เรื่องราวความระทึกขวัญแนวจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้น นี่คือการพาไปเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง HYPNOTIC หนังปี 2021 ที่จะทำให้คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วเราเป็นเจ้าของความคิดและร่างกายของเราแบบ 100% จริงหรือเปล่า บทความนี้จะพาดำดิ่งไปกับทุกฉากทุกตอนแบบละเอียดราวกับนั่งดูอยู่ข้างกัน ใครที่พร้อมจะรับรู้ความลับของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ตามมาดูการเดินทางของจิตใจที่ถูกปั่นหัวกันได้เลย
การบำบัดที่ไม่น่ามีอะไร
ภาพยนตร์เปิดเรื่องมาด้วยบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างประหลาด เราได้เห็นผู้หญิง 1 คนกำลังนั่งพูดคุยกับจิตแพทย์ในห้องบำบัดที่ตกแต่งมาอย่างดีเยี่ยม แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัวสบายตา กลิ่นน้ำมันหอมระเหยลอยอบอวลไปทั่วบวกกับดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในสปาหรูหรา จิตแพทย์หนุ่มคนนี้คือ ดร.คอลลิน มีด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยการสะกดจิต หรือ ฮิปโนเทอราปี รูปลักษณ์ที่ดูดีบวกกับความสุภาพและน้ำเสียงที่นุ่มนวลชวนฝัน ทำให้ความน่าไว้ใจของเขาพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 100%
แต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะเพียง 5 นาทีถัดมา ผู้หญิงคนดังกล่าวได้เดินออกจากคลินิกไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเพลงเทศกาลคริสต์มาสที่เปิดคลอไปทั่วบริเวณ เธอหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงศูนย์อาหาร ก่อนจะร่วงผล็อยลงไปชักตาตั้งและเสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ทิ้งให้คนดูเกิดความงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทว่าหนังก็เริ่มบอกใบ้อย่างแยบยลว่า ความตายที่ดูเหมือนอาการป่วยกะทันหันนี้ แท้จริงแล้วคือผลลัพธ์จากคำสั่งลับที่ถูกฝังลึกไว้ในหัวของเธอระหว่างการบำบัดนั่นเอง
เจนน์ที่ชีวิตติดหล่ม
เมื่อความตายปริศนาผ่านพ้นไป หนังตัดภาพมาทำความรู้จักกับ เจนน์ ทอมป์สัน หญิงสาวโปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ที่กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิตอย่างหนักหน่วง เธอเพิ่งผ่านการอกหักมาติดๆ หน้าที่การงานก็ย่ำอยู่กับที่ไม่มีอะไรคืบหน้า สภาพจิตใจของเธอเรียกได้ว่าติดลบจนน่าเป็นห่วง โชคดีที่เธอมีเพื่อนสนิทชื่อจีน่า ซึ่งทนเห็นสภาพอันทรุดโทรมของเพื่อนไม่ไหว จีน่าจึงตัดสินใจลากเจนน์มาพบกับ ดร.คอลลิน โดยให้เหตุผลว่าการทำฮิปโนบำบัดช่วยให้ชีวิตของเธอดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจนน์มีท่าทีลังเลในตอนแรก แต่ด้วยความที่อยากหลุดพ้นจากความเศร้า เธอจึงตัดสินใจลองดูสักตั้ง

ในการพบกันครั้งที่ 1 เจนน์เริ่มต้นด้วยการพูดคุยปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป ดร.คอลลินใช้เทคนิคทางจิตวิทยาอย่างแนบเนียน เขาพูดด้วยจังหวะที่ช้าลง กดเสียงให้ต่ำและทุ้มลึก ผสมผสานกับการให้เธอมองไปยังจุดโฟกัสจุดเดียวเพื่อดึงดูดความสนใจ การกล่อมเกลาเป็นไปอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว ไม่ถึง 1 นาที ดวงตาของเจนน์ก็ปรือปิดลงเข้าสู่ภวังค์ หนังใช้เทคนิคการตัดต่อที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเจนน์ คือจู่ๆ เธอก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกงุนงงพร้อมกับคำถามในใจว่าตัวเธอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน แต่สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกสดชื่นโล่งสบายอย่างประหลาด ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เจนน์เริ่มเชื่อมั่นในฝีมือของหมอคนนี้
ทริกเกอร์คำสั่ง
หลังจากผ่านการบำบัดไป ชีวิตของเจนน์ดูเหมือนจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเธอ เธอเริ่มมีอาการวูบหลับกลางทางโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามมาด้วยอาการหัวใจเต้นแรงผิดปกติยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเมื่อเธอได้ยินเพลงบางเพลงเธอจะเกิดความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังถือรีโมตคอยกดปุ่มเล่นหรือหยุดชะงักชีวิตของเธอได้ตามใจชอบ
ความน่ากลัวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเจนน์พบว่าตัวเองเผลอโทรศัพท์ไปหาแฟนเก่าโดยที่เธอไม่รู้ตัวและไม่มีความทรงจำในส่วนนั้นเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอสาบานกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีวันกลับไปคุยกับผู้ชายคนนี้อีก แต่จุดแตกหักที่ทำให้เธอรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่ ๆ คือเหตุการณ์ที่จีน่าเพื่อนรักผู้แนะนำให้เธอรู้จักกับหมอคอลลิน เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันและล้มลงเสียชีวิตคาตาสตาร์บัคส์ต่อหน้าต่อตาเจนน์ เธอกลายเป็นศพเบอร์ 2 ของเรื่อง ฉากนี้หนังจงใจใช้จังหวะตกใจเล็กน้อยผสมกับความสะเทือนใจอย่างหนัก เพื่อตอกย้ำให้คนดูและตัวเจนน์เองปักใจเชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป
ตำรวจที่มีแค้นส่วนตัว
เมื่อมีคนตายตำรวจก็ต้องเข้ามาสืบสวน ในกระบวนการนี้เองที่เจนน์ได้พบกับนายตำรวจชื่อ เวด โรลลินส์ เธอสังเกตเห็นว่าตำรวจหนุ่มคนนี้ให้ความสนใจกับคดีการตายของจีน่ามากจนผิดปกติ ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผยว่า ภรรยาของโรลลินส์ก็เคยเป็น 1 ในคนไข้ของ ดร.คอลลิน เช่นเดียวกัน และเธอก็ต้องจบชีวิตลงด้วยภาวะช็อกจากอาการแพ้อาหารอย่างเฉียบพลัน ทั้งที่ประวัติการรักษาที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีอาการแพ้อะไรเลยแม้แต่น้อย
โรลลินส์มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าการตายของภรรยาเขา รวมถึงเหยื่อรายอื่นๆ คือการฆาตกรรมที่ถูกลงมือผ่านการสะกดจิต แต่ปัญหาใหญ่คือในทางกฎหมาย หลักฐานที่จะเอาผิดหมอคอลลินนั้นเท่ากับ 0 ไม่มีอาวุธ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ สิ่งเดียวที่โรลลินส์พึ่งพาได้ในตอนนี้คือการหาพยานตัวเป็นๆ ที่รอดชีวิตจากการถูกควบคุม ซึ่งคนคนนั้นก็คือเจนน์ พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อกระชากหน้ากากปีศาจในคราบหมอคนนี้ให้ได้
ฮิปโนฯ ไม่ใช่แค่หลับแล้วตื่น
เพื่อให้เรื่องราวมีความสมจริง หนังได้สอดแทรกเกร็ดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปอย่างชาญฉลาด โดยอธิบายให้คนดูเข้าใจว่าฮิปโนเทอราปีหรือการบำบัดด้วยการสะกดจิตนั้นมีอยู่จริงและถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เช่น การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง หรือการใช้เพื่อลดทอนความเจ็บปวดทางกาย
แต่ในขณะเดียวกันดาบก็ย่อมมี 2 คม หากวิชานี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี มันก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฝังคำสั่งหลังการสะกดจิต หรือที่เรียกว่า post-hypnotic suggestion ลงไปในหัวของคนไข้ได้ หากคนไข้คนนั้นอยู่ในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอและเปิดประตูรับการชี้นำมากพอ มันก็เปรียบเสมือนการเปิดช่องโหว่ให้แฮ็กเกอร์สามารถเจาะระบบเข้าไปฝังโค้ดอันตรายในสมองส่วนลึก เพื่อรอวันที่จะกดปุ่มสั่งการทำงานตามที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้
ขุดอดีตดาร์กของหมอ
การสืบสวนของเจนน์และโรลลินส์เริ่มลงลึกไปถึงประวัติส่วนตัวของ ดร.คอลลิน จนนำไปสู่การค้นพบความจริงอันดำมืด พวกเขาพบว่าชื่อที่แท้จริงของหมอคนนี้คือ ริชาร์ด แม็คไกวร์ ในอดีตเขาเคยมีประวัติถูกฟ้องร้องในคดีพรากผู้เยาว์ เพื่อหลบหนีความผิด เขาจึงทำการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ย้ายข้ามรัฐมาสร้างตัวตนใหม่และเปิดคลินิกบำบัด
นอกจากนี้ เขายังเคยมีภรรยาชื่อ เอมี่ซึ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคหัวใจ ทว่าความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตายของเอมี่นั้นน่าขนลุกกว่ามาก เอมี่ทนพฤติกรรมความคลั่งรักแบบผิดปกติและความต้องการควบคุมทุกมิติในชีวิตของสามีไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจขอหย่าด้วยความโกรธและไม่อยากสูญเสีย เขาจึงใช้ศาสตร์การสะกดจิตสั่งการให้เธอนอนตายคาเตียงอย่างเลือดเย็น เป็นการปิดคดีที่แนบเนียนจนตำรวจจับไม่ได้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นปมฝังใจที่ทำให้เขามีเป้าหมายวิปริตในการ สร้างเอมี่คนใหม่ เขาเริ่มออกล่าเหยื่อที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีหน้าตาคล้ายคลึงกับอดีตภรรยา นำมาบำบัดและปั้นแต่งจิตใจให้กลายเป็นตุ๊กตาที่เชื่อฟังและสมบูรณ์แบบในแบบที่เขาต้องการ และหากเหยื่อคนไหนมีพฤติกรรมต่อต้านหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาวางไว้ เขาก็จะป้อนคำสั่งให้พวกเธอทำร้ายตัวเองหรือทำให้หัวใจวายตายไปให้พ้นทาง
รีโมตคนแบบเรียลไทม์
เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ หมอคอลลินเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเจนน์กำลังขุดคุ้ยเรื่องราวของเขาและเริ่มเอะใจถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น เขาจึงไม่รอช้า ตัดสินใจเปิดฉากใช้คำสั่งลับที่ฝังไว้ในหัวของเจนน์ต่อหน้าต่อตาในทันทีคำทริกเกอร์หลักที่เขาใช้ควบคุมเจนน์คือประโยคที่ว่า "Start the routine" ทันทีที่เสียงนี้กระทบโสตประสาท ดวงตาของเจนน์ก็เบิกโพลงแต่เลื่อนลอย สีหน้าไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนคำสั่ง ร่างกายของเธอขยับไปที่ห้องครัว หยิบมีดทำครัวเล่มคมกริบขึ้นมา

แล้วพุ่งตรงไปปักเข้าใส่นักสืบโรลลินส์โดยที่ดวงตาไม่กะพริบเลยแม้แต่น้อย โชคยังดีที่โรลลินส์มีสติและตั้งตัวทัน เขาเบี่ยงตัวหลบทำให้คมมีดเฉี่ยวไปเพียงเล็กน้อย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย โรลลินส์รีบตะโกนเสียงดังลั่นว่า "Jenn! Stop!" สาเหตุที่เขารู้คำสั่งยกเลิกนี้เป็นเพราะเขาเคยแอบขโมยเทปบันทึกเสียงการบำบัดของหมอมาฟังจนพบวิธีการแก้คำสั่ง เสียงตะโกนนั้นทำให้เจนน์ชะงักและได้สติกลับคืนมา ทั้ง 2 คนจึงต้องรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกจากอพาร์ตเมนต์กันอย่างทุลักทุเล
สงครามจิตในห้องบำบัด
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องมาถึงเมื่อเจนน์และโรลลินส์นำหมายค้นบุกเข้าไปที่คลินิกของหมอคอลลินในยามวิกาล แต่ระดับบอสของเรื่องย่อมไม่ยอมให้จับง่ายๆ หมอคอลลินวางแผนดักรอทั้ง 2 คนไว้อยู่แล้ว เขาเตรียมพร้อมทั้งการพ่นควันน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์กดประสาท ปรับแสงไฟให้สลัว และเปิดเพลงกล่อมที่มีจังหวะแบบ ASMR เข้าโจมตีทางโสตประสาท
ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกจัดฉากไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หมอคอลลินเริ่มพูดจาหว่านล้อมและกดจิตของเจนน์ให้ดำดิ่งลงสู่ภวังค์อีกครั้ง คราวนี้เขาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาดให้เธอยกปืนขึ้นมายิงตัวเอง เจนน์ในสภาพที่ไร้การควบคุมยกกระบอกปืนจ่อไปที่ตัวเอง ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่นิ้วจะเหนี่ยวไก เสียงข้อความเสียงจากแม่ในโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นพอดี เสียงที่มีความผูกพันทางอารมณ์อย่างแท้จริงนี้ทำหน้าที่เป็นตัวดึงสติของเจนน์ให้หลุดพ้นจากคำสั่งลวงตา เธอฝืนต้านทานคำสั่งในหัว หมุนกระบอกปืนกลับไปทางหมอคอลลินแทน การต่อสู้ยื้อแย่งอาวุธเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ท้ายที่สุดหมอคอลลินก็ถูกกระสุนปืนยิงล้มลง เป็นจังหวะเดียวกับที่ระบบล็อกดาวน์ของตึกทำงานและหน่วย SWAT บุกพังประตูเข้ามาพอดี ปิดฉากความวิปริตของจิตแพทย์อำมหิตลงได้ในที่สุด
ยังจะไว้ใจใครได้ไหม
หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นผ่านไป 6 สัปดาห์ ชีวิตของเจนน์ดูเหมือนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เธอเริ่มกลับมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง หนังพาเราไปดูฉากที่เธอนัดดื่มกาแฟกับโรลลินส์ เจนน์พูดคุยด้วยรอยยิ้มและยืนยันว่าตอนนี้เธอหายดีเป็นปกติแล้ว
แต่ผู้กำกับก็ไม่ยอมให้คนดูเดินออกจากเรื่องนี้ไปด้วยความสบายใจ หนังทิ้งทวนด้วยภาพที่เจนน์ได้ยินเสียงกริ่งจากประตูร้านกาแฟดัง "ติ๊ง!" ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เม็ดเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า แววตาเบิกโพลงราวกับกำลังถูกภาพความทรงจำอันเลวร้ายดึงกลับไปสู่ความหวาดกลัวอีกครั้ง นั่นแปลว่า แม้ต้นตอของคำสั่งอย่างหมอคอลลินจะตายไปแล้ว แต่บาดแผลทางใจและโปรแกรมคำสั่งที่ถูกฝังรากลึกในสมองอาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ หนังจงใจสร้างบรรยากาศหลอนลึกๆ เพื่อตอกย้ำว่า ความบอบช้ำทางจิตใจที่ถูกโปรแกรมไว้อย่างแยบยลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะลบออกไปได้ง่ายๆ
[CR] รีวิวหนัง Hypnotic สะกดตาย หนังปี 2021 เมื่อจิตแพทย์นักบำบัดกลายเป็นปีศาจควบคุมจิตใจคน
เรื่องราวความระทึกขวัญแนวจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้น นี่คือการพาไปเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง HYPNOTIC หนังปี 2021 ที่จะทำให้คุณต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วเราเป็นเจ้าของความคิดและร่างกายของเราแบบ 100% จริงหรือเปล่า บทความนี้จะพาดำดิ่งไปกับทุกฉากทุกตอนแบบละเอียดราวกับนั่งดูอยู่ข้างกัน ใครที่พร้อมจะรับรู้ความลับของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ตามมาดูการเดินทางของจิตใจที่ถูกปั่นหัวกันได้เลย
การบำบัดที่ไม่น่ามีอะไร
ภาพยนตร์เปิดเรื่องมาด้วยบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างประหลาด เราได้เห็นผู้หญิง 1 คนกำลังนั่งพูดคุยกับจิตแพทย์ในห้องบำบัดที่ตกแต่งมาอย่างดีเยี่ยม แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัวสบายตา กลิ่นน้ำมันหอมระเหยลอยอบอวลไปทั่วบวกกับดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในสปาหรูหรา จิตแพทย์หนุ่มคนนี้คือ ดร.คอลลิน มีด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยการสะกดจิต หรือ ฮิปโนเทอราปี รูปลักษณ์ที่ดูดีบวกกับความสุภาพและน้ำเสียงที่นุ่มนวลชวนฝัน ทำให้ความน่าไว้ใจของเขาพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 100%
แต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะเพียง 5 นาทีถัดมา ผู้หญิงคนดังกล่าวได้เดินออกจากคลินิกไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงเพลงเทศกาลคริสต์มาสที่เปิดคลอไปทั่วบริเวณ เธอหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงศูนย์อาหาร ก่อนจะร่วงผล็อยลงไปชักตาตั้งและเสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ทิ้งให้คนดูเกิดความงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทว่าหนังก็เริ่มบอกใบ้อย่างแยบยลว่า ความตายที่ดูเหมือนอาการป่วยกะทันหันนี้ แท้จริงแล้วคือผลลัพธ์จากคำสั่งลับที่ถูกฝังลึกไว้ในหัวของเธอระหว่างการบำบัดนั่นเอง
เจนน์ที่ชีวิตติดหล่ม
เมื่อความตายปริศนาผ่านพ้นไป หนังตัดภาพมาทำความรู้จักกับ เจนน์ ทอมป์สัน หญิงสาวโปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ที่กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิตอย่างหนักหน่วง เธอเพิ่งผ่านการอกหักมาติดๆ หน้าที่การงานก็ย่ำอยู่กับที่ไม่มีอะไรคืบหน้า สภาพจิตใจของเธอเรียกได้ว่าติดลบจนน่าเป็นห่วง โชคดีที่เธอมีเพื่อนสนิทชื่อจีน่า ซึ่งทนเห็นสภาพอันทรุดโทรมของเพื่อนไม่ไหว จีน่าจึงตัดสินใจลากเจนน์มาพบกับ ดร.คอลลิน โดยให้เหตุผลว่าการทำฮิปโนบำบัดช่วยให้ชีวิตของเธอดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจนน์มีท่าทีลังเลในตอนแรก แต่ด้วยความที่อยากหลุดพ้นจากความเศร้า เธอจึงตัดสินใจลองดูสักตั้ง
ในการพบกันครั้งที่ 1 เจนน์เริ่มต้นด้วยการพูดคุยปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป ดร.คอลลินใช้เทคนิคทางจิตวิทยาอย่างแนบเนียน เขาพูดด้วยจังหวะที่ช้าลง กดเสียงให้ต่ำและทุ้มลึก ผสมผสานกับการให้เธอมองไปยังจุดโฟกัสจุดเดียวเพื่อดึงดูดความสนใจ การกล่อมเกลาเป็นไปอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว ไม่ถึง 1 นาที ดวงตาของเจนน์ก็ปรือปิดลงเข้าสู่ภวังค์ หนังใช้เทคนิคการตัดต่อที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเจนน์ คือจู่ๆ เธอก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกงุนงงพร้อมกับคำถามในใจว่าตัวเธอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน แต่สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกสดชื่นโล่งสบายอย่างประหลาด ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เจนน์เริ่มเชื่อมั่นในฝีมือของหมอคนนี้
ทริกเกอร์คำสั่ง
หลังจากผ่านการบำบัดไป ชีวิตของเจนน์ดูเหมือนจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเธอ เธอเริ่มมีอาการวูบหลับกลางทางโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามมาด้วยอาการหัวใจเต้นแรงผิดปกติยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเมื่อเธอได้ยินเพลงบางเพลงเธอจะเกิดความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังถือรีโมตคอยกดปุ่มเล่นหรือหยุดชะงักชีวิตของเธอได้ตามใจชอบ
ความน่ากลัวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเจนน์พบว่าตัวเองเผลอโทรศัพท์ไปหาแฟนเก่าโดยที่เธอไม่รู้ตัวและไม่มีความทรงจำในส่วนนั้นเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอสาบานกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีวันกลับไปคุยกับผู้ชายคนนี้อีก แต่จุดแตกหักที่ทำให้เธอรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ปกติแน่ ๆ คือเหตุการณ์ที่จีน่าเพื่อนรักผู้แนะนำให้เธอรู้จักกับหมอคอลลิน เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันและล้มลงเสียชีวิตคาตาสตาร์บัคส์ต่อหน้าต่อตาเจนน์ เธอกลายเป็นศพเบอร์ 2 ของเรื่อง ฉากนี้หนังจงใจใช้จังหวะตกใจเล็กน้อยผสมกับความสะเทือนใจอย่างหนัก เพื่อตอกย้ำให้คนดูและตัวเจนน์เองปักใจเชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป
ตำรวจที่มีแค้นส่วนตัว
เมื่อมีคนตายตำรวจก็ต้องเข้ามาสืบสวน ในกระบวนการนี้เองที่เจนน์ได้พบกับนายตำรวจชื่อ เวด โรลลินส์ เธอสังเกตเห็นว่าตำรวจหนุ่มคนนี้ให้ความสนใจกับคดีการตายของจีน่ามากจนผิดปกติ ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผยว่า ภรรยาของโรลลินส์ก็เคยเป็น 1 ในคนไข้ของ ดร.คอลลิน เช่นเดียวกัน และเธอก็ต้องจบชีวิตลงด้วยภาวะช็อกจากอาการแพ้อาหารอย่างเฉียบพลัน ทั้งที่ประวัติการรักษาที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีอาการแพ้อะไรเลยแม้แต่น้อย
โรลลินส์มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าการตายของภรรยาเขา รวมถึงเหยื่อรายอื่นๆ คือการฆาตกรรมที่ถูกลงมือผ่านการสะกดจิต แต่ปัญหาใหญ่คือในทางกฎหมาย หลักฐานที่จะเอาผิดหมอคอลลินนั้นเท่ากับ 0 ไม่มีอาวุธ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ สิ่งเดียวที่โรลลินส์พึ่งพาได้ในตอนนี้คือการหาพยานตัวเป็นๆ ที่รอดชีวิตจากการถูกควบคุม ซึ่งคนคนนั้นก็คือเจนน์ พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อกระชากหน้ากากปีศาจในคราบหมอคนนี้ให้ได้
ฮิปโนฯ ไม่ใช่แค่หลับแล้วตื่น
เพื่อให้เรื่องราวมีความสมจริง หนังได้สอดแทรกเกร็ดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปอย่างชาญฉลาด โดยอธิบายให้คนดูเข้าใจว่าฮิปโนเทอราปีหรือการบำบัดด้วยการสะกดจิตนั้นมีอยู่จริงและถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เช่น การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง หรือการใช้เพื่อลดทอนความเจ็บปวดทางกาย
แต่ในขณะเดียวกันดาบก็ย่อมมี 2 คม หากวิชานี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี มันก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฝังคำสั่งหลังการสะกดจิต หรือที่เรียกว่า post-hypnotic suggestion ลงไปในหัวของคนไข้ได้ หากคนไข้คนนั้นอยู่ในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอและเปิดประตูรับการชี้นำมากพอ มันก็เปรียบเสมือนการเปิดช่องโหว่ให้แฮ็กเกอร์สามารถเจาะระบบเข้าไปฝังโค้ดอันตรายในสมองส่วนลึก เพื่อรอวันที่จะกดปุ่มสั่งการทำงานตามที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้
ขุดอดีตดาร์กของหมอ
การสืบสวนของเจนน์และโรลลินส์เริ่มลงลึกไปถึงประวัติส่วนตัวของ ดร.คอลลิน จนนำไปสู่การค้นพบความจริงอันดำมืด พวกเขาพบว่าชื่อที่แท้จริงของหมอคนนี้คือ ริชาร์ด แม็คไกวร์ ในอดีตเขาเคยมีประวัติถูกฟ้องร้องในคดีพรากผู้เยาว์ เพื่อหลบหนีความผิด เขาจึงทำการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ย้ายข้ามรัฐมาสร้างตัวตนใหม่และเปิดคลินิกบำบัด
นอกจากนี้ เขายังเคยมีภรรยาชื่อ เอมี่ซึ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคหัวใจ ทว่าความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตายของเอมี่นั้นน่าขนลุกกว่ามาก เอมี่ทนพฤติกรรมความคลั่งรักแบบผิดปกติและความต้องการควบคุมทุกมิติในชีวิตของสามีไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจขอหย่าด้วยความโกรธและไม่อยากสูญเสีย เขาจึงใช้ศาสตร์การสะกดจิตสั่งการให้เธอนอนตายคาเตียงอย่างเลือดเย็น เป็นการปิดคดีที่แนบเนียนจนตำรวจจับไม่ได้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นปมฝังใจที่ทำให้เขามีเป้าหมายวิปริตในการ สร้างเอมี่คนใหม่ เขาเริ่มออกล่าเหยื่อที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีหน้าตาคล้ายคลึงกับอดีตภรรยา นำมาบำบัดและปั้นแต่งจิตใจให้กลายเป็นตุ๊กตาที่เชื่อฟังและสมบูรณ์แบบในแบบที่เขาต้องการ และหากเหยื่อคนไหนมีพฤติกรรมต่อต้านหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาวางไว้ เขาก็จะป้อนคำสั่งให้พวกเธอทำร้ายตัวเองหรือทำให้หัวใจวายตายไปให้พ้นทาง
รีโมตคนแบบเรียลไทม์
เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ หมอคอลลินเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเจนน์กำลังขุดคุ้ยเรื่องราวของเขาและเริ่มเอะใจถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น เขาจึงไม่รอช้า ตัดสินใจเปิดฉากใช้คำสั่งลับที่ฝังไว้ในหัวของเจนน์ต่อหน้าต่อตาในทันทีคำทริกเกอร์หลักที่เขาใช้ควบคุมเจนน์คือประโยคที่ว่า "Start the routine" ทันทีที่เสียงนี้กระทบโสตประสาท ดวงตาของเจนน์ก็เบิกโพลงแต่เลื่อนลอย สีหน้าไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนคำสั่ง ร่างกายของเธอขยับไปที่ห้องครัว หยิบมีดทำครัวเล่มคมกริบขึ้นมา
แล้วพุ่งตรงไปปักเข้าใส่นักสืบโรลลินส์โดยที่ดวงตาไม่กะพริบเลยแม้แต่น้อย โชคยังดีที่โรลลินส์มีสติและตั้งตัวทัน เขาเบี่ยงตัวหลบทำให้คมมีดเฉี่ยวไปเพียงเล็กน้อย ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย โรลลินส์รีบตะโกนเสียงดังลั่นว่า "Jenn! Stop!" สาเหตุที่เขารู้คำสั่งยกเลิกนี้เป็นเพราะเขาเคยแอบขโมยเทปบันทึกเสียงการบำบัดของหมอมาฟังจนพบวิธีการแก้คำสั่ง เสียงตะโกนนั้นทำให้เจนน์ชะงักและได้สติกลับคืนมา ทั้ง 2 คนจึงต้องรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกจากอพาร์ตเมนต์กันอย่างทุลักทุเล
สงครามจิตในห้องบำบัด
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องมาถึงเมื่อเจนน์และโรลลินส์นำหมายค้นบุกเข้าไปที่คลินิกของหมอคอลลินในยามวิกาล แต่ระดับบอสของเรื่องย่อมไม่ยอมให้จับง่ายๆ หมอคอลลินวางแผนดักรอทั้ง 2 คนไว้อยู่แล้ว เขาเตรียมพร้อมทั้งการพ่นควันน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์กดประสาท ปรับแสงไฟให้สลัว และเปิดเพลงกล่อมที่มีจังหวะแบบ ASMR เข้าโจมตีทางโสตประสาท
ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกจัดฉากไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หมอคอลลินเริ่มพูดจาหว่านล้อมและกดจิตของเจนน์ให้ดำดิ่งลงสู่ภวังค์อีกครั้ง คราวนี้เขาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาดให้เธอยกปืนขึ้นมายิงตัวเอง เจนน์ในสภาพที่ไร้การควบคุมยกกระบอกปืนจ่อไปที่ตัวเอง ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่นิ้วจะเหนี่ยวไก เสียงข้อความเสียงจากแม่ในโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นพอดี เสียงที่มีความผูกพันทางอารมณ์อย่างแท้จริงนี้ทำหน้าที่เป็นตัวดึงสติของเจนน์ให้หลุดพ้นจากคำสั่งลวงตา เธอฝืนต้านทานคำสั่งในหัว หมุนกระบอกปืนกลับไปทางหมอคอลลินแทน การต่อสู้ยื้อแย่งอาวุธเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ท้ายที่สุดหมอคอลลินก็ถูกกระสุนปืนยิงล้มลง เป็นจังหวะเดียวกับที่ระบบล็อกดาวน์ของตึกทำงานและหน่วย SWAT บุกพังประตูเข้ามาพอดี ปิดฉากความวิปริตของจิตแพทย์อำมหิตลงได้ในที่สุด
ยังจะไว้ใจใครได้ไหม
หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นผ่านไป 6 สัปดาห์ ชีวิตของเจนน์ดูเหมือนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เธอเริ่มกลับมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง หนังพาเราไปดูฉากที่เธอนัดดื่มกาแฟกับโรลลินส์ เจนน์พูดคุยด้วยรอยยิ้มและยืนยันว่าตอนนี้เธอหายดีเป็นปกติแล้ว
แต่ผู้กำกับก็ไม่ยอมให้คนดูเดินออกจากเรื่องนี้ไปด้วยความสบายใจ หนังทิ้งทวนด้วยภาพที่เจนน์ได้ยินเสียงกริ่งจากประตูร้านกาแฟดัง "ติ๊ง!" ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เม็ดเหงื่อผุดซึมเต็มใบหน้า แววตาเบิกโพลงราวกับกำลังถูกภาพความทรงจำอันเลวร้ายดึงกลับไปสู่ความหวาดกลัวอีกครั้ง นั่นแปลว่า แม้ต้นตอของคำสั่งอย่างหมอคอลลินจะตายไปแล้ว แต่บาดแผลทางใจและโปรแกรมคำสั่งที่ถูกฝังรากลึกในสมองอาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ หนังจงใจสร้างบรรยากาศหลอนลึกๆ เพื่อตอกย้ำว่า ความบอบช้ำทางจิตใจที่ถูกโปรแกรมไว้อย่างแยบยลนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะลบออกไปได้ง่ายๆ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้