร.เดิม ไม่ต้องสอบ) แต่ว่ามีเสียงเชียร์ให้ลองไปสอบ ร.ร.รัฐฯ ชื่อดังย่านนี้ ซึ่งสำหรับสมัยเราเองไม่กล้ามาสอบที่นี่เพราะเขาว่ากันว่ายากมาก (ร.ร.เก่าแก่) และสุดท้ายลูกก็สอบติด ห้อง ESC (สสวท.สอวน.) ต้องยอมทิ้งค่าเทอม ร.ร.ประถมไป แต่ๆๆๆ เหมือนโชคเข้าข้าง เป็นปีที่มีการให้เรียน online ทาง ร.ร.เดิมและ ร.ร. ใหม่คืนค่าเทอมครึ่งหนึ่ง เมื่อคนพี่ปูทางไว้เรียบร้อยแล้ว ปีถัดมาคนน้องก็ได้ทำสำเร็จ ตามมาเข้า ม.1 ห้องเดียวกัน คะแนนสอบเข้าเป็นอันดับ 2 ของสายนี้

ปล.ช่วงที่ตั้งกระทู้นี้จะมีการประกาศผลสอบขึ้นมาใน feed fb เยอะมากแต่เราไม่กล้าใช้ตัวตนจริงโพสข้อความอะไรแบบนี้ คือแอบชื่นชมลูกมากๆ และปีนี้ (2569) คนพี่กำลังจะขึ้นม.6, คนน้องที่เรียน เตรียมฯจะขึ้น ม.5 เป็นปีที่เป็น save zone ด้านความกดดันของพ่อแม่ ที่คอยดูแลความรู้สึกของลูกๆ

ในตอนที่ลูกๆได้เรียน ร.ร.รัฐฯที่เราไม่คาดหวังมาก่อนแถมได้เรียนห้อง gift ด้วย เป็นจุดที่เราพอใจ(อีกแล้ว) แต่ภรรยาที่มีพื้นฐานชีวิตต่างกัน เขาเคยเรียนในกรุงเทพ ก็มาพูดถึง ร.ร.เตรียมฯ กับเราและลูกๆ ซึ่งตอนนั้นเรารู้จักที่เดียว คือเตรียมฯพัฒฯ และเราก็ต่อต้านว่า รถติด ไปส่งไม่ได้ เราไม่เอา แต่ๆๆ เมียบอกว่าเตรียมอุดม ในกรุงเทพ อยากให้ลองไปสอบ ทำให้มีปากเสียงกันประมาณหนึ่งว่าไปสอบทำไม สอบเพื่ออะไร ในระหว่างลูกเรียน ม.ต้น คนพี่ไม่ชอบทำกิจกรรม นานๆจะเป็นตัวแทนไปแข่งวิชาการ ระหว่าง ร.ร. แต่คนน้องไปบ่อยมาก และก็มาถึงวันที่ต้อง สอบเข้า ม.4 คนพี่ได้ไปสอบ ตอ.จริงๆ แต่ก็ไม่สมหวัง (หวังของแม่) และปีถัดมาคนน้อง สมัครสอบ ร.ร. top 3 ครบหมด อาจจะสมัครกับเพื่อนๆในห้อง และ ตอ.เป็นสนามสอบสุดท้าย ที่ความหวังหริบหรี่มาก แต่กลับได้ข่าวดี

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มหาศาล ข่าวดีคือค่าเทอมถูกกว่า ห้อง gift ครึ่งหนึ่งแต่มีค่าหอพักเข้ามาแทน เรื่องการขับรถเข้ากรุงเทพ ก็ไม่คิดมาก่อนเหมือนกัน ก่อนหน้านี้คือจอดรถที่ BTS บางนาตลอด และตัวลูกคนน้องนี้ น่าเป็นห่วงมากเพราะตอนอยู่บ้านไม่มีระเบียบเลย จะนอน จะตื่น ไม่เป็นเวลาเลย และทัศนคติเรื่องการเรียนติว ต้องเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์เลยเถิดมาขั้นนี้แล้ว

การติวที่ครอบครัวเราไม่เคยจ่ายเงินตรงนี้เลย (มีติว 1 คอสก่อนเข้าเตรียม) ที่เห็นเขาติวกันตั้งแต่เข้า ม.1 และส่วนใหญ่ที่สอบติด ตอ. เขาก็ติวกันล่วงหน้าเป็นปี แม้แต่สอบติดแล้วก็บอกให้ลูกไปถามเพื่อนๆ ว่าจะติวที่ไหน online หรือที่สยาม ฯลฯ ลูกคนพี่ก็เหมือนกัน ก็ต้องติวสอบ T-PAT, A-LEVEL

สรุปตอนนี้คือ มันเกินจากตัวเราเองมาก เราตอบอะไรลูกไม่ได้เลย ทำไมไม่ให้เขาสอบ ม.4 มศว.ปทุมวัน(ก็หนูสมัครเองทุกที่เลย) ทำไมลูกไม่เรียนวิศวฯ เหมือนพ่อ สายวิทย์สุขภาพแข่งขันกันสูงมาก สายวิทยาอาชีพก็ไม่ชัดเจน ถ้าติดสายวิทย์สุขภาพจริงแต่ต่างจังหวัดก็จะไปอยู่หอกันหมดทั้งพี่ทั้งน้อง (แถวบ้านมีแต่ สจล.ที่พ่อเรียนไกล้สุดแล้ว) เห็นเขาเรียนกันแล้ว ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเห็นใจยังไง เรื่องใช้ชีวิตก็ยังน่าเป็นห่วง กลัวจะเป็นหนอนหนังสือมากเกินไป ตอนคุยกันก็จะแทรกคุยเรื่องความรับผิดชอบอื่น หัดขับรถ ให้มองอนาคตไกลๆ หลายสาขางานมั่นคงแต่เด็ก ม.ปลายนึกภาพไม่ออก พูดแล้วเขาก็เบื่อๆ ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง

ปล.2 เรื่องห้องกิฟ และ social media ที่มีทั้งดีใจ ยินดี หรือ ปลอบใจ ให้กำลังใจ พอผ่านมาแล้วมองย้อนกลับไป อย่าง ร.ร.ที่ลูกคนพี่เรียน ม.4มีห้องวิทย์ 4 แบบ เริ่มจาก 1.วิทย์ธรรมดา, 2.วิทย์ pre-cadet (เปลี่ยนเป็นวิทย์สุขภาพ) 3.SMT วิทย์ คณิต เทคโน 4.SMIT วิทย์ คณิต คุณครูแนะแนว จะอธิบายอ้ำๆอึ้งๆ ว่าต่างกันยังไง พอถามลูกๆบอกว่า ครูก็คนเดียวกันสอนทุกห้อง อ้าวววลูก ค่าเทอมแพงกว่ากันเยอะเลยนะ ตกลงยังไง หวังว่าวันหนึ่งเขาจบมหาลัย คงจะมองย้อนมาอีกครั้งว่าก็เรียนเหมือนๆกันแหละพ่อ (แต่ใครก็รู้ว่า ไม่เหมือนอยู่แล้ว แต่ก็เอาไว้ปลอบใจก็ดี)

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับความยากง่ายในการเรียนหรือสอบ อันนั้นคือความรับผิดชอบของลูก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่