หนังสือเล่มดังที่ทุกคนน่าจะเคยเห็น เเต่ไม่เคยได้อ่าน
ตอนเเรกผมสงสัยว่าทำไมนะ ทำไมมันถึงดังขนาดนี้จนผ่านตาคนไม่ที่ไม่สนใจมันได้
Podcast ของ mission to the moon สรุปสาระสำคัญไม่ได้ดีมาก ผมจับประเด็นได้ 3 ข้อที่ชอบมากๆ
สำหรับคุณ คุณคิดว่าอะไรคือหลักสำคัญในการเปลี่ยนความคิดครับ?
ประเด็นเเรก คือ 2 อย่างที่เราควรระวังมากๆในการปรับความคิดคือ
1.อคติ
2.การเหมารวม
เพราะ 2 อย่างนี้ทำหน้าที่เหมือนเเม่กุญเเจที่กำลังล็อคประตูเเห่งความรู้ คิดไปคิดมาดูเหมือนมันเป็นญาติห่างๆของ "อัตตาเเละอีโก้" เลยนะครับ
ประเด็นที่สอง ทีนี้เราจะหากุญเเจที่จะไขได้ยังไง? พี่เเท็ปเล่าว่า เราควรสวมหมวกที่ชื่อว่า "หมวกนักวิทย์" ตัวอย่างเช่น ถ้าเราคิดว่า A = B เราทุกคนควรมีต่อมเอ๊ะ ว่า A นั้นเท่ากับ B จริงๆรึป่าว? ตั้งข้อสงสัยกับความเชื่อของตัวเอง หรือ การยึดติดต่างๆเพื่อเปิดรับความคิดใหม่ๆ
ประเด็นที่สาม นั่นอาจหมายถึงว่า ทุกๆครั้งที่เราต้องโต้เถียงกับใคร ให้จำลองเป็นตัวคนๆนั้นเเละตกอยู่ในสถานการณ์เเบบนั้น เรายังจะตัดสินใจเเบบเดียวกับเค้ามั้ย หากเราลองคิดมุมกลับปรับมุมมอง เดินเล่นในสนามของความย้อนเเย้ง เราอาจพบว่า " อีโก้ " ของตัวเราค่อยๆหายไป
ลองคิดว่าการคุยกันทุกครั้งของการประชุม ไม่ใช่การทะเลาะกัน " เเต่เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการทำให้งานดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อความต้องการส่วนตัว "
นิทานเซนกล่าวไว้ว่า
มีนักบวชนั่งคุยกับนักวิชาการ ขณะคุยท่านเทชาลงไปในถ้วยเรื่อยๆจนล้นออกมา นักวิชาการพูดขึ้นว่า ท่านเทชาจนล้นถ้วยหมดเเล้ว นักบวชตอบ คุณเหมือนชาถ้วยนี้ที่เต็ทเเล้ว มีเเต่ความคิดเเละความรู้อยู่มากมาย จนไม่มีที่พอให้สิ่งใหม่ไหลเข้ามา
บางครั้งเราทุกคนเป็นนักวิชาการ
ลองถอยออกมาก้าวนึง
ลองหายใจยาวๆสักครั้งก่อนตัดสินใจ
ลองไม่ยึดติด เเละ ตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เราคิด
เคยพลาดทำอเไรไม่คิดมั้ย ถ้าเคยงั้นหยุด!
หนังสือเล่มดังที่ทุกคนน่าจะเคยเห็น เเต่ไม่เคยได้อ่าน
ตอนเเรกผมสงสัยว่าทำไมนะ ทำไมมันถึงดังขนาดนี้จนผ่านตาคนไม่ที่ไม่สนใจมันได้
Podcast ของ mission to the moon สรุปสาระสำคัญไม่ได้ดีมาก ผมจับประเด็นได้ 3 ข้อที่ชอบมากๆ
สำหรับคุณ คุณคิดว่าอะไรคือหลักสำคัญในการเปลี่ยนความคิดครับ?
ประเด็นเเรก คือ 2 อย่างที่เราควรระวังมากๆในการปรับความคิดคือ
1.อคติ
2.การเหมารวม
เพราะ 2 อย่างนี้ทำหน้าที่เหมือนเเม่กุญเเจที่กำลังล็อคประตูเเห่งความรู้ คิดไปคิดมาดูเหมือนมันเป็นญาติห่างๆของ "อัตตาเเละอีโก้" เลยนะครับ
ประเด็นที่สอง ทีนี้เราจะหากุญเเจที่จะไขได้ยังไง? พี่เเท็ปเล่าว่า เราควรสวมหมวกที่ชื่อว่า "หมวกนักวิทย์" ตัวอย่างเช่น ถ้าเราคิดว่า A = B เราทุกคนควรมีต่อมเอ๊ะ ว่า A นั้นเท่ากับ B จริงๆรึป่าว? ตั้งข้อสงสัยกับความเชื่อของตัวเอง หรือ การยึดติดต่างๆเพื่อเปิดรับความคิดใหม่ๆ
ประเด็นที่สาม นั่นอาจหมายถึงว่า ทุกๆครั้งที่เราต้องโต้เถียงกับใคร ให้จำลองเป็นตัวคนๆนั้นเเละตกอยู่ในสถานการณ์เเบบนั้น เรายังจะตัดสินใจเเบบเดียวกับเค้ามั้ย หากเราลองคิดมุมกลับปรับมุมมอง เดินเล่นในสนามของความย้อนเเย้ง เราอาจพบว่า " อีโก้ " ของตัวเราค่อยๆหายไป
ลองคิดว่าการคุยกันทุกครั้งของการประชุม ไม่ใช่การทะเลาะกัน " เเต่เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการทำให้งานดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อความต้องการส่วนตัว "
นิทานเซนกล่าวไว้ว่า
มีนักบวชนั่งคุยกับนักวิชาการ ขณะคุยท่านเทชาลงไปในถ้วยเรื่อยๆจนล้นออกมา นักวิชาการพูดขึ้นว่า ท่านเทชาจนล้นถ้วยหมดเเล้ว นักบวชตอบ คุณเหมือนชาถ้วยนี้ที่เต็ทเเล้ว มีเเต่ความคิดเเละความรู้อยู่มากมาย จนไม่มีที่พอให้สิ่งใหม่ไหลเข้ามา
บางครั้งเราทุกคนเป็นนักวิชาการ
ลองถอยออกมาก้าวนึง
ลองหายใจยาวๆสักครั้งก่อนตัดสินใจ
ลองไม่ยึดติด เเละ ตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เราคิด