“บ้านที่ไม่เคยมีคนตาย”
เมืองสาวัตถี ในแคว้นโกศล
แดดบ่ายส่องลงบนถนนดินเงียบงัน
หญิงสาวคนหนึ่ง อุ้มร่างลูกน้อยแนบอก
ดวงตาเธอแดงช้ำ
ริมฝีปากแห้งผากจากการร้องไห้
ลูกของเธอ…แน่นิ่ง
ไม่มีลมหายใจแล้ว
แต่สำหรับหัวใจแม่
ความจริงนั้นยังไม่อาจยอมรับ
เธอเดินเคาะประตูทุกบ้าน
ถามหายารักษา
ถามหาคนที่ช่วยคืนชีวิต
ผู้คนพากันส่ายหน้า
บางคนมองด้วยความสงสาร
บางคนหลบตา เพราะเคยผ่านความเจ็บแบบเดียวกัน
มีผู้แนะนำเธอให้ไปหา
พระพุทธเจ้า
ผู้ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร
เธอรีบไปทันที
ยังอุ้มลูกไว้ไม่ยอมวาง
พระพุทธองค์ทอดพระเนตรด้วยความเมตตา
ไม่ตรัสห้าม
ไม่ตรัสปฏิเสธ
แต่ตรัสอย่างอ่อนโยนว่า
“ถ้าอยากได้ยา
จงไปนำเมล็ดผักกาดมา
จากบ้านที่ไม่เคยมีใครตายเลย”
คำสอนนั้น ไม่ใช่การปฏิเสธ
แต่เป็นหนทางให้เธอเห็นความจริงด้วยตนเอง
เธอออกเดินอีกครั้ง
บ้านแรก…
เจ้าของบ้านบอกว่า เพิ่งเสียพ่อไป
บ้านถัดมา…
เพิ่งเสียภรรยา
บ้านต่อไป…
เพิ่งเสียลูก
เธอเดินไปทั้งเมือง
แต่ไม่มีบ้านใด
ที่ไม่เคยมีความตายมาเยือน
ยามอาทิตย์ลับฟ้า
หัวใจที่เคยปฏิเสธความจริง
เริ่มอ่อนลง
เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอีก
เพราะเธอเห็นแล้วว่า
ความตาย
ไม่ได้เลือกเฉพาะเธอ
มันเป็นธรรมดาของโลก
เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกพ้น
เธอกลับมาหาพระพุทธองค์
วางร่างลูกลง
ด้วยใจที่เริ่มสงบ
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ผู้ใดมีบุตร ย่อมมีความโศก
ผู้ใดมีความยึดถือ ย่อมมีความทุกข์”
ในคืนนั้น
กีสาโคตมีไม่ได้ลูกคืน
แต่เธอได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
เธอได้ปัญญา
เห็นความจริงของ อนิจจัง
และภายหลัง
เธอบวชเป็นภิกษุณี
ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมขั้นสูง
( แก่นธรรมตามหลักจริงในพุทธกาล )
1. พระพุทธเจ้าไม่ได้ “รักษาศพ”
แต่รักษา “ความหลงยึด”
2. ไม่ได้สอนด้วยคำอธิบายยาว
แต่ให้เธอเห็นสัจธรรมด้วยตนเอง
3. ความตายไม่ใช่โทษของใคร
แต่เป็นธรรมชาติของสังขาร
หญิงลูกตาย เดินไปให้พระพุทธเจ้า ช่วยชีวิต
เมืองสาวัตถี ในแคว้นโกศล
แดดบ่ายส่องลงบนถนนดินเงียบงัน
หญิงสาวคนหนึ่ง อุ้มร่างลูกน้อยแนบอก
ดวงตาเธอแดงช้ำ
ริมฝีปากแห้งผากจากการร้องไห้
ลูกของเธอ…แน่นิ่ง
ไม่มีลมหายใจแล้ว
แต่สำหรับหัวใจแม่
ความจริงนั้นยังไม่อาจยอมรับ
เธอเดินเคาะประตูทุกบ้าน
ถามหายารักษา
ถามหาคนที่ช่วยคืนชีวิต
ผู้คนพากันส่ายหน้า
บางคนมองด้วยความสงสาร
บางคนหลบตา เพราะเคยผ่านความเจ็บแบบเดียวกัน
มีผู้แนะนำเธอให้ไปหา
พระพุทธเจ้า
ผู้ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร
เธอรีบไปทันที
ยังอุ้มลูกไว้ไม่ยอมวาง
พระพุทธองค์ทอดพระเนตรด้วยความเมตตา
ไม่ตรัสห้าม
ไม่ตรัสปฏิเสธ
แต่ตรัสอย่างอ่อนโยนว่า
“ถ้าอยากได้ยา
จงไปนำเมล็ดผักกาดมา
จากบ้านที่ไม่เคยมีใครตายเลย”
คำสอนนั้น ไม่ใช่การปฏิเสธ
แต่เป็นหนทางให้เธอเห็นความจริงด้วยตนเอง
เธอออกเดินอีกครั้ง
บ้านแรก…
เจ้าของบ้านบอกว่า เพิ่งเสียพ่อไป
บ้านถัดมา…
เพิ่งเสียภรรยา
บ้านต่อไป…
เพิ่งเสียลูก
เธอเดินไปทั้งเมือง
แต่ไม่มีบ้านใด
ที่ไม่เคยมีความตายมาเยือน
ยามอาทิตย์ลับฟ้า
หัวใจที่เคยปฏิเสธความจริง
เริ่มอ่อนลง
เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอีก
เพราะเธอเห็นแล้วว่า
ความตาย
ไม่ได้เลือกเฉพาะเธอ
มันเป็นธรรมดาของโลก
เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกพ้น
เธอกลับมาหาพระพุทธองค์
วางร่างลูกลง
ด้วยใจที่เริ่มสงบ
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ผู้ใดมีบุตร ย่อมมีความโศก
ผู้ใดมีความยึดถือ ย่อมมีความทุกข์”
ในคืนนั้น
กีสาโคตมีไม่ได้ลูกคืน
แต่เธอได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
เธอได้ปัญญา
เห็นความจริงของ อนิจจัง
และภายหลัง
เธอบวชเป็นภิกษุณี
ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมขั้นสูง
( แก่นธรรมตามหลักจริงในพุทธกาล )
1. พระพุทธเจ้าไม่ได้ “รักษาศพ”
แต่รักษา “ความหลงยึด”
2. ไม่ได้สอนด้วยคำอธิบายยาว
แต่ให้เธอเห็นสัจธรรมด้วยตนเอง
3. ความตายไม่ใช่โทษของใคร
แต่เป็นธรรมชาติของสังขาร