
- ดูจบ ทำไมถึงจ่า Caption ไปทั้งอย่างนั้น ? ก็ดูแต่ละ “ตัว” ที่ไม่ได้หมายถึง “สัตว์” ทำกับพระเอกแต่ละอย่างสิจะไม่ให้เอ่ยได้ยังไง ? ในเมื่อคนใกล้ตัวอย่างพ่อและพี่ชายเป็นคนส่งมอบความรุนแรงให้เองกับมือเลยไม่แปลกใจให้เสียเวลาว่าทำไมพระเอกถึงก้าวเข้าสู่โลกของอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายจากเสียงปืนและอำนาจของเหล่าผู้มีอิทธิพล ทั้งที่อาจจะมีโอกาสไปสู่เส้นทางอื่นที่โสภากว่านี้ในขณะได้รับโอกาสมาเป็นนางโชว์ในคาบาเร่ต์แห่งหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันสามารถถูกชักจูงเข้าสู่วงการใต้ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่ายังไงจะต้องเจอ ในเมื่อยังถูกสังคมมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แม้มี น้อนหมา เป็นสิ่งเดียวที่คอยช่วยเยียวยาจิตใจก็ไม่สามารถชำระบาดแผลที่ติดตัวมาทั้งหมดว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายแค่ไหน ? ที่ทำให้กูมีสภาพเป็นแบบนี้

- ตลอดเวลาที่ดูไปถึง 1 ชั่วโมง 55 นาทีสังเกตุได้ว่าตัวหนังจะเล่าในมุมของพระเอกแบบย้อนความหลังต่อหน้าทนายสาวที่เพิ่งรับงานเป็นทนายให้ตัวเขาอภิปรายความในใจในซังเตกลางดึกไปไกลถึงช่วงวัยเด็กไล่มาจนถึงปัจจุบันอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่เข้าใจสะดวกอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ? แม้ระหว่างทางรับทราบความเอื่อยที่เข้ามาปกคลุมตามสไตล์การเล่าของหนังยุโรปจนอีกใจเผลอเอ๊ะขึ้นมาว่า นี่มันผลงานกำกับของ Luc Besson เชียวนะเว้ย ทำไมรอบนี้ดูไม่ตื่นเต้นตระการตาเหมือนเรื่องที่ผ่านมาอย่างเช่น Fifth Elements (1997) หรือ Lucy (2014) เลยวะ ? ถึงกระนั้นไม่ได้ไปเสียใจกับความมโนก่อนดูในเมื่อนึกดูอีกทีพบว่าแต่ละเรื่องที่กำกับอย่างเช่น Joan of Arc (1999) ก็ดี , The Lady (2011) ก็ดี หรือ The Family (2013) เป็นต้น มีความหลากหลายในแนวทางและวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้จมปลักว่าจะต้องกำกับแต่แนวนี้เสมอไป

- แถมคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากรวมถึงเรื่องนี้ที่มองว่ามีกลิ่นอายของหนังเรื่อง Leon : The Professional (1994) ลอยอยู่หน่อยตรงที่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านความเป็น Coming of Age บนคราบความเป็น Action Crime ในเชิง Psychological Drama ได้อย่างเรียบง่ายและประณีตในงานออกแบบแต่ละชุดที่ใช้ในการแสดงโชว์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคน ๆ หนึ่งที่ถูกกระทำจากคนใกล้ตัวอย่างทารุณแล้วทิ้งให้อยู่กับน้อนหมาแบบไร้เยื่อใยในกรงจนเป็นความผูกพันในเวลาต่อมาที่มีความหมายมากกว่าเป็นแค่สัตว์เลี้ยง ระหว่างดูจึงเป็นห่วงเวลาที่เห็นน้อน ๆ ออกมาเดินเพ่นพ่านขึ้นว่าจะเป็นอะไรไปมั้ย ? ในเมื่อสภาพที่เป็นอยู่ยังมีผู้อิทธิพลในคราบมาเฟียกระทั่งคนในเครื่องแบบทำตัวกร่างอย่างหน้าระรื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายว่ามีกี่ข้อที่ละเมิด

- ช่วงกลางเรื่องเกิดอาการวูบนิด ๆ จนละสายตาไปทำอย่างอื่นเพื่อไม่ให้ตนเองหลับไปจนกลับมาดูอีกทีรู้สึกว่า Timeline ของหนังที่กำลังสาละวนอยู่แต่ตัวพระเอกเป็นหลักก้าวไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัดจนรู้สึกได้ว่าว่ากูตกสำรวจ Details ก่อนหน้านี้ในช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ? ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตต่อการเรียบเรียงที่ต้องมาใส่ใจในเมื่อที่พรรณนามาถูกบอกเล่าจากปากของพระเอกเป็นหลักว่ากูเติบโตมายังไง ? โดยมีบรรดาน้อนหมาอยู่เคียงข้างกายจนอบอุ่นหัวใจเกินไปมั้ยดูว่าถ้าไม่สู้ไม่ดิ้นรนกูจะมีวันนี้ได้มั้ย ? ซึ่งการแสดงของ Caleb Laundry Jones ที่รู้จักอยู่คนเดียวแบกภาระอันหนักหน่วงผ่านการแสดงแต่ละโหมดไม่ว่าจะ Drama หรือ Scene Action ที่รอคอยกำลังมาเยือนได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค์มาเฟียและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมจนกูที่ใช้ชีวิต 2 หน้าอย่างหลบซ่อนกลับยิ่งลำบากขึ้นไปอีก

- พอทุกสิ่งที่นำเสนอค่อย ๆ ประกบรวมกันจนถึงบางอ้อว่าเป็นอย่างนี้ ? ทำให้ช่วงเวลาก่อนจากจึงขับเคลื่อนไปด้วยความเดือดที่รอคอยมาแต่ต้นจนบัดนี้ผ่านบรรยากาศที่มืดทืบจนหวาดเสียวไม่ต่างกะหนังสยองขวัญ ถึงไม่สาแก่ใจในความรุนแรงที่ส่งมาแต่ยังสามารถลากหัวคม ๆ ให้ตื่นเต้นถึงวิธีการจัดการของพระเอกอย่างเน้น ๆ พอไหลไปเรื่อยจนถึงบทสรุปที่นึกถึงเรื่อง White God (2014) ในแบบ Musical ทำให้ผมตระหนักกับคำที่จ่าหัวไปอีกทีว่า ถ้าคบกับคนมันเหนื่อย มาลองเลี้ยงสัตว์ดีกว่ามั้ย ? ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นล้วนมาจากฝีมือของมนุษย์ แม้พูดไม่ได้แต่อย่างน้อยความรักที่มีให้ส่งต่อด้วยความซื่อสัตย์และดูจริงใจกว่าคนที่มีความคิดซับซ้อนเกินเดาทางและรับมือลำบากว่าวันนี้จะมาอารมณ์ไหน ? แถมไม่แปลกเลยที่ทำไมยุคนี้คนถึงอยากเป็นทาสของเจ้านาย

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.187 Dogman (2023) : มีเพื่อนเป็น “หมา” ดีกว่า มีเพื่อน “หมา หมา”
- ดูจบ ทำไมถึงจ่า Caption ไปทั้งอย่างนั้น ? ก็ดูแต่ละ “ตัว” ที่ไม่ได้หมายถึง “สัตว์” ทำกับพระเอกแต่ละอย่างสิจะไม่ให้เอ่ยได้ยังไง ? ในเมื่อคนใกล้ตัวอย่างพ่อและพี่ชายเป็นคนส่งมอบความรุนแรงให้เองกับมือเลยไม่แปลกใจให้เสียเวลาว่าทำไมพระเอกถึงก้าวเข้าสู่โลกของอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายจากเสียงปืนและอำนาจของเหล่าผู้มีอิทธิพล ทั้งที่อาจจะมีโอกาสไปสู่เส้นทางอื่นที่โสภากว่านี้ในขณะได้รับโอกาสมาเป็นนางโชว์ในคาบาเร่ต์แห่งหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันสามารถถูกชักจูงเข้าสู่วงการใต้ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่ายังไงจะต้องเจอ ในเมื่อยังถูกสังคมมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แม้มี น้อนหมา เป็นสิ่งเดียวที่คอยช่วยเยียวยาจิตใจก็ไม่สามารถชำระบาดแผลที่ติดตัวมาทั้งหมดว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายแค่ไหน ? ที่ทำให้กูมีสภาพเป็นแบบนี้
- ตลอดเวลาที่ดูไปถึง 1 ชั่วโมง 55 นาทีสังเกตุได้ว่าตัวหนังจะเล่าในมุมของพระเอกแบบย้อนความหลังต่อหน้าทนายสาวที่เพิ่งรับงานเป็นทนายให้ตัวเขาอภิปรายความในใจในซังเตกลางดึกไปไกลถึงช่วงวัยเด็กไล่มาจนถึงปัจจุบันอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่เข้าใจสะดวกอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ? แม้ระหว่างทางรับทราบความเอื่อยที่เข้ามาปกคลุมตามสไตล์การเล่าของหนังยุโรปจนอีกใจเผลอเอ๊ะขึ้นมาว่า นี่มันผลงานกำกับของ Luc Besson เชียวนะเว้ย ทำไมรอบนี้ดูไม่ตื่นเต้นตระการตาเหมือนเรื่องที่ผ่านมาอย่างเช่น Fifth Elements (1997) หรือ Lucy (2014) เลยวะ ? ถึงกระนั้นไม่ได้ไปเสียใจกับความมโนก่อนดูในเมื่อนึกดูอีกทีพบว่าแต่ละเรื่องที่กำกับอย่างเช่น Joan of Arc (1999) ก็ดี , The Lady (2011) ก็ดี หรือ The Family (2013) เป็นต้น มีความหลากหลายในแนวทางและวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้จมปลักว่าจะต้องกำกับแต่แนวนี้เสมอไป
- แถมคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากรวมถึงเรื่องนี้ที่มองว่ามีกลิ่นอายของหนังเรื่อง Leon : The Professional (1994) ลอยอยู่หน่อยตรงที่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านความเป็น Coming of Age บนคราบความเป็น Action Crime ในเชิง Psychological Drama ได้อย่างเรียบง่ายและประณีตในงานออกแบบแต่ละชุดที่ใช้ในการแสดงโชว์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคน ๆ หนึ่งที่ถูกกระทำจากคนใกล้ตัวอย่างทารุณแล้วทิ้งให้อยู่กับน้อนหมาแบบไร้เยื่อใยในกรงจนเป็นความผูกพันในเวลาต่อมาที่มีความหมายมากกว่าเป็นแค่สัตว์เลี้ยง ระหว่างดูจึงเป็นห่วงเวลาที่เห็นน้อน ๆ ออกมาเดินเพ่นพ่านขึ้นว่าจะเป็นอะไรไปมั้ย ? ในเมื่อสภาพที่เป็นอยู่ยังมีผู้อิทธิพลในคราบมาเฟียกระทั่งคนในเครื่องแบบทำตัวกร่างอย่างหน้าระรื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายว่ามีกี่ข้อที่ละเมิด
- ช่วงกลางเรื่องเกิดอาการวูบนิด ๆ จนละสายตาไปทำอย่างอื่นเพื่อไม่ให้ตนเองหลับไปจนกลับมาดูอีกทีรู้สึกว่า Timeline ของหนังที่กำลังสาละวนอยู่แต่ตัวพระเอกเป็นหลักก้าวไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัดจนรู้สึกได้ว่าว่ากูตกสำรวจ Details ก่อนหน้านี้ในช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ? ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตต่อการเรียบเรียงที่ต้องมาใส่ใจในเมื่อที่พรรณนามาถูกบอกเล่าจากปากของพระเอกเป็นหลักว่ากูเติบโตมายังไง ? โดยมีบรรดาน้อนหมาอยู่เคียงข้างกายจนอบอุ่นหัวใจเกินไปมั้ยดูว่าถ้าไม่สู้ไม่ดิ้นรนกูจะมีวันนี้ได้มั้ย ? ซึ่งการแสดงของ Caleb Laundry Jones ที่รู้จักอยู่คนเดียวแบกภาระอันหนักหน่วงผ่านการแสดงแต่ละโหมดไม่ว่าจะ Drama หรือ Scene Action ที่รอคอยกำลังมาเยือนได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค์มาเฟียและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมจนกูที่ใช้ชีวิต 2 หน้าอย่างหลบซ่อนกลับยิ่งลำบากขึ้นไปอีก
- พอทุกสิ่งที่นำเสนอค่อย ๆ ประกบรวมกันจนถึงบางอ้อว่าเป็นอย่างนี้ ? ทำให้ช่วงเวลาก่อนจากจึงขับเคลื่อนไปด้วยความเดือดที่รอคอยมาแต่ต้นจนบัดนี้ผ่านบรรยากาศที่มืดทืบจนหวาดเสียวไม่ต่างกะหนังสยองขวัญ ถึงไม่สาแก่ใจในความรุนแรงที่ส่งมาแต่ยังสามารถลากหัวคม ๆ ให้ตื่นเต้นถึงวิธีการจัดการของพระเอกอย่างเน้น ๆ พอไหลไปเรื่อยจนถึงบทสรุปที่นึกถึงเรื่อง White God (2014) ในแบบ Musical ทำให้ผมตระหนักกับคำที่จ่าหัวไปอีกทีว่า ถ้าคบกับคนมันเหนื่อย มาลองเลี้ยงสัตว์ดีกว่ามั้ย ? ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นล้วนมาจากฝีมือของมนุษย์ แม้พูดไม่ได้แต่อย่างน้อยความรักที่มีให้ส่งต่อด้วยความซื่อสัตย์และดูจริงใจกว่าคนที่มีความคิดซับซ้อนเกินเดาทางและรับมือลำบากว่าวันนี้จะมาอารมณ์ไหน ? แถมไม่แปลกเลยที่ทำไมยุคนี้คนถึงอยากเป็นทาสของเจ้านาย
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้